10 เหตุผล ที่ “สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ไม่ควรถูกไล่ออกเวลาบอลไทยแพ้!

ประเทศไทย คือประเทศหนึ่งที่คนในชาติรักและนิยมชมชอบกีฬาฟุตบอลมากเป็นอันดับหนึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก
ทุกครั้งที่ฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขัน ปรากฏการณ์ “ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด” มันจะพลุ่งพล่านจนไม่เป็นอันทำอะไรนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อต้องเห็นทีมรักประสบกับความพ่ายแพ้ 

ประเทศไทย คือประเทศหนึ่งที่คนในชาติรักและนิยมชมชอบกีฬาฟุตบอลมากเป็นอันดับหนึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

ทุกครั้งที่ฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขัน ปรากฏการณ์ “ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด” มันจะพลุ่งพล่านจนไม่เป็นอันทำอะไรนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อต้องเห็นทีมรักประสบกับความพ่ายแพ้ 

ไม่ว่ายุคไหนๆ “แฟนบอลไทย” มักจะเกิดอาการหัวร้อน ต้องลากไส้เอาความผิดพลาดออกมาระบายตามช่องทางต่างๆ 

อย่างที่เห็นปรากฏการณ์หลังบอลแพ้ แฟนบอลไล่โค้ช ด่านักเตะ ไปกระทั่งไล่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อสนองความโกรธที่ทำให้ฟุตบอลไทยต้องพบกับความพ่ายแพ้ 

จริงอยู่ความคิดเห็นของแฟนบอลไม่มีใครผิดหรือถูก แต่ปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกได้เห็นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สั่งปลด โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสออกจากตำแหน่ง 

หลังทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี นำทีมลงสนามในลีก 17 นัด มีแค่ 26 แต้ม และแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นผู้จัดการทีมขัดตาทัพพาทีมชนะ 5 เกมรวด ในรูปแบบการเล่นที่แตกต่างออกไป แต่ใช้นักเตะชุดเดียวกัน

แต่ “ปรากฏการณ์แมนฯ ยูฯ” อาจใช้ไม่ได้กับทีมฟุตบอลอื่นๆในโลกนี้ แต่การทำฟุตบอลบางครั้งแฟนบอลต้องเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออกก็ไล่ไว้ก่อน 

ดังนั้น ขอยก 10 เหตุผลที่แฟนบอลไทยควรรู้ก่อน “บันดาลโทสะ” ไล่ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงนายกสมาคมฯ เวลาบอลแพ้

ข้อ 1. “บิ๊กอ๊อด” เนรมิตที่ทำการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จนมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาบริหารงาน ณ อาคาร 40 ปี ในการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ ว่างๆ เชิญแฟนบอลมาเยี่ยมชมกันได้

ข้อ 2. “บิ๊กอ๊อด” สร้างความน่าเชื่อถือต่อฟีฟ่า, เอเอฟซี จนนำงบสนับสนุนมาสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ ที่มีความสะดวกสบายทันสมัยและครบวงจร ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอล ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และเปิดใช้อย่างเป็นทางการให้ทีมชาติไทย ทุกรุ่นทุกอายุเก็บตัวฝึกซ้อมภายในระยะเวลา 2 ปี  

ข้อ 3.  “บิ๊กอ๊อด” สร้างผู้ฝึกสอนในระดับต่างๆ มากกว่า 1,800 คน โดยเฉพาะโค้ชในระดับ “โปร ไลเซนส์” จากที่มีแค่ “โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ คนเดียว ตอนนี้ประเทศไทยมีโค้ช “โปร ไลเซนส์” เพิ่มขึ้นอีก 16 คน และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2562

ข้อ 4. “บิ๊กอ๊อด” ใช้เวลา 2 ปี ปลดหนี้กว่า 300 ล้านบาท ให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ทั้งหนี้สรรพากร และหนี้อื่นๆ ที่เกิดก่อนหน้าที่จะเข้ามาบริหาร  

ข้อ 5. “บิ๊กอ๊อด” สร้างระบบการเงินที่มั่นคงให้แก่ฟุตบอลลีกอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการมอบเงินสนับสนุนแก่สโมสรสมาชิกในทุกระดับ ตรงเวลาตามกำหนดไม่ต้องทวง แถมให้เงินสนับสนุนพิเศษในการนำไปพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามข้อกำหนดเอเอฟซี “คลับไลเซนซิ่ง”

ข้อ 6. “บิ๊กอ๊อด” ไม่เคยอมเงินนักเตะทีมชาติไทย ทุกชุดได้เงิน “รางวัล” ตามที่สัญญาทุกบาทอย่างรวดเร็ว นักกีฬาไม่ต้องโวยวายออกสื่อให้เสียเวลา แถมปฏิวัติเรื่องการกิน อยู่ หลับนอน การเดินทาง นักกีฬาทุกชุดกินดี อยู่ดี ไม่ตกเครื่อง   

ข้อ 7. “บิ๊กอ๊อด” เป็นสมาคมฯยุคแรกที่มีบัญชีรายรับ-รายจ่าย ชัดเจน แยกประเภทต่างๆ อาทิ บัญชีเงินจากฟีฟ่า, บัญชีเงินจากเอเอฟซี, บัญชีเงินจากเอเอฟเอฟ, บัญชีเงินจากค่าปรับไทยลีก และอื่นๆ แถมชี้แจงเงินเข้า-ออกได้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ 

ข้อ 8. “บิ๊กอ๊อด” เป็นยุคแรกที่สามารถปราบปรามการทุจริต การล็อคผลบอล มีการจับกุมขบวนการล้มบอล จนได้รับการยกย่องจากสหพันธ์ฟุตบอนานาชาติ และได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ไปให้คำแนะนำในงานสัมมนาที่ฝรั่งเศส

ข้อ 9. “บิ๊กอ๊อด” ติดตามคดีความ เพื่อทวงความยุติธรรม และเงินสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคมฟุตบอลฯ ชุดเก่ากว่า 1 พันล้านบาท 

ข้อ 10. “บิ๊กอ๊อด” มีการวางรากฐานพัฒนาผู้ตัดสิน ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับ AFC ในโครงการ AFC Expert Pool พร้อมทั้งดึง ฟาฮัด อับดุลลาเยฟ ที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินจากฟีฟ่า และ เอเอฟซี มาเป็นวิทยากรประจำ จนล่าสุดสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ประกาศรายชื่อ ผู้ตัดสินระดับนานาชาติ (ผู้ตัดสินฟีฟ่า) ประจำปี 2019 เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 62 ปรากฏว่า มีผู้ตัดสินฟุตซอล และฟุตบอลชายหาด ชาวไทย ทั้งหมด 7 คน ขณะที่ “ปนัดดา โคตรเสนาภัทร” ได้เป็นผู้ตัดสินฟีฟ่าหญิงคนแรกของไทย

10 เหตุการณ์สำคัญแห่งปี 2018 ของวงการกีฬาไทย


แจกเครดิตฟรี300บาท
Line@WWLuck THAILAND 


เผลอแป๊บเดียว วันเวลาก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของปีกันแล้ว ในปี 2018 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ มีเหตุการณ์และเรื่องราวสำคัญเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งแน่นอนว่า มันมีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายที่ได้ผ่านเข้ามาปะปนกันไป วันนี้ผมได้สรุปและรวบรวม 10 เหตุการณ์สำคัญของวงการกีฬาไทยตลอดทั้งปีนี้มาฝากกัน จะมีเหตุการณ์ใดบ้าง และจะตรงกับความคิดของคุณหรือไม่นั้น ลองไปติดตามกันเลยครับ

1. “ช้างศึก” ตกรอบอาเซียนคัพ 2018.. “บิ๊กอ๊อด” แจงวัดผลงานปีหน้า

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย แชมป์อาเซียน 5 สมัย และเจ้าของแชมป์ 2 สมัยล่าสุด ลงทำศึกอาเซียนคัพภายใต้การกุมบังเหียนของเฮดโค้ชชาวเซอร์เบียอย่าง “มิโลวาน ราเยวัช” ท่ามกลางความคาดหวังของแฟนบอลชาวไทยทั้งประเทศ ที่มีเป้าหมายเดียวคือ “แชมป์เท่านั้น!” แม้ในรอบแรกทัพช้างศึกจะสามารถเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการ จนผ่านเข้ารอบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม B ได้สำเร็จด้วยการไม่แพ้ใคร แต่แล้วทีมแชมป์เก่าก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อถูก “เสือเหลือง” มาเลเซีย คู่ชิงในปี 2014 บุกมาชำระแค้นได้ถึงราชมังคลากีฬาสถาน ด้วยผลเสมอ 2-2 หลังจากเสมอกันมา 0-0 ในนัดแรกที่รังเหย้าของเสือเหลือง ทำให้ผู้มาเยือนเป็นฝ่ายเขี่ยเจ้าบ้านตกรอบรองชนะเลิศไปด้วยกฎประตูทีมเยือน (Away Goal) แบบช็อกแฟนบอล 46,157 คนในสนาม รวมถึงคนไทยทั้งประเทศ

จากความผิดหวังที่เกิดขึ้น ทำให้โลกของโซเชี่ยลนั้นร้อนระอุสุดๆ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการคุมทีมของโค้ชมิโลวาน ราเยวัช เพราะนอกจากผลการแข่งขันที่จะไม่เป็นไปตามเป้าแล้ว ผลงานในสนาม ทั้งรูปแบบและวิธีการเล่นของทีมชาติไทยก็ยังไม่น่าประทับใจเช่นกัน รวมถึงยังมีการเรียกร้องและกดดันจากแฟนบอลให้ นายกสมาคมฟุตบอลฯ ลาออกจากตำแหน่งเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อผลงานอีกด้วย แต่ท้ายที่สุด “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ก็ได้ออกมายืนกรานแล้วว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน ส่วนการประเมินผลงานของโค้ชราเยวัชนั้น ประมุขแห่งลูกหนังไทย ยืนยันว่าจะมีขึ้นหลังการแข่งขันเอเชียนคัพ 2019 ที่จะจัดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในช่วงต้นปีหน้า เนื่องจากในรายการอาเซียนคัพ ทีมช้างศึกขาดผู้เล่นตัวหลักที่ไปค้าแข้งยังต่างแดนถึง 4 คน จึงทำให้ไม่สามารถนำตัดสินผลงานของโค้ชได้ แฟนบอลชาวไทยก็คงได้แต่รอลุ้นว่า สุดท้ายแล้วทีมฟุตบอลทีมชาติไทยจะกลับมาประสบความสำเร็จในเวทีเอเชีย และสร้างความสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศได้อีกครั้งหรือไม่

2. ก้าวที่ยิ่งใหญ่.. 4 แข้งไทยก้าวไกลสู่ต่างแดน ลงเล่นเคียงข้างตำนานแชมป์โลก

หากไม่ได้มองที่ผลงานของทีมชาติ ปีนี้ถือได้ว่าเป็นอีกปีทองของนักเตะไทยเลยทีเดียว.. เมื่อมีแข้งไทยได้ออกไปโลดแล่นยังลีกอาชีพในต่างแดนมากถึง 4 คนด้วยกัน หลังจากเมื่อปีก่อน “เจ-ชนาธิป สรงกระสินธ์” ได้สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นแข้งไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นในศึก J1 League ลีกสูงสุดของญี่ปุ่น กับทีมคอนซาโดเล ซัปโปโร ไปแล้ว ซึ่งมันก็เป็นเหมือนใบเบิกทาง ให้กับแข้งให้กับนักเตะไทยคนอื่นๆ ได้มีโอกาสตามไปเล่นยังลีกอันดับ 1 ของเอเชียนี้เช่นกัน โดยในปี 2018 นี้ มีอีก 2 แข้งไทยได้ตามชนาธิป ไปวาดลวดลายที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยในสัญญายืมตัวเป็นเวลา 1 ปี นั่นคือ “มุ้ย-ธีรศิลป์ แดงดา” ศูนย์หน้าเบอร์ 1 ของไทย ที่ได้ย้ายไปเล่นให้กับ ซานเฟรซเช่ ฮิโรชิม่า และ “อุ้ม-ธีราทร บุญมาทัน” แบ็คซ้ายเท้าชั่งทอง ที่ได้รับโอกาสกับ วิสเซล โกเบ นอกจากนั้นนายทวารมือ 1 ของไทย อย่าง “ตอง-กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์” ก็ยังได้รับโอกาสครั้งสำคัญกับการได้ไปพิสูจน์ตัวเองไกลถึงระดับยุโรป กับทีมโอเอช ลูเวิน ในลีกรองของเบลเยียม

ซึ่งเรียกได้ว่าโอกาสในครั้งนี้ นับเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่ได้ช่วยยกระดับการเล่นของดาวเตะทีมชาติไทยทั้ง 4 คนขึ้นเป็นอย่างมาก ตอง-กวินทร์ ต้องไปเริ่มจากการเป็นผู้รักษาประตูทีมสำรอง ก่อนเจ้าตัวจะโชว์ผลงานจนก้าวขึ้นมาเป็นมือ 1 ของทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ สำหรับ มุ้ย-ธีรศิลป์ กลายเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ทำประตูในลีกสูงสุดของญี่ปุ่นได้สำเร็จ หลังอยู่ในสนามเพียงแค่ 28 นาทีเท่านั้น ทั้งยังมีโอกาสลุ้นคว้าแชมป์เจลีกกับทีมในช่วงแรกของฤดูกาล ก่อนจะคว้ารองแชมป์ไปครองในท้ายที่สุด ส่วน อุ้ม-ธีราทร นับว่าโชคดีสุดๆ ที่ได้ลงเล่นร่วมทีมกับ 2 นักเตะระดับแชมป์โลกอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า ตำนานแห่งทัพบาร์เซโลน่า ผู้ทำประตูชัยให้สเปนคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 และ ลูคัส โพดอลสกี้ มิดฟิลด์อินทรีเหล็ก แชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ซึ่งเชื่อว่าแม้แต่เจ้าตัวเองก็คงไม่เคยคิดฝันว่าจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้

ปิดท้ายด้วย เจ-ชนาธิป พระเอกแห่งปี ที่ต้องบอกเลยว่า ปีนี้คือปีทองของเขาจริงๆ อดีตนักเตะทรงคุณค่าของอาเซียนคัพ 2 สมัยซ้อน ได้ยกระดับฝีเท้าของตัวเองจนก้าวไปเป็น “ซูเปอร์สตาร์แห่งเจลีก” อย่างเต็มตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยฤดูกาลนี้เขาได้โชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมจนเป็นที่ประจักษ์แก่แฟนบอลญี่ปุ่น ด้วยผลงาน 9 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จากการลงสนามรวม 31 นัด และเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าอันดับที่ 4 ของลีกสูงสุด ซึ่งเป็นอันดับที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร นั่นทำให้ ชนาธิป ได้รับเลือกให้เป็น “นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของทีมคอนซาโดเล่ ซัปโปโร” ทั้งจากการโหวตของ “เพื่อนร่วมทีม” และจากการโหวตของ “แฟนบอล” และล่าสุดเขายังได้รับรางวัลเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด จากการถูกเลือกให้เป็น “11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปีของเจลีก” จากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นอีกด้วย จนทำให้มีข่าวว่าในขณะนี้ยอดทีมจากแดนเหนือได้ตั้งค่าตัว ขวัญใจแฟนบอลรายนี้ ไว้สูงถึง 200 ล้านบาทเลยทีเดียว ผลงานของเจในปีนี้นับว่าเป็นความสำเร็จที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยเป็นอย่างมากจริงๆ ทำให้รางวัลสุดท้ายของปีนี้อย่าง “นักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมแห่งปี” ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย จึงตกเป็นของเขาไปอีกหนึ่งรางวัลแบบไม่มีข้อสงสัย

3. กระหึ่มโลก! ปีทองของโปรเม.. มือ 1 ของโลก ผู้กวาดทุกรางวัลของ LPGA

ประวัติศาสตร์ของวงการกอล์ฟหญิงต้องจารึกชื่อคนไทยอีกครั้ง.. เมื่อ โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล โปรกอล์ฟสาวไทย วัย 23 ปี สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญด้วยการเป็นนักกอล์ฟคนแรกในประวัติศาสตร์ที่กวาดทุกรางวัลใหญ่แห่งปี 2018 ของ LPGA Tour แบบครบถ้วน โดยนักกอล์ฟหญิงมือ 1 ของโลก ที่คว้าไป 3 แชมป์ซึ่งมากที่สุดในปีนี้ ปิดฉากปีที่ยอดเยี่ยมของเธอ ด้วยการเหมาคนเดียว 6 รางวัลดังต่อไปนี้

1. รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี (Rolex Player of the Year) เป็นสมัยที่ 2 ต่อจากปี 2016
2. นักกอล์ฟที่ทำผลงานดีที่สุดในรายการระดับเมเจอร์ 5 รายการ (Rolex Annika Major Award) จากการคว้าแชมป์ U.S. Women’s Open และจบอันดับที่ 4 ร่วม อีก 2 รายการ คือ ANA Inspiration และ Ricoh Women’s British Open
3. นักกอล์ฟที่ทำเงินรางวัลสูงสุดแห่งปี โดยโปรเมคว้าไป 2,743,949 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 90.5 ล้านบาท)
4. นักกอล์ฟที่จบ 10 อันดับแรกมากที่สุดแห่งปี (รับโบนัส 1 แสนเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 3.3 ล้านบาท) รวม 17 รายการ จากการเข้าแข่งขัน 28 รายการ โดยคิดเป็น 61%
5. นักกอล์ฟที่ทำคะแนนเฉลี่ยต่ำสุดแห่งปี (Vare Trophy) ที่ 69.415 เอาชนะ อีมินจี โปรสาวจากออสเตรเลีย ไป 0.332
6. นักกอล์ฟที่ทำคะแนนสะสม Race to CME Globe มากที่สุด (รับโบนัส 1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 33 ล้านบาท)

โดยหากบวกเงินโบนัสที่ได้จากการการคว้ารางวัล เข้ากับเงินรางวัลที่เธอทำได้ตลอดทั้งปีนี้ โปรเมจะรับเงินรวมในปีนี้ไปสูงถึง 3,843,949 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 126.8 ล้านบาท) และนอกจากรางวัลที่ได้รับจาก LPGA Tour แล้ว ล่าสุด โปรเม-เอรียา ก็ยังเพิ่งได้รับรางวัลนักกีฬาอาชีพดีเด่น ในวันกีฬาแห่งชาติ 2561 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมาอีกด้วย นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของคนไทย ที่ได้เห็นชื่อของคนไทยได้อยู่ในจุดที่สูงสุดของโลกในวงการกีฬาอีกครั้ง ต้องขอชื่นชมและแสดงความยินดีกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของเธอเป็นอย่างยิ่ง และหวังว่าปีหน้าจะเป็นปีที่ดียิ่งขึ้นไปของเธออีกครั้ง

4. นักตบสาวไทย.. ล้มแชมป์เก่าสร้างประวัติศาสตร์ “เหรียญเงินเอเชี่ยนเกมส์” ก่อนสู้สุดใจในชิงแชมป์โลก

วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ทีมกีฬาขวัญใจมหาชน ลงทำศึกเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย หลัง 4 ปีก่อน สามารถคว้าเหรียญทองแดงที่เกาหลีใต้มาได้ ซึ่งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดของการแข่งขันรายการนี้ กลับมาคราวนี้พวกเธอจึงหมายมั่นปั้นมือว่าจะกลับมาสร้างผลงานให้ดีกว่าเดิมให้ได้ สาวไทยในกลุ่ม A เริ่มต้นการแข่งขันด้วยการเก็บชัยชนะ 4 นัดรวดในรอบแรก เหนือ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และ อินโดนีเซีย ตามลำดับ โดยเสียไปเพียงแค่ 1 เซ็ตเท่านั้น ทีมไทยผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฐานะแชมป์กลุ่ม ไปพบกับ เวียดนาม ซึ่งพวกเธอก็เอาไปชนะไปได้แบบไม่มีปัญหา 3-0 เซ็ต จนผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ โดยคู่แข่งในด่านสำคัญของพวกเธอก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแชมป์เก่าอย่าง เกาหลีใต้ นั่นเอง ซึ่งเกมนี้หากนักตบสาวไทยเอาชนะได้ก็จะสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าชิงเป็นครั้งแรกทันที นี่จึงเป็นเกมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง สาวไทยเล่นด้วยความมุ่งมั่นและทำผลงานได้ดีจนขึ้นนำไปก่อน 2-0 เซ็ต แต่นักตบจากแดนกิมจิก็ไม่ยอมง่ายๆ ไล่ตีตื้นตามมาเป็น 1-2 เซ็ต ไฮไลท์จึงมาอยู่ในช่วงปลายเซ็ตที่ 4 เกาหลีใต้ขึ้นนำห่างไปถึง 18-12 แต้ม แต่แล้วสาวไทยก็สร้างเรื่องมหัศจรรย์ขึ้นอีกครั้ง เมื่อพวกเธอรวมพลังกันสู้จนพลิกกลับมาเอาชนะไปอย่างเหลือเชื่อ 25-22 ทำให้ทีมชาติไทยผ่านเข้าชิงชนะเลิศไปแบบสะใจแฟนกีฬาชาวไทยที่ร่วมลุ้นกันทั้งประเทศ แม้สุดท้ายสาวไทยจะพ่ายให้กับจีน ทีมอันดับ 1 ของโลกในขณะนั้น ไปในรอบชิงชนะเลิศ แต่ “เหรียญเงิน” เหรียญนี้ก็นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่จะอยู่ในความทรงจำของพวกเธอรวมถึงพวกเราคนไทยไปอีกนานแสนนาน

ไม่เพียงแค่นั้น ทีมนักตบลูกยางสาวไทย ยังสร้างปรากฏการณ์ที่สร้างความประทับใจให้แก่แฟนชาวไทยรวมถึงแฟนวอลเลย์บอลทั่วโลกอีกครั้ง ในศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2018 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเหมือนบทพิสูจน์ที่ทำให้เราได้รู้ว่า บางครั้งผลการแข่งขันอาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ผู้ชมคาดหวังในการแข่งขัน แต่การร่วมใจกันต่อสู้อย่างเต็มที่สุดความสามารถจนถึงวินาทีสุดท้าย หรือ “สปีริต” ต่างหาก ที่น่าจะเป็นหัวใจสำคัญของเกมกีฬา สาวไทยได้แสดงหัวใจนักสู้จนสามารถเอาชนะใจไม่ใช่แค่คนไทย แต่เป็นคนทั่วโลกได้หลายต่อหลายครั้ง แม้ว่าพวกเธอจะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการแข่งขัน ทีมไทยประสบปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บอย่างหนัก ทั้งก่อนและระหว่างการแข่งขันครั้งนี้ ทำให้ขาดผู้เล่นตัวหลักไปถึง 4 คน ผู้เล่นที่เหลืออยู่จึงต้องกัดฟันช่วยกันเล่นแบบไม่มีตัวเปลี่ยนตลอดรายการนี้ แม้ทีมจะไม่สมบูรณ์ แต่พวกเธอก็ไม่กลัวใครและไม่ยอมแพ้ทีมใดง่ายๆ สักเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกมที่ต้องสู้กันถึง 5 เซ็ต ซึ่งมีมากถึง 4 เกมจากทั้งหมด 9 เกมที่ลงแข่ง โดย 2 เกมที่เป็นที่พูดถึงอย่างมาก นั่นคือ การพบกับรัสเซียและสหรัฐอเมริกา ทีมชั้นนำของโลก ที่สาวไทยโดนนำไปก่อนถึง 2-0 เซ็ต ถึงจะตกเป็นรองในแทบทุกด้าน แต่พวกเธอก็สู้สุดใจจนพลิกกลับมาเสมอ 2-2 ได้ แม้สุดท้ายจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในเซ็ตตัดสินก็ตาม สุดท้ายทีมสาวไทยจบอันดับที่ 13 จาก 24 ทีมที่ร่วมแข่งขัน ซึ่งไม่ได้ถือว่าโดดเด่นอะไร แต่ถ้าคุณได้ชมทุกเกมที่พวกเธอลงเล่นก็คงจะเข้าใจเองว่า ทำไมใครๆ ต่างก็หลงรัก และยอมยกหัวใจให้กับความทุ่มเทที่เกินร้อยของพวกเธอ.. “แพ้แต่มีความสุข” สั้นๆ ง่ายๆ แต่บ่งบอกได้ถึงความในใจของกองเชียร์ที่มีต่อทีมวอลเลย์บอลอันเป็นที่รักทีมนี้ได้เป็นอย่างดี

5. สุดสะเทือนใจ! ทั่วโลกอาลัยการจากไปของ คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา.. ชายผู้ทำความฝัน ให้กลายเป็นความจริง

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนี่งความสูญเสียครั้งสำคัญที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าเสียใจแก่คนไทย รวมถึงคนอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการจากไปอย่างกะทันหันของ คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา มหาเศรษฐีชาวไทย เจ้าของสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ จากอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกบริเวณข้างสนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ของเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ประเทศอังกฤษ โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อคืนวันเสาร์ที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เวลาประมาณ 20.38 น. ตามเวลาท้องถิ่น (02.38 น. ตามเวลาประเทศไทย) หลังจบเกมการแข่งขันที่เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านเสมอกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 1-1 ซึ่งวันนั้นคุณวิชัยได้เข้าไปชมการแข่งขันในสนาม และกำลังจะเดินทางกลับด้วยเฮลิคอปเตอร์ตามปกติ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเฮลิคอปเตอร์ที่เพิ่งลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าและเคลื่อนตัวออกจากบริเวณกลางสนามฟุตบอลได้เพียงไม่กี่อึดใจ ก็เกิดเสียการควบคุมจนลอยเคว้งไปตกจนไฟลุกท่วม ที่บริเวณลานจอดรถของสโมสร ซึ่งห่างจากสนามเพียงประมาณ 200 เมตรเท่านั้น ทำให้ทั้งกัปตันและผู้โดยสารในเฮลิคอปเตอร์รวมทั้งสิ้น 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด

การจากไปของเจ้าของสโมสรชาวไทย ผู้เป็นที่รักของชาวเลสเตอร์นั้น ทำให้ทั้งนักเตะและแฟนบอล ต่างตกตะลึง และเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการนำดอกไม้รวมถึง เสื้อและผ้าพันคอของสโมสร มาวางไว้ที่หน้าสนามเป็นจำนวนมหาศาล เพื่อเป็นการแสดงความไว้อาลัย จากนั้นทั้งนักเตะและแฟนบอลต่างก็ร่วมใจกันเพื่อแสดงออกถึงการร่วมไว้อาลัยอย่างสุดซึ้งอีกมากมายทั้งในและนอกสนาม ชาวเลสเตอร์นั้นมีความรักและผูกพันกับคุณวิชัยเป็นอย่างมาก เกินกว่าแค่เจ้าของทีมกับแฟนบอลปกติทั่วไป เพราะนับตั้งแต่คุณวิชัยตัดสินใจเข้าซื้อสโมสรในปี 2010 เขาก็พยายามบริหารงานและพัฒนาทีมด้วยความตั้งใจและทุ่มเทมาอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2016 ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่คนทั้งโลกต้องตะลึง เมื่อพวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ดั่งเทพนิยายที่ไม่มีใครคาดคิด ซึ่งแม้แต่แฟนบอลเมืองเลสเตอร์เองยังยอมรับว่ามันยิ่งใหญ่เกินกว่าฝันของพวกเขาด้วยซ้ำไป แต่ที่ยิ่งไปกว่าการทำทีมฟุตบอลนั้น คือการที่คุณวิชัยยังได้ช่วยพัฒนาเมืองเลสเตอร์ในอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา และการบริจาคเงินเพื่อการกุศลอีกหลายแห่งให้แก่ชุมชน ทั้งหมดก็เพื่อเป็นสาธารณประโยชน์แก่เมืองเลสเตอร์ ทำให้ผู้บริหารชาวไทยผู้นี้ได้รับการยกย่องนับถือในคุณงามความดีและครองใจชาวเลสเตอร์ได้แบบไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราได้เห็นมุมดีๆที่ซ่อนอยู่เช่นกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น มันได้ทำให้คนทั้งโลกได้รู้แล้วว่า คนเลสเตอร์รักชายคนนี้มากเพียงใด แม้แต่คุณต๊อบ-อัยยวัฒน์ ผู้เป็นลูกชาย ยังกล่าวว่า เขาก็เพิ่งจะรู้เช่นกันว่า คุณพ่อของเขายิ่งใหญ่ระดับโลกและอยู่ในใจของคนมากมายถึงเพียงนี้ นี่คือบทพิสูจน์แล้วว่า แม้ตัวเราจะจากไป แต่คุณงามความดีที่เราเคยทำไว้จะยังคงอยู่ตลอดไป .. “Forever In Our Hearts.. The Boss”

6. ไร้เทียมทาน! จอมเตะสาวหมายเลข 1 ของโลก.. เทนนิส-พาณิภัค กวาดเรียบ 6 แชมป์

“เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” นักเทควันโดสาวไทยวัย 21 ปี เจ้าของเหรียญทองแดง โอลิมปิกเกมส์ 2016 โชว์ผลงานอันยอดเยี่ยมในปีนี้ด้วยการคว้าแชมป์ไปถึง 6 รายการในปีเดียว หนึ่งในนั้นการคว้าเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ 2018 อย่างยิ่งใหญ่สมความคาดหวังของคนไทย โดย “6 แชมป์” ของสุดยอดจอมเตะไทยในรุ่น 49 กก. หญิง นั้นประกอบไปด้วยการแข่งขันดังต่อไปนี้

1. รายการ “ดับเบิ้ลยูที จี-2 โอเพ่น ควอลิฟิเคชั่น ทัวร์นาเม้นท์ 1 ฟอร์ อู๋ซี 2018 เวิลด์ เทควันโด แกรนด์สแลม ซีรีส์” ระหว่างวันที่ 20-22 เม.ย. 61 ที่เมืองอู๋ซี ประเทศจีน
2. รายการ “เอล ฮัสซาน โอเพ่น ทัวร์นาเม้นท์ 2018” ระหว่างวันที่ 3-8 ก.ค. 61 ที่กรุงอัมมาน ประเทศจอร์แดน
3. การแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 18 ส.ค. – 2 ก.ย. 61 ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย
4. รายการ “เถาหยวน 2018 เวิลด์ เทควันโด กรังด์ปรีซ์” (เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2018 สนามที่ 3) ระหว่างวันที่ 16-22 ก.ย. 61 ที่เมืองเถาหยวน ไต้หวัน
5. รายการ “แมนเชสเตอร์ 2018 เวิลด์ เทควันโด กรังด์ปรีซ์” (เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ 2018 สนามที่ 4) ระหว่างวันที่ 14-23 ต.ค. 61 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ
6. รายการ “อู๋ซี เวิลด์ เทควันโด แกรนด์สแลม แชมเปี้ยนชิพ ซีรีส์ 2018” ระหว่างวันที่ 13-16 ธ.ค. 61 ที่เมืองอู๋ซี ประเทศจีน

นอกจากนี้ เธอยังคว้ารองแชมป์อีก 1 รายการ ได้แก่ รายการ “ฟูไจราห์ 2018 เวิลด์ เทควันโด กรังด์ปรีซ์ ไฟนอล” ระหว่างวันที่ 21-22 พ.ย. 61 ที่เมืองฟูไจราห์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ จากผลงานอันยอดเยี่ยมในปีนี้ ทำให้เธอคว้ารางวัล “นักกีฬาสมัครเล่นดีเด่นหญิง” ในงานประกาศเกียรติคุณนักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬาดีเด่น เนื่องในวันกีฬาแห่งชาติ 2561 มาครองเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันได้อย่างงดงาม

7. ทีมนักตบลูกขนไก่สาวไทย.. คว้ารองแชมป์อูเบอร์คัพได้ในบ้าน พร้อมพ่วงเหรียญทองแดงเอเชี่ยนเกมส์

ทีมแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย ลงทำการแข่งขันแบดมินตันประเภททีมชิงแชมป์โลก 2018 ประเภททีมหญิง (อูเบอร์คัพ 2018) ที่อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี โดยในรอบรองชนะเลิศ พวกเธอต้องโคจรมาพบกับ ทีมชาติจีน ดีกรีแชมป์เก่า 14 สมัย โดยการแข่งขันรายการนี้ 18 ครั้งหลังสุด สาวจีนไม่เคยพลาดเข้าชิงชนะเลิศสักครั้ง ในขณะที่สาวไทยยังไม่เคยผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศแม้แต่ครั้งเดียว แม้สถิติจะห่างกันหลายช่วงตัว แต่การแข่งขันในสนามนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยสาวไทยสู้กับจีนได้อย่างสูสี คู่แรกเป็นการแข่งขันประเภท หญิงเดี่ยว มือ 1 “เมย์-รัชนก อินทนนท์” มือ 1 ของไทย เอาชนะ เฉิน อู้เฟย 2-1 เกม เก็บแต้มแรกให้ทีมไทยขึ้นนำไปก่อน จากนั้นการแข่งขันคู่ที่ 2 หญิงคู่ คู่มือ 1 “กิ๊ฟ-จงกลพรรณ กิติธรากุล” กับ “วิว-รวินดา ประจงใจ” ต้านทานความแข็งแกร่งของ เฉิน ฉิงเฉิน และ เจี่ย อี้ฟาน ไม่ไหว พ่ายไป 0-2 เกม ทำให้คะแนนกลับมาเสมอกันที่ 1-1 คู่

ต่อมาคู่ที่ 3 เป็นการแข่งขันของ หญิงเดี่ยว มือ 2 เป็น “แน็ต-ณิชชาอร จินดาพล” ที่พลิกสถานการณ์กลับมาเฉือนเอาชนะ เกา ฟางเจี่ย ไป 2-1 เกม ส่งให้ไทยนำ 2-1 คู่ แต่คู่ที่ 4 หญิงคู่ คู่มือ 2 “เอิร์ธ-พุธิตา สุภจิรกุล” กับ “ปอป้อ-ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย” ก็พ่ายให้กับ หวง อ่าเฉียง และ ถัง จินหัว ไป 1-2 เกม ทำให้ต้องมาลุ้นต่อในคู่ตัดสิน หญิงเดี่ยว มือ 3 โดย “ครีม-บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์” ก็ทำให้กองเชียร์ได้เฮกันลั่นสนาม เมื่อโชว์ฟอร์มสุดยอดไล่ตบเอาชนะ อดีตเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่กรุงลอนดอน อย่าง หลี่ เสี่ยวเร่ย ไปขาดลอย 2-0 เกม ทำให้ทีมชาติไทย เฉือนชนะ ทีมชาติจีน 3-2 คู่ สร้างประวัติศาสตร์เข้าชิงได้เป็นครั้งแรกในรอบ 61 ปี นับตั้งแต่มีการแข่งขันรายการนี้ และส่งผลให้จีนพลาดเข้าชิงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1984 โดยทีมไทยเข้าไปพบกับ ญี่ปุ่น อดีตแชมป์ 5 สมัย แม้สุดท้ายสาวไทยจะพ่ายไป 0-3 คู่ ทำให้คว้าเหรียญเงินได้เป็นครั้งแรก และส่งให้ญี่ปุ่นคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ไปครอง

นอกจากนั้น ทีมนักตบลูกขนไก่สาวไทย ก็ยังคว้าอีกหนึ่งรางวัลในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ 2018 นั่นคือ เหรียญทองแดงประเภททีมหญิง หลังจากพ่ายให้กับคู่ปรับเก่าอย่างจีน ที่คราวนี้กลับมาล้างตาได้สำเร็จในรอบรองชนะเลิศเช่นกัน แต่เพียงเท่านี้ ผลงานในปีนี้ก็นับเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของวงการแบดมินตันไทยอีกครั้งหนึ่งแล้ว

8. ทัพชบาแก้ว.. คว้าตั๋วลุยบอลโลกได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

แม้ปีนี้จะมาแบบเงียบๆ แต่ “ชบาแก้ว” ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ก็ไม่ทำให้คนไทยต้องผิดหวัง เมื่อสามารถคว้าตั๋วไปลุยศึกฟุตบอลหญิง ชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จ เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากคว้าอันดับที่ 4 จากการแข่งขันฟุตบอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย 2018 (เอเชี่ยนคัพ) เมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา และล่าสุดผลการจับสลากแบ่งกลุ่มของการแข่งขันฟุตบอลโลกหญิงในปีหน้าก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย “ชบาแก้ว” ทีมอันดับ 29 ของโลก ต้องพบกับศึกหนักเมื่อต้องอยู่ในกลุ่ม F ร่วมกับ สหรัฐอเมริกา ทีมอันดับ 1 ของโลก, สวีเดน ทีมอันดับ 9 ของโลก และ ชิลี ทีมอันดับ 38 ของโลก ซึ่งการแข่งขันจะถูกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน – 7 กรกฎาคม 2019 แฟนบอลชาวไทยอย่าลืมส่งแรงใจเชียร์พวกเธอไปด้วยกัน

9. ยอดนักฟาดลูกหวาย.. นักกีฬาไทยที่คว้าเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์มากที่สุด

“ปุ้ย-พรชัย เค้าแก้ว” นักเซปักตะกร้อหนุ่มทีมชาติไทย สร้างประวัติศาสตร์ทำสถิติเป็นนักกีฬาไทยที่ได้เหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์มากที่สุด คือ 10 เหรียญ ซึ่งมาจากเอเชี่ยนเกมส์ทั้งหมด 5 ครั้ง ระหว่างครั้งที่ 14-18 โดยในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ในปีนี้ พรชัยเก็บเพิ่มได้อีก 2 เหรียญทอง จากการแข่งขันเซปักตะกร้อประเภททีมชุดชาย และประเภทคู่ทีมชุดชาย นับเป็นการเพิ่มสถิติให้กับตัวเอง หลังจากที่เจ้าตัวได้ครองสถิตินี้มาตั้งแต่เมื่อ 4 ปีก่อนที่ 8 เหรียญทอง โดยก่อนหน้านี้มีเพียง “โจ้หลังเท้า” สืบศักดิ์ ผันสืบ นักตะกร้อรุ่นพี่ที่เคยคว้าไป 7 เหรียญทองเท่านั้น ก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ กว่าที่จะมีใครมาทำลายสถิตินี้ของสุดยอดนักฟาดเหรียญทองคนนี้ลงได้

10. 13 ชีวิตทีมหมูป่า.. คนวงการกีฬาร่วมส่งกำลังใจ

นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ครั้งสำคัญของประเทศไทยที่คนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและแสดงความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเรื่องราวของภารกิจระดับ(นานา)ชาติ ในการช่วยเหลือ ทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมี่ แม่สาย” ที่ประกอบไปด้วย นักฟุตบอลเยาวชน 12 คน กับโค้ชอีก 1 คน ออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ที่ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย หลังจากที่ทั้ง 13 ชีวิตต้องติดอยู่ในถ้ำที่มีความลึกถึง 10 กิโลเมตร เนื่องจากฝนที่ตกอย่างหนัก จนน้ำป่าไหลหลากท่วมทะลักไปปิดทางออกจากถ้ำ ทำให้พวกเขาไม่สามารถกลับออกมาได้ ปฏิบัติการในการค้นหาตัวทีมหมูป่าเป็นไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางการติดตามและเอาใจช่วยอย่างใจจดใจจ่อของคนทั่วโลก จนในที่สุดหน่วยซีลชาวอังกฤษก็สามารถดำน้ำเข้าไปจนพบ ทีมหมูป่าทุกคนที่ยังคงมีชีวิตและแข็งแรงราวปาฏิหาริย์ หลังพวกเขาติดอยู่ในถ้ำโดยไม่ได้รับประทานอาหารนานถึง 10 วัน ทว่ากว่าภารกิจสุดหินในการช่วยเหลือพาทีมหมูป่าทุกคนกลับออกมาได้อย่างปลอดภัยจะเสร็จสิ้นนั้น ก็ต้องใช้เวลารวมถึง 17 วันด้วยกัน

ภารกิจในครั้งนี้ ได้รับความช่วยเหลือและสนับสนุน จากเจ้าหน้าที่กู้ภัย หน่วยงาน และอาสาสมัคร เป็นจำนวนมาก ทั้งจากในประเทศไทยและต่างประเทศ ในการร่วมกันวางแผนและระดมการค้นหาด้วยความยากลำบาก ซึ่งทำให้เหตุการณ์นี้เป็นประเด็นที่ดังไปทั่วโลก บุคคลสำคัญของโลกต่างส่งกำลังใจมาให้พวกเขาและทีมค้นหาเป็นจำนวนมาก และเมื่อทราบข่าวว่าทีมหมูป่าถูกช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย ก็มีการแสดงความยินดีผ่านทางโลกโซเชี่ยลมากมาย อาทิ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา, นางเทรีซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลและองค์กรในวงการกีฬาโลก เช่น ลิโอเนล เมสซี่, ปอล ป็อกบา, ลูคัส โพโดสกี้, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, เมซุต โอซิล, อิเกร์ กาซิยาส, เซร์คิโอ้ รามอส, โทนี่ โครส, โจเซ่ มูรินโญ่, เจอร์เก้น คล็อปป์, นักเตะทีมเลสเตอร์ ซิตี้ และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกทั้ง สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ยังได้ส่งจดหมายมายังสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เชิญให้ทีมหมูป่าเข้าชมฟุตบอลโลก นัดชิงชนะเลิศ ที่ประเทศรัสเซีย ในฐานะแขกของฟีฟ่าอีกด้วย แต่ด้วยความที่พวกเขายังอยู่ในช่วงปรับตัวและฟื้นฟูร่างกาย จึงยังไม่พร้อมที่จะไปได้ทัน แต่หลังจากนั้น ทีมหมูป่าทั้ง 13 ชีวิต ก็ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการแข่งขันกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2018 ที่ประเทศอาร์เจนติน่า รวมถึงยังได้แข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรกับ ทีมเยาวชนสโมสร ริเวอร์เพลท รุ่นไม่เกิน 13 ปี นอกจากนั้นพวกเขายังถูกเชิญไปสัมภาษณ์ในรายการทอล์กโชว์ชื่อดังของอเมริกาอย่าง ดิ เอลเลน ดีเจนเนอเรส โชว์ (The Ellen DeGeneres Show) พร้อมกระทบไหล่และได้รับของขวัญสุดพิเศษจาก ซลาตัน อิบราฮิโมวิช สตาร์ชื่อดัง ก่อนที่พวกเขาจะได้รับคำเชิญไปเยือนสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งได้รับการต้อนรับจาก โจเซ่ มูรินโญ่ เฮดโค้ชในขณะนั้น รวมถึงนักเตะปีศาจแดงอย่างสุดอบอุ่น ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปีนี้ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่ประเมินค่าไม่ได้ของทีมหมูป่าทั้ง 13 คนเลยทีเดียว!

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ 10 เหตุการณ์สำคัญแห่งปี 2018 ที่ผมได้รวบรวมมานำเสนอให้กับแฟนกีฬาทุกท่าน ปีนี้นับเป็นอีกปีที่นักกีฬาของไทยส่วนใหญ่ต่างทำผลงานได้เป็นอย่างดี และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้เป็นอย่างมาก หวังว่าปีหน้า ฟ้าใหม่ จะเป็นปีที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปของวงการกีฬาไทย แล้วเรามาร่วมเชียร์และเป็นกำลังใจให้นักกีฬาของเรากันต่อนะครับ สุดท้ายนี้ ก่อนจะลากันไป ผมคงต้องขอกล่าวล่วงหน้าว่า “สวัสดีปีใหม่ครับ”

CR : เอกกี้รีพอร์ต ทรูสปอร์ต


ประกาศรายชื่อ 31 แข้งชบาแก้ว ชุดเตรียมทีมลุยศึก ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อ นักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ชุดใหญ่ จำนวน 31 คน เข้าเก็บตัวเตรียมความพร้อม ที่ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬา ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน-7 กรกฎาคม 2562 โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

ผู้รักษาประตู
1. นางสาววราภรณ์ บุญสิงห์
2. นางสาวสุกัญญา ช.เจริญยิ่ง
3. นางสาวณัฐรุจา มุทนาเวช
4. นางสาวญาดา เซ่งย่อง

กองหลัง 
5. นางสาวกาญจนาพร แสนคุณ
6. นางสาวณัฐกานต์ ชินวงษ์
7. นางสาวดวงนภา ศรีตะลา
8. นางสาวอินทร์อร พันธุ์ชา
9. นางสาวพิสมัย สอนไสย์
10. นางสาวสุนิสา สร้างไธสง
11. นางสาววารุณี เพ็ชรวิเศษ
12. นางสาวดารัตน์ ช่างปลูก
13. นางสาวพรพิรุณ พิลาวัณ
14. นางสาวขวัญฤดี แสงจันทร์

กองกลาง
15. นางสาวพิกุล เขื่อนเพ็ชร
16. นางสาวศิลาวรรณ อินต๊ะมี
17. นางสาวนิภาวรรณ ปัญโญสุข
18. นางสาววิลัยพร บุตรด้วง
19. นางสาวจันทร์เพ็ญ สีเสริม
20. นางสาวสุดารัตน์ ชูชื่น
21. นางสาวรัตติกาล ทองสมบัติ
22. นางสาวแสงระวี มีขำ

กองหน้า
23. นางสาวอรทัย ศรีมะณี
24. นางสาวเสาวลักษ์ เพ็งงาม
25. นางสาวธนีกานต์ แดงดา
26. นางสาวอลิษา รักพินิจ
27. นางสาวกาญจนา สังข์เงิน
28. นางสาวกัญญาณัฐ เชษฐบุตร
29. นางสาวธนัสถา ชาวงษ์
30. นางสาวจิราภรณ์ มงคลดี
31. นางสาวสุชาวดี นิลธำรงค์

สำหรับนักกีฬาที่มีรายชื่อดังกล่าวจะลงทำการฝึกซ้อม ที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอล ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2562 เป็นต้นไป

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย มีดังนี้

วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เวลา 02.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ทีมชาติสหรัฐอเมริกา พบ ทีมชาติไทย ณ สนามสต๊าด ออกุสเต้ เดลูน, รีมส์
วันที่ 16 มิถุนายน 2562 เวลา 23.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ทีมชาติสวีเดน พบ ทีมชาติไทย ณ สนามอลิอันซ์ ริวิเอรา ,นีซ
วันที่ 21 มิถุนายน 2562 เวลา 02.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติชิลี ณ สนามโรอาซอง ปาร์ค ,แรนส์

2018 บันทึกไว้คุยในวงเหล้า – Ball2StEP

ตลอดปี 2018 ที่กำลังผ่านพ้นไป นับเป็นอีกปีที่มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษจนกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่

ตลอดปี 2018 ที่กำลังผ่านพ้นไป นับเป็นอีกปีที่มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษจนกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่

#Betway เว็ปตรงสัญชาติอังกฤษ?คุณได้ลองแล้วรึยัง?
สมาชิกใหม่จะได้รับ?คูปองโบนัส 300 บาท
⚽ โบนัสฝากครั้งแรก(กีฬา) 200% เทิร์น 15 เท่า
คืนเงินทุกวัน 1% จากยอดเล่น สูงสุดในไทย?
เข้าร่วมเป็นสมาชิก คลิก
https://bit.ly/2K2oT9D
สิทธิประโยชน์อีกมากมายรอคุณอยู่
ติดต่อเจ้าหน้าที่แชทสด (ตลอด 24 ชม.)
https://goo.gl/MGGYCW

แมนฯ ซิตี้ เก็บคะแนนได้ถึง 100 คะแนนเป็นทีมแรก ขณะที่ทีมชาติอังกฤษก็เข้าถึงรอบตัดเชือกฟุตบอลโลก 2018 โดยที่ แฮร์รี่เ คน คว้าตำแหน่งดาวซัลโว ส่วนในภาคพื้นยุโรปก็เป็นปีที่ถือกำเนิดการแข่งขัน “เนชั่นส์ ลีก” 

ในโลกลูกหนังที่มีหลายองค์ประกอบรวมกัน นอกจากภาพรวมของเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนจดจำได้และเป็นข่าวใหญ่แล้ว ยังมีเรื่องเล็กๆ แต่น่าสนใจซุกซ่อนอยู่มากมาย

ไปไล่เรียงกันอีกครั้งว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา มีสิ่งละอันพันละน้อยอะไรบ้างที่ควรรู้ไว้ไม่เสียหาย…อย่างน้อยก็เอาไว้คุยในวงสนทนาเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชนแก้วมากยิ่งขึ้น 

มกราคม

ในเกมเอฟเอ คัพ ระหว่างเชลซี กับ นิวคาสเซิ่ล ทัพสิงห์บลูส์ส่ง 2 ดาวรุ่งนาม เอธาน อัมปาดู และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ลงสนามจนกลายเป็นวันที่วงการฟุตบอลอังกฤษต้องบันทึกเอาไว้เพราะเป็นครั้งแรกที่ทีมจากลีกสูงสุดส่งผู้เล่นที่เกิดในยุค 2000 ลงสนาม 

ย้อนไปในปี 1999 เชลซี ก็เป็นทีมแรกที่ส่งผู้เล่น 11 ตัวจริงเป็นต่างชาติทั้งหมด ไม่มีแข้งอังกฤษแม้แต่รายเดียวลงเล่นและแน่นอนว่าในวันนั้น อัมปาดู และ ฮัดสัน-โอดอย ยังไม่ลืมตาดูโลก


เอธาน อัมปาดู (ขวา) และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย 

กุมภาพันธ์

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูด้วย “เท้าซ้าย” ครบ  20 ประตู ทำลายสถิติ 19 ประตูของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่เคยทำไว้ในฤดูกาล 1994/95

ขณะที่ ไซโด้ เบราฮิโน่ หัวหอกเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ปืนฝืดยิงไม่ได้ครบ 2 ปีเต็มที่ได้ลงเล่นถึง 42 นัด มีโอกาสยิง 55 ครั้ง และพลาดจุดโทษไป 5 ครั้ง 

ในเดือนนี้นับรวมการทำประตูของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไว้ด้วยก็ได้เพราะหลังจากทำประตูเวสต์แฮมแบบ “ไม่มอง” ได้สำเร็จ แข้งทีมชาติบราซิลก็มีสัดส่วนที่ 14 เปอร์เซ็นต์ของการยิงโดยไม่มองลูกบอล/ไม่มองประตู/ไม่มองผู้รักประตู สรุปก็คือ ไม่มองอะไรใดๆ ทั้งสิ้น


ซ้ายสั่งตายของ ซาลาห์ เล่นงานคู่แข่งนับไม่ถ้วน

มีนาคม

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ตอนกำลังไล่ล่าตั๋วขึ้นพรีเมียร์ลีกเคยทำเรื่องแปลกๆ เอาไว้ด้วยการชนะทีมที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัว “B” 5 ทีมติดต่อกันไล่ตั้งแต่ Bristol City, Barnsley, Birmingham, Brentford และ Burton Albion


คาร์ดิฟฟ์ชนะทีมที่ขึ้นต้นด้วยตัว “B” 5 นัดติด

เมษายน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำประตูได้ถึงหลัก 100 ประตูในนัดที่ 35 เร็วที่สุดนับตั้งแต่เอฟเวอร์ตันยุคก่อนสงครามโลกที่มีหัวหอกมหาประลัยอย่าง ดิ๊กซี่ ดีน เป็นกองหน้าในฤดูกาล 1931/32 

เรือใบสีฟ้าจบฤดูกาลด้วยการยิง 106 ประตู เป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก ขณะที่ฤดูกาลที่ดีสุดของ ดิ๊กซี่ ดีน คือการยิงคนเดียว 60 ประตูจาก 45 นัด ในฤดูกาล 1927/28


เรือใบยิงสลุตในฤดูกาลที่แล้ว

พฤษภาคม

32 ทีมสุดท้ายที่เข้าร่วมศึกฟุตบอลโลก 2018 ต้องส่งรายชื่อ 23 คนสุดท้ายในเดือนนี้ 

ทีมชาติอังกฤษของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ใส่ชื่อ แอชลี่ย์ ยัง ติดทีมไปด้วยซึ่งก็มีเรื่องที่น่าแปลกนิดหน่อยเพราะแม้จะชื่อ “Young” (หนุ่ม) แต่ก็เป็นผู้เล่นอายุมากสุดในทีม และย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน เกาหลีใต้ก็มีเรื่องทำนองนี้เพราะ Choi Young-il ที่มีคำว่า “Young” ก็เป็นผู้เล่นอายุมากสุดของทัพโสมขาว


คนแก่แต่ชื่อ “หนุ่ม” 

มิถุนายน

เยอรมัน กลายเป็นทีมแชมป์เก่าฟุตบอลโลกชาติที่ 4 จาก 5 ครั้งหลังสุดที่กระเด็นตกรอบแรกอย่างไม่น่าเชื่อหลังพ่ายต่อเกาหลีใต้ในนัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม และก็ยังเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อังกฤษได้ลงเล่นมากกว่าเยอรมัน 


อินทรีเหล็กตกรอบแรกฟุตบอลโลกอย่างสุดช็อก

กรกฎาคม 

ลูก้า โมดริช ไม่ใช่นักเตะที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัว “M” คนเดียวที่ทำผลงานโดดเด่นในฟุตบอลโลก 2018 แต่ยังมีอีกคนที่กระฉูดไม่แพ้กันคือ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่สร้างสถิติเอาไว้มากมายบนเส้นทางที่ช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าตำแหน่งแชมป์โลกด้วยวัยเพียง 19 ปี 

– แข้งวัยรุ่นคนแรกที่ยิงได้มากกว่า 1 ประตูนับตั้งแต่ ไมเคิ่ล โอเว่น ทำได้ในปี 1998

– แข้งวัยรุ่นคนแรกที่ยิงได้ 2 ประตูในนัดเดียวนับตั้งแต่ เปเล่ เคยทำได้กับบราซิลในปี 1928 

– นักเตะอายุน้อยสุดอันดับ 3 ที่ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ และน้อยสุดอันดับ 2 รองจาก เปเล่ ที่ยิงประตูได้ด้วยในนัดชี้ชะตาแชมป์


คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ สร้างชื่อกระหึ่มในบอลโลก

สิงหาคม

ซันเดอร์แลนด์ เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ใน “ลีกวัน” หลังชั้น 2 ฤดูกาลติด หลายคนที่เล่นตั้งแต่ตอนอยู่พรีเมียร์ลีกก็ยังปักหลักกับทีม หนึ่งในนั้นคือ ลี แค็ตเตอร์โมล กองกลางพันธุ์บู๊

ในช่วงปลายเดือน แค็ตเตอร์โมล เหมา 2 ประตูพาทีมบุกชนะเอเอฟซี วิมเบิลดัน 2-1 พร้อมมีสัดส่วนการทำประตูและการฟาวล์อยู่ที่ 1 ประตูต่อการฟาวล์ 3 ครั้ง ลดลงฮวบฮาบจากตอนอยู่แชมเปี้ยนชิพที่ค่าเฉลี่ยคือ 1 ประตูต่อการฟาวล์ 47 ครั้ง และพรีเมียร์ลีกที่ 1 ประตูต่อการฟาวล์ 77 ครั้ง


ลี แค็ตเตอร์โมล ปักหลักช่วยแมวดำในลีกวัน 

กันยายน

จอร์จินโญ่ กองกลางตัวใหม่ของเชลซี ตอกย้ำความเก่งกาจในการผ่านบอลเมื่อผ่านบอลมากถึง 180 ครั้งในเกมที่พบกับเวสต์แฮม แม้สุุดท้ายแล้วจะจบลงด้วยผลเสมอไร้สกอร์

การผ่านบอลของกองกลางทีมชาติอิตาลีได้กลายเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติโดย Opta และมากกว่าวัตฟอร์ดผ่านบอลทั้งทีมในเกมกับพอร์ทสมัธเมื่อปี 2006 ถึง 29 ครั้ง 


 จอร์จินโญ่ จ่ายบอลจนเป็นสถิติ 

ตุลาคม

คริสตัล พาเลซ กับการได้จุดโทษเหมือนเป็นของคู่กันในยุคพรีเมียร์ลีกเพราะไม่มีสโมสรใดที่ผู้ตัดสินเป่านกหวีดเป็นใจมากกว่านี้อีกแล้ว

ในเกมที่เสมออาร์เซน่อล 2-2 จากจุดโทษทั้งสองประตูทำให้นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา “ดิ อีเกิ้ลส์” ได้จุดโทษมากกว่าเวสต์แฮมและนิวคาสเซิ่ล 2 ครั้งทั้งที่ลงเล่นเพียง 228 นัดในพรีเมียร์ลีกซึ่งน้อยกว่าทั้งขุนค้อนและสาลิกา 

  •  คริสตัล พาเลซ ได้จุดโทษมากสุดในพรีเมียร์ลีก 

พฤศจิกายน 

ความหวังคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน เหมือนสิ้นสุดลงในฤดูกาลที่แล้วหลังยูเวนตุสพ่ายต่อเรอัล มาดริด ในรอบก่อนรองฯ แบบฉิวเฉียดสกอร์รวมสองนัด 3-4 

แต่การได้ย้ายมาร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก็ปลุกความหวังและความท้าทายของ บุฟฟ่อน ขึ้นมาอีกรอบ เขาประเดิมสนามถ้วยยุโรปให้สโมสรในเดือนพฤศจิกายน โดยสิ่งที่น่าสนใจระหว่างเปแอสเชกับบุฟฟ่อนคือ ทีมดังแห่งลีก เอิงก่อตั้งสโมสรก่อนมือกาวตำนานทีมชาติอิตาลีลืมตาดูโลกเพียง 7 ปีครึ่งเท่านั้น


บุฟฟ่อน เกิดหลังเปแอสเชตั้งสโมสรเพียง 7 ปีครึ่ง

ธันวาคม 

มีการบันทึกสถิติไว้ว่า พรีเมียร์ลีกที่ลงสนามในกลางสัปดาห์ทำประตูกันน้อยกว่าเกมสุดสัปดาห์ โดยในวันพุธมีประตูรวมเฉลี่ย 2.55 ต่อนัด ส่วนวันอังคารมีประตูรวมเฉลี่ย 2.59 ต่อนัด 

แต่ในกลางสัปดาห์แรกของเดือนนี้คือวันที่ 4-5 ทั้ง 20 ทีมใน 10 คู่ต่างทำประตูกันได้หมดซึ่งครั้งสุดท้ายที่ยิงได้ทุกทีมแบบนี้เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 2010 


นัดนี้ยิงได้ครบทุกทีม

ทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก ประจำสัปดาห์ที่ 19 หงส์,ไก่ มา 3 !!

ทีมยอดเยี่ยมพรีเมียร์ลีก ประจำสัปดาห์ที่ 19 หงส์,ไก่ มา 3 !!

ผู้รักษาประตู – ดาบิด เด เคอา (แมนฯยูไนเต็ด)

    เซฟลูกเหลือเชื่อให้เห็นแบบชัดเจน ทำให้ทีมรอดพ้นการโดนตีเสมอ สุดท้ายในค่ำคืนนั้นผีแดงคว้า 3 แต้ม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ดาบิด เด เคอา (แมนฯยูไนเต็ด)

#Betway เว็ปตรงสัญชาติอังกฤษ?คุณได้ลองแล้วรึยัง?
? สมาชิกใหม่จะได้รับ?คูปองโบนัส 300 บาท
⚽ โบนัสฝากครั้งแรก(กีฬา) 200% เทิร์น 15 เท่า
? คืนเงินทุกวัน 1% จากยอดเล่น สูงสุดในไทย?
? เข้าร่วมเป็นสมาชิก คลิก 
https://bit.ly/2K2oT9D
?️ สิทธิประโยชน์อีกมากมายรอคุณอยู่?
? ติดต่อเจ้าหน้าที่แชทสด (ตลอด 24 ชม.)
? 
https://goo.gl/MGGYCW

กองหลัง – ไคล์ วอร์คเกอร์-ปีเตอร์ส (สเปอร์ส)

 มีคนติดโผเพียบ แต่ต้องยกให้ตัวเขาเพราะทำได้ดีแม้จะเป็นเกมแรกในปีนี้ แถมมีส่วนกับ 3 ใน 5 ประตูของทีมอีกด้วย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไคล์ วอร์คเกอร์-ปีเตอร์ส (สเปอร์ส)

กองหลัง – เดยัน ลอฟเรน (ลิเวอร์พูล)

สุดยอด เกินหน้าเกินตาเพื่อนร่วมทีมอย่าง ฟานไดค์ ทั้งเกมรับที่เล่นได้แน่น และเหนียว บวกกับยิงประตูแรกให้ทีมอย่างกับกองหน้า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เดยัน ลอฟเรน (ลิเวอร์พูล)

กองหลัง – เยอร์รี่ มีน่า (เอฟเวอร์ตัน)

คล้ายๆกับรายของ ลอฟเรน วันนี้เจ้าตัวคึกคักสุดๆ แถมท็อปฟอร์ม ยิงให้ทีมตั้งแต่นาทีแรก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เยอร์รี่ มีน่า (เอฟเวอร์ตัน)

กองหลัง – เทรน-อาโนล์ (ลิเวอร์พูล)

 เกมรุกขึ้นทางฝั่งขวาในเกมนี้ แถมมีลูกคลอสงามๆหลายหน นับว่าท็อปฟอร์มเลยทีเดียว แม้จะกลับมาจากอาการบาดเจ็บก็ตาม

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ trent arnold

กองกลาง – ปอล ป็อกบา (แมนฯยูไนเต็ด)

ต้องบอกว่าหากเขาเล่นด้วยความสุข และฟอร์มเข้าฝักก็ระดับโลกแบบไม่ต้องสงสัย ฝนเกมนี้ทั้งเกมรุก และการดูแลในแดนกลางของผีแดงเอาอยู่หมด แถมบวก 2 ตุงในบ้านตัวเอง สุดจริงป็อกเอ้ย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

กองกลาง – คริสเตียน เอริคเซ่น (สเปอร์ส)

มาแรงแซงหน้าหลายคน ด้วยฟอร์มอันโดดเด่น บวกกับการยิง 1 จ่าย 1 ช่วยให้ทีมอัดคู่แข่งแบบราบคาบ เป็นฟอร์มที่เพอร์เฟ็คที่สุดนัดหนึ่งในปีนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ คริสเตียน เอริคเซ่น (สเปอร์ส)

กองหน้า –  ซน ฮึง-มิน (สเปอร์ส)

 ดีสุดๆ ถูกยกไปเปรียบกับรุ่นพี่อย่าง ปาร์ค เขามีความโดดเด่นทั้งร่างกาย ทักษะฟุตบอล มีแค่หน้าตาเท่านั้นที่เป็นเอเชีย 9 เกมหลัง มีส่วนร่วมกับประตูถึง 9 ลูก ยิง 6 จ่าย 3

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ซน ฮึง-มิน (สเปอร์ส)

กองหน้า – โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)

 กลับมาฟิตพร้อม สมบูรณ์ ทั้งเรื่องความเร็ว และความแกร่งในเกมรุก มีทั้ง ยิง+แอสซิส 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (ลิเวอร์พูล)

กองหน้า – เอแด็น อาซาร์ (เชลซี)

  กองหน้าไม่ยิง แต่กรูยิง ทำทุกอย่างให้เธอจริงๆ เมื่อทีมเกือบจะสะดุดอีกเกม แต่ อาซาร์ จัดให้ ซัด 2 ตุงช่วยทีมซิวชัย 2-1 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เอแด็น อาซาร์ (เชลซี)

กองหน้า – เจอร์เก้น โลคาเดีย (เวสต์แฮม)

   ลูกยิงของเขานับว่านิ่งสุดๆ ทั้งการจับบอลแรก และการยิงประตู บวกกับเป็นประตูที่เปลี่ยนเป็น 1 แต้ม ช่างล้ำค่าจริงๆ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไบรท์ตัน ลูคาเดีย

 

6 วัน 4 เกม !! เปิดโปรแกรม “บ็อกซิ่งเดย์” Top 6 พรีเมียร์ลีก

ลิเวอร์พูล

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ลิเวอร์พูล

10 วัน 4 เกม

โปรแกรมลงเล่น
พบ วูล์ฟส์ (เยือน)        21 ธ.ค. (03.00 น.)
พบ นิวคาสเซิ่ล (เหย้า)    26 ธ.ค. (22.00 น.)
พบ อาร์เซน่อล (เหย้า)    29 ธ.ค. (00.30 น.)
พบ แมนฯ ซิตี้ (เยือน)        3 ม.ค.  (03.00 น.)

หงส์แดงแม้จะได้พักมากกว่าใครเพื่อน แต่โปรแกรม 2 เกมสุดท้ายในช่วงหฤโหด จะต้องเจอทีมหัวตารางอย่าง อาร์เซน่อล และปิดท้ายกับ แมนฯ ซิตี้ 

เเมนฯ ซิตี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แมนฯ ซิตี้

9 วัน 4 เกม

โปรแกรมลงเล่น
พบ คริสตัล พาเลซ (เหย้า)    22 ธ.ค. (22.00 น.)
พบ เลสเตอร์ (เยือน)        26 ธ.ค. (22.00 น.)
พบ เซาธ์แฮมป์ตัน (เยือน)    30 ธ.ค. (21.15 น.)
พบ ลิเวอร์พูล (เหย้า)        3 ม.ค. (03.00 น.)

ช่วงแรกๆของเรือใบ ไม่มีอะไรมากชิวๆ แต่เกมตัดสินเส้นทางลุ้นแชมป์คงเป็นเกม ปิดท้ายกับ ลิเวอร์พูล ที่ต้องเล่นในบ้านในปีหน้า

เชลซี

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เชลซี

8 วัน 4 เกม

โปรแกรมลงเล่น
พบ เลสเตอร์ (เหย้า) 22 ธ.ค. (22.00 น.)
พบ วัตฟอร์ด (เยือน) 26 ธ.ค. (02.30 น.)
พบ คริสตัล พาเลซ (เยือน) 30 ธ.ค. (19.00 น.)
พบ เซาธ์แฮมป์ตัน (เหย้า) 2 ม.ค. (02.45 น.)

ไม่หนักเท่าทีมอื่นสำหรับ ลซี ที่มีโอกาสกวาดคะแนนไล่จี้ทีมหัวตารางอีกครั้ง

แมนฯ ยูไนเต็ด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด

8 วัน 4 เกม

โปรแกรมลงเล่น
พบ คาร์ดิฟฟ์ (เยือน) 22 ธ.ค. (00.30 น.)
พบ ฮัดเดอร์สฟิลด์ (เหย้า) 26 ธ.ค. (22.00 น.)
พบ บอร์นมัธ (เหย้า) 30 ธ.ค. (23.30 น.)
พบ นิวคาสเซิ่ล (เยือน) 2 ม.ค. (03.00 น.)

ต้อนรับ โซลชา ด้วยการเจอน้องใหม่ถึง 3 เกม แถมได้เล่นเกมเหย้ากับทีมแจกแต้ม เรียกได้ว่า 12 แต้มก็เป็นไปได้ เพราะบอลเปลี่ยนโค้ชมักจะดีเสมอ

อาร์เซน่อล

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

7 วัน 4 เกม

โปรแกรมลงเล่น
พบ เบิร์นลี่ย์ (เหย้า) 22 ธ.ค. (19.30 น.)
พบ ไบรท์ตัน (เยือน) 26 ธ.ค. (00.15 น.)
พบ ลิเวอร์พูล (เยือน) 29 ธ.ค. (00.30 น.)
พบ ฟูแล่ม (เหย้า) 1 ม.ค. (22.00 น.)

จะมีก็แค่เกมส่งท้ายปีเก่าเท่านั้นที่ต้องเจอกับ หงส์แดง ที่ดูจะหนักเอาการ นอกนั้นปืนใหญ่น่าจะไล่ยิงสบาย

สเปอร์ส

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ สเปอร์ส

6 วัน 4 เกม

โปรแกรมลงเล่น
พบ เอฟเวอร์ตัน (เยือน) 23 ธ.ค. (23.00 น.)
พบ บอร์นมัธ (เหย้า) 26 ธ.ค. (22.00 น.)
พบ วูล์ฟส์ (เหย้า) 29 ธ.ค. (22.00 น.)
พบ คาร์ดิฟฟ์ (เยือน) 1 ม.ค. (00.30 น.)

จะว่าหนักก็ไม่หนัก จะว่าเบาก็ไม่เบา เพราะพวกเขาได้พักน้อยกว่าทีมอื่นๆ 6 วันต้องลงเล่นถึง 4 เกม แต่โปรแกรมก็น่าลุ้นเหมือนกันว่าจะผ่านช่วงมรสุมได้มั๊ย?

10 นักเตะ “ขิงแก่” ที่ยังมีไฟเล่นไทยลีกฤดูกาล 2019 ได้สบายๆ

โตโยต้า ไทยลีก ปีที่ผ่านมา มีเหล่าดาวรุ่งก้าวมาแจ้งเกิดได้หลายคน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของวงการฟุตบอลไทย นั้นก็ทำให้บรรดาแข้งเก๋า ต้องรักษาสภาพร่างกายของตัวเองเพื่อแย่งพื้นที่ลงสนามให้ลีกสูงสุดให้ได้ และนี่ก็คือ 10 นักเตะ “ขิงแก่” ที่ยังสามารถเล่นไทยลีกฤดูกาล 2019 ได้อย่างสบายๆ

อดุลย์ หมื่นสมาน

อดุลย์ หมื่นสมาน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘มิสเตอร์โปรโมต’  หลังจากสามารถพาทีมเลื่อนชั้นจากลีกรองมาสู่ไทยลีกได้ถึง 5 ครั้ง โดยในฤดูกาลที่ผ่านมาก็เป็นอีกหนึ่งแข้งคนสำคัญในการพา “ต่อพิฆาต” พีที ประจวบ เอฟซี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ล่าสุด กัปตันดุล อดุลย์ หมื่นสมาน ในวัย 37 ปี ก็ได้รางวัลตอบแทนด้วยการต่อสัญญาอยู่กับทีมออกไปอีก 1 ปี นั่นหมายความว่าแฟนบอลเราจะได้เห็นเขาลงไปวาดลวดลายในสนามสามอ่าว สเตเดี้ยม เหมือนเดิม แม้อายุอานามจะใกล้เลข 4 แล้ว แต่ก็ยังสามารถวิ่งไล่แย่งบอลรุ่นน้องได้อย่างไม่มีปัญหา ที่สำคัญประสบการณ์อันโชกโชน บวกกับมันสมองในการเล่นบอลอย่างชาญฉลาด ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากมาย

สุเชาว์ นุชนุ่ม

ในยุคที่ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ใช้เหล่าดาวรุ่งจากระบบอคาเดมี่ของ ก้าวมาเป็นกำลังหลักสำคัญในการไล่ล่าความสำเร็จนั้น บางครั้งก็ต้องมีแข้งเก๋าค่อยเป็นรุ่นพี่ในสนาม ช่วยประคองน้องๆด้วย ซึ่ง สุเชาว์ นุชนุ่ม ก็มีบทบาทเป็นอย่างมาก

ฤดูกาลที่ผ่านมา “กัปตันกบ” สุเชาว์ อาจไม่ได้ลงสนามครบทุกเกมให้กับทีม แต่ตัวเลขการลงสนาม 27 นัด (ตัวจริง 20) ในไทยลีก ก็แสดงให้เห็นไม่ธรรมดาสำหรับแข้งอายุ 35 ปี และในฤดูกาลหน้าที่จะย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 สุเชาว์ นุชนุ่ม ก็จะยังคงโลดเล่นในลีกสูงสุดให้กับ บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด ได้อย่างสบาย กับภารกิจล่าแชมป์ลีกให้สโมสรต่อไป

อมร ธรรมนาม

ผลงาน 8 ประตูจากการลงสนาม 32 นัดให้กับ พีที ประจวบ ทีมน้องใหม่ไฟแรงแห่งศึกในโตโยต้าไทยลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ทำให้ชื่อเสียงของ อมร ธรรมนาม กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง

ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนกำลังโรยรา และเลิกเล่นไปทีละคนสองคน แต่สำหรับ อมร ธรรมนาม กลับมาทำผลงานได้อย่างร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งๆที่เส้นทางชีวิตของเขาก่อนหน้านี้ เป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอาจนต้องไปขายป๊อปคอร์นเลี้ยงชีพแล้ว

ผลงานของเขาในปีที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าสภาพร่างกายยังเล่นไหว และปีหน้าก็ยังคงเป็นกำลังหลักของ พีที ประจวบ เอฟซี อีกอย่างน้อย 1 ปี

สมภพ นิลวงษ์

สมภพ นิลวงษ์ เป็นอีกหนึ่งแข้งเก๋าของ พีที ประจวบ ยูไนเต็ด ที่น่าจะได้อยู่กับทีมต่อ จากผลงานการคุมหลังบ้านของเขาในปีที่ผ่านมา

แม้ว่า สมภพ จะไม่ใช่แกนหลักที่ลงสนามอย่างสม่ำเสมอในปีที่ผ่านมา แต่หลายๆเกม “โค้ชวัง” ธวัชชัย ก็ต้องใช้แนวรับมากประสบการณ์ลงไปช่วย เขาจึงตอบโจทย์ได้อย่างดี และในฤดูกาลหน้า สมภพ นิลวงษ์ ​ที่จะอายุครบ 36 ปี ในเดือนมีนาคม ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในเกมรับของ พีที ประจวบ ที่ถึงอายุจะมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าแข้งรุ่นน้องทีมตรงข้ามจะผ่านเขาได้ง่ายๆ

พิชิตพงษ์ เฉยฉิว

อดีตกองกลางทีมชาติไทย วัย 36 ปี มีส่วนสำคัญในการพา “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี เลื่อนชั้นมาเล่นในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรก ทำให้ในฤดูกาลหน้าเราก็จะได้เห็นฝีเท้าของ พิชิตพงษ์ ในลีกสูงสุดอีกครั้ง

อายุที่มากขึ้น คงไม่ใช่ปัญหาในการเป็นตัวคุมจังหวะเกมแดนกลางให้กับ เชียงใหม่ เอฟซี ในฤดูกาลหน้า ที่สำคัญประสบการณ์การค้าแข้งอันโชกโชนของเขา ก็น่าจะช่วยทีมได้มาก ในการเป็นน้องใหม่ในลีกสูงสุด

สุรีย์ สุขะ

หนึ่งในแบ็คขวาที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในเมืองไทย สำหรับ สุรีย์​ สุขะ ยังคงยืนระยะค้าแข้งในลีกสูงสุดได้อย่างสบายๆ โดยในปีที่ผ่านมาก็เล่นให้กับ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี  ไปถึง 23 นัด (ราชบุรี มิตรผล 11, อุบล ยูเอ็มที 12)

โตโยต้า ไทยลีก 2019 สุรีย์ สุขะ ก็ยังคงเป็นอีกกำลังสำคัญของ ราชบุรี มิตรผล แม้ว่าอาจจะไม่เติมเกมรุกได้อย่างดุดันเหมือนสมัยวัยรุ่น แต่ความเก๋าของเขาก็จะช่วย “ราชันมังกร” ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นเกมรับที่ยังคงไว้ใจได้เสมอในการยืนตำแหน่งแบ็คขวาให้กับทีม

เอกลักษณ์ ทองกริต

ยังไม่รู้ว่าฤดูกาลหน้า จะอยู่ทีมไหนสำหรับ เอกลักษณ์ ทองกริต นักเตะที่ถูก “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปจาก ราชบุรี มิตรผล เอฟซี แต่ว่าไม่สามารถเบียดตำแหน่งตัวจริงได้ก่อนถูกปล่อยให้กับอดีตต้นสังกัดยืมตัว

แบ็คซ้ายมากประสบการณ์ในวัย 35 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่หลายทีมเฝ้ามองสถานการณ์ของเขา หาก ราชบุรี มิตรผล ไม่ยืมต่อก็ทีมอื่นๆก็พร้อมเสนอตัวยื่นข้อเสนอไปยัง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อายุที่มากขึ้นไม่ใช่ปัญหาของ เอกลักษณ์ ทองกริต ในการไล่แย่งบอลจากแนวรุกฝ่ายตรงข้าม แถมมีจุดเด่นจากลูกวางบอลยาวที่ยังไว้ใจได้

อนุชา กิจพงษ์ศรี

อีกหนึ่งแบ็คซ้ายรุ่นราวคราวเดียวกันกับ เอกลักษณ์​ ทองกริต ที่จะได้กลับมาวาดลวยลายในฟุตบอลลีกสูงสุดอีกครั้ง นั่นคือ อนุชา กิจพงษ์ศรี แบ็คซ้ายจาก “ช้างขาวจ้าวเกาะ” ตราด เอฟซี ทีมน้องใหม่โตโยต้าไทยลีก 2019

อนุชา กิจพงษ์ศรี ย้ายมาร่วมทัพ ตราด เอฟซี ในเลกสองฤดูกาลที่ผ่านมา และก็เป็นกำลังหลักในการพาทีมเลื่อนชั้น และเขาก็น่าจะได้รับรางวัลในการต่อสัญญาออกไปอีก 1ปี และจากประสบการณ์อันโชกโชนน่าจะช่วยทีมได้เยอะสำหรับการเล่นลีกสูงสุดปีแรกของ ตราด เอฟซี

คาตาโนะ ฮิโรมิจิ

อีกหนึ่งคีย์แมนสำคัญในการพาทีม ตราด เอฟซี เลื่อนชั้นมาเล่นในลีกสูงสุดก็คือ คาตาโนะ ฮิโรมิจิ ปราการหลังมากประสบการณ์ในวัย 36 ปี ที่กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลจังหวัดตราดไปแล้ว และปีหน้าเขาก็จะเป็นกำลังหลัก ในพาทีมอยู่รอดปลอดให้ในลีกสูงสุดให้ได้

เมษายน ปีหน้า คาตาโนะ จะมีอายุครบ 37 ปี แม้ว่าอายุอานามจะมาก แต่การรักษาสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยมบวกกับระเบียบวินัยที่เขามี น่าจะยืนระยะในลีกสูงสุดเมืองไทยได้สบาย

พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์

การประกาศอำลาสโมสร บีจี ที่เขาอยู่มาอย่างยาวนานถึง 10 ปี ทำให้หลายทีมในลีกสูงสุดตาลุกวาว และอยากจะได้มิดฟิลด์มากประสบการณ์คนนี้ไปยืนคุมแผงแดนกลาง

แม้อายุมากขึ้นแต่ พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์​ ก็ยังแสดงให้เห็นว่า คุณภาพของฝีเท้าและสภาพร่างกายยังสามารถเล่นในลีกสูงสุดได้อย่างสบาย โดยเฉพาะการยืนในตำแหน่งมิดฟิดล์ที่อาจจะต้องใช้พละกำลังมาก แต่ด้วยความที่เป็นนักเตะที่ดูแลร่างกายตนเองอย่างดีอยู่เสมอมา ช่วยให้เขาปะทะฝีเท้ากับแข้งรุ่นน้องบนลีกสูงสุดได้อย่างไม่มีปัญหา


Toyota Sponsor

CR : thaileague.co.th

เบบี้ช็าค กระชากผีแดง!!! พาหงส์ขึ้นจ่าฝูง คอลัมน์ที่แฟนบอล ต้องอ่าน

คอลัมน์ฟุตบอล ประสาหงส์ !!!

เบบี้ช็าค กระชากผีแดง พาหงส์ขึ้นจ่าฝูง

ขอขึ้นด้วย เบบี้ช็าค จูู๊ด จู ดู จู่ ดุด เบบี้ช็าคคคคค !!! สุดยอดครับแฟนหงส์แดง กับเกมแดงเดือดเมื่อคืนที่ผ่านมา กับผม ภาคผนวก เรามาบวกประเด็นหลังเกมกันน

ตลอดมาภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ การเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเกมลีก คือสิ่งเดียวที่เรายังทำไม่ได้ แต่มันได้จบลงเรียบร้อยยย ในเกมเมื่อคืน เราชนะครับ บอกตามตรงว่า ชนะทุกอย่าง ใจ ฟอร์ม รูปแบบ ลิเวอร์พูล เหนือกว่า แมนฯ ยูไนเต็ดแล้วในทุกแง่มุม

มันเป็นภาพจำแบบเดียวกันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตอนนี้ เราเทียบชั้นกับเรือใบได้เลย แถมยังนำเป็นจ่าฝูงอีกกก 

สำหรับประเด็นจากแดงเดือดเมื่อคืนนี้ มีอะไรให้พูดถึงกันบ้าง มาว่ากันเลย

ชัยชนะอันสมบูรณ์แบบ

ระหว่างชมเกม ในบทสนทนาของแผนกผม รุ่นพี่ผู้มีเลือดปีศาจแดง พูดแบบปลงตก “แมนฯยูแม่ง สู้ไม่ได้เลยหวะ ไม่ว่าเหลี่ยมไหน อนาถชิบหาย” 

ผมฟัง ก็เข้าใจความรู้สึกทันที มันเป็นไปอย่างที่พูดครับ ลิเวอร์พูลเหนือกว่ามาก ทั้งสภาพจิตใจ รูปแบบการเล่น ทรงบอล คล็อปป์ทำให้วันนี้ หงส์แดงเหนือกว่าผีแดงโดยสมบูรณ์แล้ว เอาจริงๆ หากอลิสซง ไม่เข่าโดนบอลแล้วลั่นไปเข้าเท้าลินการ์ด ปีศาจแดงแทบทำอะไรเราไม่ได้เลย

รู้ไหมครับว่า ฟาน ไดจ์ค ทำหน้าที่อะไรบ้างในเกมนี้ จ่ายบอล ขึ้นเกม จังหวะป้องกัน จังหวะสกัดบอล เคลียร์บอลอันตราย แทบไม่มี มันแสดงให้เห็นว่า กลางลิเวอร์พูล กดปีศาจแดงอยู่หมัด ฟาน ไดจ์ค แทบนอนอ่านหนังสือพิมพ์

เวิร์ค คลาส “ฟาบินโญ่”

ผมคาดการณ์ผิดไป 1 ตำแหน่งก่อนเกม เฮนเดอร์สัน ต้องลงตัวจริงแน่ๆ ในเกมใหญ่แบบนี้ แต่ผิดคาด บอสเลือก ฟาบินโญ่ ซึ่งผลออกมา โคตรดี โคตรสุดยอดดด 

รู้ไหมครับในสนามใครเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งมากที่สุด “ฟาบินโญ่” ตัดบอล คุมเกม ได้หมดดด แอสซิสสุดสวยด้วยยย นักเตะที่ผมกังวนใจว่าจะปรับตัวได้ช้าที่สุด กลายเป็นว่า เขาเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ 

อย่างแรกเลยที่ฟาบินโญ่ได้โอกาสก่อนในเกมนี้ เพราะคล็อปป์อ่านขาดว่า กลางของปีศาจแดง จะไม่ได้รวดเร็วมาก จะเน้นแพ๊คเกม มีเพรสชิ่งบ้าง แต่ไม่หนัก สามารถเอาตัวรอดได้ จุดนี้ต้องชมเจอร์เก้น คล็อปป์จริงๆ แกเลือกใช้นักเตะได้เหมาะกับเกมมากๆ

ความน่ากลัวของ “ซาลาห์”

แม้วันนี้ ก็อตออฟอียิปต์ของเรา จะไม่มีสกอร์ให้กับทีม แต่บอกเลยว่า การมีซาลาห์ในนัดนี้ มันทรงคุณค่าอย่างมาก จากผลงาน 3 ดอกเหนาะๆในเกมกับบอร์นมัธและประตูชัยในเกมนาโปลี ทำให้นักเตะปีศาจแดงไม่อาจจะปล่อยให้เขาเดินสะดวกได้ 

มูรินโญ่จึงทิ้งนักเตะ 1 ตำแหน่งเลย (เออร์เรร่า) เพื่อตามซาลาห์ และทั้งฟูลแบ็ค เซนเตอร์แบ็ค ช่วยกันปิดดด 1vs3 ไม่แปลกที่จะไม่มีสกอร์ แต่เมื่อเป็นแบบนั้น มาเน่ บ๊อบบี้ ไวน์จนัลดุม ไคลน์ เกอิต้า คือคนอื่นจะเล่นง่ายขึ้นมาก เพราะฮาคิซาลาห์ คุกคามเด็กผีจนต้องตามไปไหนไปกัน ดึงตัวประกบได้เป็นแถวๆ ไม่แปลกที่มาเน่จะหาพื้นที่แล้วจบ 1-0 ได้ เพราะจังหวะนั้น เซนเตอร์แบ็ครวมถึงฟูลแบ็คแมนฯยู ประกบซาลาห์อยู่ มาเน่จึงหลุด พักอกวอลเล่ ยอมมมม เราให้อภัยจากเกมนาโปลีแล้ว

เมื่อระบบดี ฟอร์มก็ดี

หลายๆคนอาจจะเข้าใจว่า นักเตะหงส์ฟอร์มเข้าฝักไง ถึงชนะได้แบบนี้ จริงๆไม่ใช่นะครับ มันเป็นที่ ระบบกับการฝึกซ้อมมมม

รูปแบบการเล่น ทั้งรุก และ รับ ลิเวอร์พูล ซ้อมกันอย่างดี เหมือนเติมใครลงไปก็เข้าล็อค ไคลน์กลับมา ก็เข้าล็อคเล่นได้เลยแม้หายไปเกือบ 3 เดือน ชากิรี่ลงมา เข้าล็อคเกมรุกเลย เล่นกับเพื่อนได้เลย ขนาดฟาบินโญ่ที่ยังพูดอังกฤษไม่ได้ ยังเล่นกับเพื่อนได้เลย 

รูปแบบการเล่นถูกเซ็ตมาอย่างดี ทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเองหมด อย่างที่บอกไว้ครับ เราชนะได้เพราะรูปแบบ ความเข้าใจและวิธีการเล่นล้วนๆ ซึ่งถูกวาง ถูกขัดเกลาด้วยผู้ชายที่ชื่อ “เจอร์เก้น คล็อปป์”

ผู้ชายที่ชื่อ “เจอร์เก้น คล็อปป์”

ทำไมชากิรี่ ถึงลงมาแล้ว ซัด 2 ประตู ให้กับลิเวอร์พูลเลยยยย ใช่ เบบี้ช็าคเก่ง เขาไม่เหมาะกับค่าตัวแค่ 13.5 ล้านปอนด์ ตรงนี้เด็กหงส์ทุกคนรู้ดี แต่ผู้ชายใส่หมวกดำแว่นหนาข้างสนามเป็นคนวางหมากไว้แล้ว !!!

ชัยชนะเบ็คเสร็จของเราเกิดจากจุดนี้ ครึ่งหลังมา ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ รวมถึงแนวรุกคนอื่นๆ นวดแล้ว นวดอีก ขย่มแล้วขย่มอีก เพื่อจุดประสงค์เดียวครับ ชากิรี่ ลงสนาม

กว่า 70 นาทีที่แนวรับปีศาจแดง เคยชินกับ  ซาลาห์ มาเน่ ฟีร์มิโน่ เด็กผีรู้ว่าทั้ง 3 คนต้องมาเหลี่ยมนี้ มุมนี้ แต่พอช็าคกี้ลงงงง เป็นเรื่อง เพราะจับไม่ได้เลยว่า “มันจะมาตรงไหนว่า มันจะเข้าเหลี่ยมไหนวะ” 2 ลูกยิงโอเค มีแฉลบ แต่ถ้าไม่ใช่การหาจังหวะ การสอดตัวทำเกมของชากิรี่ ยังไงก็ไม่มีทาง เกิดขึ้นแน่นอน

ผู้ชายใส่หมวกดำแว่นหนา รู้ดี จึงเก็บหมากเด็ดไว้ท้ายเกมมม !!!

ผมไม่รู้ว่าฤดูกาลนี้ ลิเวอรพ์พูลจะเป็นแชมป์ไหม คล็อปป์จะพาลิเวอร์พูลไปได้ไกลแค่ไหน แต่ตอนนี้รู้แต่ว่า ลิเวอร์พูล เหนือกว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอย่างสมบูรณ์แบบ แล้วววว !!!!

CR : ballstep คอลัมน์ฟุตบอลโดย ภาคผนวก

วิธีตามเชียร์ทีมชาติไทยไม่ให้หัวร้อน ใน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018

ถ้าทีมของคุณยิงคู่แข่งได้เกินสิบลูกในสองเกม เสียไปแค่สองลูก ชนะรวด โดยหนึ่งในนั้นเป็นทีมรองแชมป์จากครั้งก่อน แล้วยังรู้สึกหงุดหงิดกับผลงาน – เชิญอ่าน

ทีมชาติไทยเข้าสู่เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในฐานะแชมป์ 5 สมัย มากที่สุดในรายการ, แชมป์เก่า 2 สมัยติด(มีเพียงไทยและสิงคโปร์ที่ทำได้) แต่ก็มีข้อสงสัยในหมู่ชาติอาเซียน ว่าช้างศึกเชือกนี้จะยังแกร่งเหมือนเก่าหรือไม่ เมื่อ 4 คีย์แมนจากปี 2016 ไม่ได้มาร่วมทัพเนื่องจากติดภารกิจกับต้นสังกัดในยุโรปและญี่ปุ่น รวมไปถึงการเปลี่ยนตัวกุนซือ จาก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาเป็น มิโลวาน ราเยวัช

แค่เพียงเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม อดิศักดิ์ ไกรษร ก็ยิงคนเดียวเท่ากับที่ ธีรศิลป์ แดงดา ยิงได้ทั้งทัวร์นาเมนต์ในปี 2016 ไทยเปิดรังขยี้ติมอร์ เลสเต 7-0 ไม่มีใครพูดถึง 4 สตาร์ที่ติดภารกิจในต่างแดนอีกแล้ว ไทยยังคงน่ากลัวสำหรับทุกชาติอาเซียน มีเพียงอาวุธเดียวที่พวกเห็นว่าช้างศึกยังขาดไป – ฟุตบอลแบบ Tik-Tok เข้าทำประตูด้วยการจ่ายบอลจังหวะเดียวรัว ๆ ที่เป็นภาพจำคู่กับโค้ชซิโก้

เข้าสู่นัดที่สอง วัดจากหน้าเสื่อแล้วเกมนี้อาจเป็นงานหนักที่สุดของแชมป์เก่า เมื่ออินโดนีเซียบุกมารีแมตช์นัดชิงที่ราชมังฯ ไทยยังคงยิงระเบิดเถิดเทิง เอาชนะไปด้วยสกอร์ 4-2 แต่แฟนบอลก็ยังมีความกังวลว่าทำไมเสียง่ายจังทั้งสองประตู รวมไปถึงสไตล์การเล่นที่ไม่ค่อยจะ ‘เดินหน้าฆ่ามัน’ เท่าที่น่าจะเป็น

ผ่านไปสองเกม ไทยนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี ประตูได้เสียนำลิ่ว ตำแหน่งดาวซัลโวแทบจะอยู่ในมือ อดิศักดิ์ ไกรษร ไปแล้วครึ่งตัว – แต่ก็ยังมีแฟนบอลบางส่วนไม่สบายใจกับผลงานทัพช้างศึกอยู่ดี

ถึงตรงนี้ผู้เขียนเชื่อว่า บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ผลงานของทีมเสียแล้ว จึงมีคำแนะนำการปรับตัวปรับใจมาฝาก เพื่อการชมและเชียร์อย่างสบายใจ

1.ไทยเป็นทีมที่เหนือกว่า
แม้ ‘สอบไล่’ ของมิโลวาน ราเยวัช จะอยู่ที่เอเชียนคัพ 2019 แต่เขาและทีมงานไม่สามารถตั้งเป้าหมายอื่นใดต่ำกว่าตำแหน่งแชมป์ เพราะความคาดหวังของแฟนบอลที่ค้ำคออยู่ – แล้วความคาดหวังนี้มาจากไหน?

นอกจากความรู้สึกว่าไม่อาจยอมให้ผลงานทีมชาติไทยถอยหลังลงมาได้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะทุกคนต่างรู้แก่ใจว่า ฟุตบอลไทยในวันเวลานี้ อยู่เหนือเพื่อนร่วมภูมิภาคย่อยในแทบทุกมิติ ไทยลีกเป็นลีกอันดับหนึ่งของอาเซียนอย่างไม่มีใครเถียง ผู้เล่นไทยในลีกก็ควรจะมีคุณภาพเหนือกว่าชาติอาเซียนอื่น ๆ ไปด้วย

เมื่อบวกกับผลงานของผู้เล่นระดับดาวดังของหลายชาติอาเซียนที่มาเล่นในไทยลีกแล้วส่วนใหญ่แทบไม่ได้สร้างความโดดเด่นเหนือผู้เล่นไทย ยิ่งสร้างมาตรวัดความต่างให้ชัดเจน

2. ไทยเล่นอย่างทีมที่เหนือกว่า
แฟนบอลไทยอาจคุ้นเคยกับสไตล์การเล่นแบบ ‘ขอให้ข้าได้สู้’ ที่ช้างศึกทำมาตลอดหลายปี ภาพนักเตะวิ่งลืมหายใจ ไล่ทุกจังหวะ เปิดหน้าบุกแหลกเพื่อหาโอกาสทำประตูให้มากที่สุด ที่เราต้องปรบมือให้แม้จะลงเอยด้วยพาดหัว ‘สุดต้าน’ ‘เต็มที่แล้ว’ ‘สู้ขาดใจ’ ‘ไล่ไม่ทัน’ ฯลฯ อาจจะยังติดตา

แน่นอนว่าวิธีการเล่นแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้ได้ใจแฟนเฉย ๆ แต่นั่นคือวิธีเล่นของทีมที่มีศักยภาพเป็นรอง แท็คติกเป็นรอง ทักษะผู้เล่นเป็นรอง ก็ต้องใส่อย่างอื่นลงไปทดแทนเพื่อสร้างโอกาสชนะให้ตัวเอง

ตัดภาพมาที่ราชมังคลากีฬาสถาน ขณะที่ทีมชาติไทยออกนำติมอร์ เลสเต ไปสุดกู่ 6-0 มากกว่าสกอร์ที่ยิงขาด รูปเกมที่เอาอยู่ทุกกระบวน คือ ‘ภาษากาย’ ของช้างศึก ถ้าใครจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นช้างศึกนำคู่แข่งขาดลอยในครึ่งหลังโดยไม่เหนื่อยหอบ เสื้อไม่เลอะ ชายเสื้อยังอยู่ในกางเกงเรียบร้อยดี ก็อยากให้เล่าให้ผู้เขียนฟังบ้างเพราะจำไม่ได้จริง ๆ

มิโลวาน ราเยวัช ไม่มีเวทย์มนตร์อะไรมาจากยุโรปตะวันออก เขาเพียงสอนให้ทีมชาติไทยที่ศักยภาพตัวต่อตัวไม่ได้แพ้ใครในภูมิภาค รู้จักการเอาชนะด้วยการยืนตำแหน่ง(positioning) – ในสนามมีบอล 1 ลูก ครอบครองได้ทีละคน แต่เกมการยืนตำแหน่งนั้น ทั้ง 22 คนเล่นอยู่ตลอดเวลา แพ้ชนะกันอยู่ตลอดเวลา

เมื่อยืนถูก เคลื่อนที่ถูก ก็จะไม่มีพื้นที่ให้คู่แข่งเข้าทำ ทำได้เพียงครองบอลอยู่ในพื้นที่ที่อีกฝ่าย ‘ยอม’ ให้อยู่เท่านั้น ก่อนจะลงเอยด้วยการยิงไกลเอาดาบหน้า ลงเอยด้วยทีมที่พ่ายแพ้มีสถิติครองบอลเหนือกว่า สร้างโอกาสยิงมากกว่า สับไกยิงมากกว่า – ให้นักข่าวเอาไปเขียนหลังเกมว่า ‘ถึงแพ้แต่สู้ได้!’ อะไรทำนองนี้

ซึ่งในระดับอาเซียน ถ้าแพ้มาแล้วบอกว่าสู้ได้ดีแล้วนะ แฟนบอลไทยคงไม่รับฟังอีกแล้ว – เขาก็เลยเล่นเพื่อชนะ เท่านั้นเอง

3. ไทยเล่นเพื่อเป็นแชมป์
นอกจากภาษากายของนักเตะ ทุกครั้งที่ทีมชาติไทยทำประตูติมอร์ เลสเต ได้ ทีมถ่ายทอดสดก็จะตัดภาพมาที่มิโลวาน ราเยวัช – และต้องเขินจนตัดภาพหนีไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะกุนซือเลือดเซิร์บไม่ได้แสดงอาการดีใจ พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ อะไร สีหน้ายังไม่เปลี่ยนด้วยซ้ำ รอยยิ้มของเขามีให้อดิศักดิ์ ไกรษร เมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกหลังยิงคนเดียวหกลูกเท่านั้น – เหมือนกับว่ากำลังคุมซ้อมมากกว่าคุมแข่ง

ทีมชาติไทยยังคงเล่นคุมโซนต่ำไม่ดันสูง ไม่บีบพื้นที่ต่อไปในเกมเอาชนะอินโดนีเซีย 4-2 เรายังไม่ได้เห็นการไล่บดบี้พื้นที่เล่นของคู่แข่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ต้องไปพูดถึงการเซ็ตเกมรุกจ่ายบอลจังหวะเดียวรัว ๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปด้วยกันเป็นแผง และทีมชาติไทยยังคงจบแมตช์แบบไม่หอบเป็นนัดที่สอง ผลงานเข้าเป้าทั้งสองนัด

ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะพอมองออกแล้วว่าราเยวัชต้องการรักษาสภาพความฟิตของผู้เล่นในระยะยาว เพราะทีมของเขามีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องเป็นแชมป์ แผนที่ใช้จะต้องออกแบบเพื่อเล่น 4 นัดรอบแบ่งกลุ่ม

ตามด้วย 2 นัดรอบรองชนะเลิศ และ 2 นัดรอบชิงชนะเลิศ ความฟิตของผู้เล่นไม่ใช่สภาพจิตใจที่กระตุ้นจุดประกายเอาได้ แต่เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ต้องจัดสรร คำว่า ‘ทำวันนี้ให้ดีที่สุด’ นับว่าไร้เดียงสา เมื่อวันพรุ่งนี้จะมีแต่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

การส่งทรัพยากรผู้เล่นลงไปวิ่งตีนแตกให้แฟน ๆ ประทับใจ จึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทีมที่มีเป้าหมายจะเล่นจนครบ 8 นัดแล้วชูถ้วยแชมป์

โยฮัน ครัฟฟ์ เคยกล่าวกับผู้บริหารของบาร์เซโลนาเมื่อครั้งกลับมาปฎิวัติทีมสู่ความยิ่งใหญ่ ว่า สโมสรต้องเลิกมองตัวเองเป็น ‘เหยื่อ’ หรือผู้ถูกกระทำ หากหวังจะก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ ความเป็นเหยื่อขัดแย้งกับความเป็นแชมป์ เป็นผู้ชนะสูงสุด

บางทีเราเองในฐานะคนดูก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานะ ‘ทีมที่เหนือกว่า’ บ้าง อะไรที่เคยทำอาจจะไม่ทำแล้ว อะไรที่เคยดี อาจจะไม่ดีแล้ว

อย่างการคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ สามสมัยติด ที่เรากำลังพยายามอยู่ ก็ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนนะครับ

สะกด “แพ้” ไม่เป็น! 5 ทีมจากลีกท็อปยุโรปที่ยังไร้พ่าย

สัปดาห์นี้บรรยากาศฟุตบอลสโมสรกลับมาอีกครั้ง ตอนนี้พวกเราได้เห็น 5 ลีกระดับท็อปของยุโรปโม่แข้งผ่านไป 1 ส่วน 3 ของทั้งซีซั่นแล้ว ซึ่งยังคงมีทีมที่ยังไม่แพ้ใครเลยอยู่ถึง 5 ทีม โดยเฉพาะทีมจากพรีเมียร์ลีกที่มีด้วยกันมากถึง 3 ทีม ดังนั้นมาดูกันว่า 5 ทีมแกร่งที่ยังคงสะกดคำว่า “แพ้” ไม่เป็นมีทีมใดกันบ้าง

1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้

    จ่าฝูงของพรีเมียร์ลีก ณ ขณะนี้ เรือใบสีฟ้า ทำแต้มได้มากถึง 32 แต้มจากการลงเล่น 12 นัด พวกเขาชนะมากถึง 10 นัด พลาดเสมอแค่ 2 แมตช์เท่านั้น และแน่นอนว่ายังไม่แพ้ใครในลีก พร้อมถล่มตาข่ายไปมากถึง 36 ประตู มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกตอนนี้และมากกว่าอันดับสองที่ถล่มตาข่ายอย่าง เชลซี ถึง 9 ประตู ดาวซัลโวของทีมคือ เซร์คิโอ อเกวโร่ ซึ่งสอยประตูไปแล้ว 8 ประตูนำจ่าฝูงดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกอยู่ในตอนนี้ด้วย

2.เชลซี


    เชลซี ถือเป็นทีมเดียวในท็อป 5 ลีกของยุโรปที่ยังไร้พ่ายในทุกรายการ พวกเขาเก็บชัยไป 8 นัด เสมออีก 4 นัด รั้งอันดับที่ 3 ในตารางพรีเมียร์ลีก ขณะที่ดาวซัลโวของทีมคือนักเตะที่ฟอร์มร้อนแรงอย่าง เอแด็น อาซาร์ ซึ่งซัลโวประตูไปแล้ว 8 ลูก พร้อมทำ 4 แอสซิสต์ในการลงเล่นทุกรายการ และเสาร์นี้ เชลซี เตรียมทำศึกหนักด้วยการไปเยือนคู่แข่งร่วมเมืองอย่าง สเปอร์ส มาดูกันว่าพวกเขาจะยังคงสถิติไร้พ่ายต่อไปหรือไม่

3.ดอร์ทมุนด์


    ฤดูกาลนี้ เสือเหลือง กลับมาผงาดอีกครั้ง พวกเขายังไม่แพ้ใครในบุนเดสลีกา นำจ่าฝูงของลีกด้วยคะแนน 27 แต้มจากการลงเล่น 11 นัด ชนะไปถึง 8 นัดและเสมอแค่ 3 นัดเท่านั้น ซึ่งก็มีนัดสำคัญที่พวกเขาปราบคู่อริตลอดกาาลอย่างบาเยิร์น มิวนิค 3-2 ด้วย ขณะที่ดาวซัลโวของทีมคือ ปาโก้ อัลกาเซร์ หัวหอกเบอร์ 9 คนใหม่ของเสือเหลืองซึ่งยิงไปแล้ว 9 ประตูจากการลงเล่น 8 นัดในการลงเล่นทุกรายการ

4.ยูเวนตุส


    ม้าลาย ยังคงเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของกัลโช่ เซเรีย อา ในยุคนี้และฤดูกาลนี้อาจจะเรียกได้ว่าม้วนเดียวจบเลยก็ได้ หลังพวกเขานำจ่าฝูงอยู่ ณ ขณะนี้ พร้อมเก็บไปมากถึง 34 แต้ม โดย ยูเวนตุส กวาดชัยชนะมากถึง 11 นัดจากการลงเล่น 12 นัด และยังไม่แพ้ใครในลีก จุดเด่นของพวกเขายังเป้นกองหลังที่แข็งแกร่งซึ่งตอนนี้เสียไปแค่ 8 ประตูเท่านั้นเอง ส่วนดาวซัลโวของทีมคือยอดดาวยิงระดับดลกของพวกเขาอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่สอยตาข่ายไปแล้ว 9 ประตูพร้อมทำอีก 5 แอสซิสต์ ในการลงเล่นทุกรายการ

5.ลิเวอร์พูล


    ขาดไม่ได้เลยคือทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์อย่าง ลิเวอร์พูล รองจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีก ที่ยังคงไร้พ่ายอยู่ในลีกขณะนี้ หงส์แดงซิวชัย 9 นัดและเสมออีก 3 นัดจากการลงเล่น 12 แมตช์ในพรีเมียร์ลีกตามหลังจ่าฝูง เรือใบสีฟ้าอยู่ 2 แต้ม โดย โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ยังคงเป็นดาวซัลโวของทีมด้วยการยิงไป 8 ประตูและทำ 3 แอสซิสต์ในการลงเล่นทุกรายการ มีค่าเฉลี่ย 1 ประตูต่อ 171 นาที สำหรับสัปดาห์นี้พวกเขาต้องไปเยือนวัตฟอร์ดอีกหนึ่งทีมทำผลงานในบ้านได้ดีในฤดูกาลนี้ มาดูกันว่าพวกเขาจะเก็บสามแต้มออกมาจากรังแตนได้หรือไม่

cr : 7mth