2018 บันทึกไว้คุยในวงเหล้า – Ball2StEP

ตลอดปี 2018 ที่กำลังผ่านพ้นไป นับเป็นอีกปีที่มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษจนกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่

ตลอดปี 2018 ที่กำลังผ่านพ้นไป นับเป็นอีกปีที่มีเหตุการณ์ต่างๆ มากมายเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษจนกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่

#Betway เว็ปตรงสัญชาติอังกฤษ?คุณได้ลองแล้วรึยัง?
สมาชิกใหม่จะได้รับ?คูปองโบนัส 300 บาท
⚽ โบนัสฝากครั้งแรก(กีฬา) 200% เทิร์น 15 เท่า
คืนเงินทุกวัน 1% จากยอดเล่น สูงสุดในไทย?
เข้าร่วมเป็นสมาชิก คลิก
https://bit.ly/2K2oT9D
สิทธิประโยชน์อีกมากมายรอคุณอยู่
ติดต่อเจ้าหน้าที่แชทสด (ตลอด 24 ชม.)
https://goo.gl/MGGYCW

แมนฯ ซิตี้ เก็บคะแนนได้ถึง 100 คะแนนเป็นทีมแรก ขณะที่ทีมชาติอังกฤษก็เข้าถึงรอบตัดเชือกฟุตบอลโลก 2018 โดยที่ แฮร์รี่เ คน คว้าตำแหน่งดาวซัลโว ส่วนในภาคพื้นยุโรปก็เป็นปีที่ถือกำเนิดการแข่งขัน “เนชั่นส์ ลีก” 

ในโลกลูกหนังที่มีหลายองค์ประกอบรวมกัน นอกจากภาพรวมของเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนจดจำได้และเป็นข่าวใหญ่แล้ว ยังมีเรื่องเล็กๆ แต่น่าสนใจซุกซ่อนอยู่มากมาย

ไปไล่เรียงกันอีกครั้งว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา มีสิ่งละอันพันละน้อยอะไรบ้างที่ควรรู้ไว้ไม่เสียหาย…อย่างน้อยก็เอาไว้คุยในวงสนทนาเพื่อเพิ่มอรรถรสในการชนแก้วมากยิ่งขึ้น 

มกราคม

ในเกมเอฟเอ คัพ ระหว่างเชลซี กับ นิวคาสเซิ่ล ทัพสิงห์บลูส์ส่ง 2 ดาวรุ่งนาม เอธาน อัมปาดู และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ลงสนามจนกลายเป็นวันที่วงการฟุตบอลอังกฤษต้องบันทึกเอาไว้เพราะเป็นครั้งแรกที่ทีมจากลีกสูงสุดส่งผู้เล่นที่เกิดในยุค 2000 ลงสนาม 

ย้อนไปในปี 1999 เชลซี ก็เป็นทีมแรกที่ส่งผู้เล่น 11 ตัวจริงเป็นต่างชาติทั้งหมด ไม่มีแข้งอังกฤษแม้แต่รายเดียวลงเล่นและแน่นอนว่าในวันนั้น อัมปาดู และ ฮัดสัน-โอดอย ยังไม่ลืมตาดูโลก


เอธาน อัมปาดู (ขวา) และ คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย 

กุมภาพันธ์

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ทำประตูด้วย “เท้าซ้าย” ครบ  20 ประตู ทำลายสถิติ 19 ประตูของ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ที่เคยทำไว้ในฤดูกาล 1994/95

ขณะที่ ไซโด้ เบราฮิโน่ หัวหอกเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ปืนฝืดยิงไม่ได้ครบ 2 ปีเต็มที่ได้ลงเล่นถึง 42 นัด มีโอกาสยิง 55 ครั้ง และพลาดจุดโทษไป 5 ครั้ง 

ในเดือนนี้นับรวมการทำประตูของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไว้ด้วยก็ได้เพราะหลังจากทำประตูเวสต์แฮมแบบ “ไม่มอง” ได้สำเร็จ แข้งทีมชาติบราซิลก็มีสัดส่วนที่ 14 เปอร์เซ็นต์ของการยิงโดยไม่มองลูกบอล/ไม่มองประตู/ไม่มองผู้รักประตู สรุปก็คือ ไม่มองอะไรใดๆ ทั้งสิ้น


ซ้ายสั่งตายของ ซาลาห์ เล่นงานคู่แข่งนับไม่ถ้วน

มีนาคม

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ตอนกำลังไล่ล่าตั๋วขึ้นพรีเมียร์ลีกเคยทำเรื่องแปลกๆ เอาไว้ด้วยการชนะทีมที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะตัว “B” 5 ทีมติดต่อกันไล่ตั้งแต่ Bristol City, Barnsley, Birmingham, Brentford และ Burton Albion


คาร์ดิฟฟ์ชนะทีมที่ขึ้นต้นด้วยตัว “B” 5 นัดติด

เมษายน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทำประตูได้ถึงหลัก 100 ประตูในนัดที่ 35 เร็วที่สุดนับตั้งแต่เอฟเวอร์ตันยุคก่อนสงครามโลกที่มีหัวหอกมหาประลัยอย่าง ดิ๊กซี่ ดีน เป็นกองหน้าในฤดูกาล 1931/32 

เรือใบสีฟ้าจบฤดูกาลด้วยการยิง 106 ประตู เป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก ขณะที่ฤดูกาลที่ดีสุดของ ดิ๊กซี่ ดีน คือการยิงคนเดียว 60 ประตูจาก 45 นัด ในฤดูกาล 1927/28


เรือใบยิงสลุตในฤดูกาลที่แล้ว

พฤษภาคม

32 ทีมสุดท้ายที่เข้าร่วมศึกฟุตบอลโลก 2018 ต้องส่งรายชื่อ 23 คนสุดท้ายในเดือนนี้ 

ทีมชาติอังกฤษของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ใส่ชื่อ แอชลี่ย์ ยัง ติดทีมไปด้วยซึ่งก็มีเรื่องที่น่าแปลกนิดหน่อยเพราะแม้จะชื่อ “Young” (หนุ่ม) แต่ก็เป็นผู้เล่นอายุมากสุดในทีม และย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน เกาหลีใต้ก็มีเรื่องทำนองนี้เพราะ Choi Young-il ที่มีคำว่า “Young” ก็เป็นผู้เล่นอายุมากสุดของทัพโสมขาว


คนแก่แต่ชื่อ “หนุ่ม” 

มิถุนายน

เยอรมัน กลายเป็นทีมแชมป์เก่าฟุตบอลโลกชาติที่ 4 จาก 5 ครั้งหลังสุดที่กระเด็นตกรอบแรกอย่างไม่น่าเชื่อหลังพ่ายต่อเกาหลีใต้ในนัดสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม และก็ยังเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่อังกฤษได้ลงเล่นมากกว่าเยอรมัน 


อินทรีเหล็กตกรอบแรกฟุตบอลโลกอย่างสุดช็อก

กรกฎาคม 

ลูก้า โมดริช ไม่ใช่นักเตะที่ชื่อขึ้นต้นด้วยตัว “M” คนเดียวที่ทำผลงานโดดเด่นในฟุตบอลโลก 2018 แต่ยังมีอีกคนที่กระฉูดไม่แพ้กันคือ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่สร้างสถิติเอาไว้มากมายบนเส้นทางที่ช่วยให้ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าตำแหน่งแชมป์โลกด้วยวัยเพียง 19 ปี 

– แข้งวัยรุ่นคนแรกที่ยิงได้มากกว่า 1 ประตูนับตั้งแต่ ไมเคิ่ล โอเว่น ทำได้ในปี 1998

– แข้งวัยรุ่นคนแรกที่ยิงได้ 2 ประตูในนัดเดียวนับตั้งแต่ เปเล่ เคยทำได้กับบราซิลในปี 1928 

– นักเตะอายุน้อยสุดอันดับ 3 ที่ลงเล่นในรอบชิงชนะเลิศ และน้อยสุดอันดับ 2 รองจาก เปเล่ ที่ยิงประตูได้ด้วยในนัดชี้ชะตาแชมป์


คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ สร้างชื่อกระหึ่มในบอลโลก

สิงหาคม

ซันเดอร์แลนด์ เริ่มต้นฤดูกาลใหม่ใน “ลีกวัน” หลังชั้น 2 ฤดูกาลติด หลายคนที่เล่นตั้งแต่ตอนอยู่พรีเมียร์ลีกก็ยังปักหลักกับทีม หนึ่งในนั้นคือ ลี แค็ตเตอร์โมล กองกลางพันธุ์บู๊

ในช่วงปลายเดือน แค็ตเตอร์โมล เหมา 2 ประตูพาทีมบุกชนะเอเอฟซี วิมเบิลดัน 2-1 พร้อมมีสัดส่วนการทำประตูและการฟาวล์อยู่ที่ 1 ประตูต่อการฟาวล์ 3 ครั้ง ลดลงฮวบฮาบจากตอนอยู่แชมเปี้ยนชิพที่ค่าเฉลี่ยคือ 1 ประตูต่อการฟาวล์ 47 ครั้ง และพรีเมียร์ลีกที่ 1 ประตูต่อการฟาวล์ 77 ครั้ง


ลี แค็ตเตอร์โมล ปักหลักช่วยแมวดำในลีกวัน 

กันยายน

จอร์จินโญ่ กองกลางตัวใหม่ของเชลซี ตอกย้ำความเก่งกาจในการผ่านบอลเมื่อผ่านบอลมากถึง 180 ครั้งในเกมที่พบกับเวสต์แฮม แม้สุุดท้ายแล้วจะจบลงด้วยผลเสมอไร้สกอร์

การผ่านบอลของกองกลางทีมชาติอิตาลีได้กลายเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติโดย Opta และมากกว่าวัตฟอร์ดผ่านบอลทั้งทีมในเกมกับพอร์ทสมัธเมื่อปี 2006 ถึง 29 ครั้ง 


 จอร์จินโญ่ จ่ายบอลจนเป็นสถิติ 

ตุลาคม

คริสตัล พาเลซ กับการได้จุดโทษเหมือนเป็นของคู่กันในยุคพรีเมียร์ลีกเพราะไม่มีสโมสรใดที่ผู้ตัดสินเป่านกหวีดเป็นใจมากกว่านี้อีกแล้ว

ในเกมที่เสมออาร์เซน่อล 2-2 จากจุดโทษทั้งสองประตูทำให้นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา “ดิ อีเกิ้ลส์” ได้จุดโทษมากกว่าเวสต์แฮมและนิวคาสเซิ่ล 2 ครั้งทั้งที่ลงเล่นเพียง 228 นัดในพรีเมียร์ลีกซึ่งน้อยกว่าทั้งขุนค้อนและสาลิกา 

  •  คริสตัล พาเลซ ได้จุดโทษมากสุดในพรีเมียร์ลีก 

พฤศจิกายน 

ความหวังคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน เหมือนสิ้นสุดลงในฤดูกาลที่แล้วหลังยูเวนตุสพ่ายต่อเรอัล มาดริด ในรอบก่อนรองฯ แบบฉิวเฉียดสกอร์รวมสองนัด 3-4 

แต่การได้ย้ายมาร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์กแมง ก็ปลุกความหวังและความท้าทายของ บุฟฟ่อน ขึ้นมาอีกรอบ เขาประเดิมสนามถ้วยยุโรปให้สโมสรในเดือนพฤศจิกายน โดยสิ่งที่น่าสนใจระหว่างเปแอสเชกับบุฟฟ่อนคือ ทีมดังแห่งลีก เอิงก่อตั้งสโมสรก่อนมือกาวตำนานทีมชาติอิตาลีลืมตาดูโลกเพียง 7 ปีครึ่งเท่านั้น


บุฟฟ่อน เกิดหลังเปแอสเชตั้งสโมสรเพียง 7 ปีครึ่ง

ธันวาคม 

มีการบันทึกสถิติไว้ว่า พรีเมียร์ลีกที่ลงสนามในกลางสัปดาห์ทำประตูกันน้อยกว่าเกมสุดสัปดาห์ โดยในวันพุธมีประตูรวมเฉลี่ย 2.55 ต่อนัด ส่วนวันอังคารมีประตูรวมเฉลี่ย 2.59 ต่อนัด 

แต่ในกลางสัปดาห์แรกของเดือนนี้คือวันที่ 4-5 ทั้ง 20 ทีมใน 10 คู่ต่างทำประตูกันได้หมดซึ่งครั้งสุดท้ายที่ยิงได้ทุกทีมแบบนี้เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 2010 


นัดนี้ยิงได้ครบทุกทีม

วิธีตามเชียร์ทีมชาติไทยไม่ให้หัวร้อน ใน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018

ถ้าทีมของคุณยิงคู่แข่งได้เกินสิบลูกในสองเกม เสียไปแค่สองลูก ชนะรวด โดยหนึ่งในนั้นเป็นทีมรองแชมป์จากครั้งก่อน แล้วยังรู้สึกหงุดหงิดกับผลงาน – เชิญอ่าน

ทีมชาติไทยเข้าสู่เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ในฐานะแชมป์ 5 สมัย มากที่สุดในรายการ, แชมป์เก่า 2 สมัยติด(มีเพียงไทยและสิงคโปร์ที่ทำได้) แต่ก็มีข้อสงสัยในหมู่ชาติอาเซียน ว่าช้างศึกเชือกนี้จะยังแกร่งเหมือนเก่าหรือไม่ เมื่อ 4 คีย์แมนจากปี 2016 ไม่ได้มาร่วมทัพเนื่องจากติดภารกิจกับต้นสังกัดในยุโรปและญี่ปุ่น รวมไปถึงการเปลี่ยนตัวกุนซือ จาก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มาเป็น มิโลวาน ราเยวัช

แค่เพียงเกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม อดิศักดิ์ ไกรษร ก็ยิงคนเดียวเท่ากับที่ ธีรศิลป์ แดงดา ยิงได้ทั้งทัวร์นาเมนต์ในปี 2016 ไทยเปิดรังขยี้ติมอร์ เลสเต 7-0 ไม่มีใครพูดถึง 4 สตาร์ที่ติดภารกิจในต่างแดนอีกแล้ว ไทยยังคงน่ากลัวสำหรับทุกชาติอาเซียน มีเพียงอาวุธเดียวที่พวกเห็นว่าช้างศึกยังขาดไป – ฟุตบอลแบบ Tik-Tok เข้าทำประตูด้วยการจ่ายบอลจังหวะเดียวรัว ๆ ที่เป็นภาพจำคู่กับโค้ชซิโก้

เข้าสู่นัดที่สอง วัดจากหน้าเสื่อแล้วเกมนี้อาจเป็นงานหนักที่สุดของแชมป์เก่า เมื่ออินโดนีเซียบุกมารีแมตช์นัดชิงที่ราชมังฯ ไทยยังคงยิงระเบิดเถิดเทิง เอาชนะไปด้วยสกอร์ 4-2 แต่แฟนบอลก็ยังมีความกังวลว่าทำไมเสียง่ายจังทั้งสองประตู รวมไปถึงสไตล์การเล่นที่ไม่ค่อยจะ ‘เดินหน้าฆ่ามัน’ เท่าที่น่าจะเป็น

ผ่านไปสองเกม ไทยนำเป็นจ่าฝูงของกลุ่มบี ประตูได้เสียนำลิ่ว ตำแหน่งดาวซัลโวแทบจะอยู่ในมือ อดิศักดิ์ ไกรษร ไปแล้วครึ่งตัว – แต่ก็ยังมีแฟนบอลบางส่วนไม่สบายใจกับผลงานทัพช้างศึกอยู่ดี

ถึงตรงนี้ผู้เขียนเชื่อว่า บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ผลงานของทีมเสียแล้ว จึงมีคำแนะนำการปรับตัวปรับใจมาฝาก เพื่อการชมและเชียร์อย่างสบายใจ

1.ไทยเป็นทีมที่เหนือกว่า
แม้ ‘สอบไล่’ ของมิโลวาน ราเยวัช จะอยู่ที่เอเชียนคัพ 2019 แต่เขาและทีมงานไม่สามารถตั้งเป้าหมายอื่นใดต่ำกว่าตำแหน่งแชมป์ เพราะความคาดหวังของแฟนบอลที่ค้ำคออยู่ – แล้วความคาดหวังนี้มาจากไหน?

นอกจากความรู้สึกว่าไม่อาจยอมให้ผลงานทีมชาติไทยถอยหลังลงมาได้ แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะทุกคนต่างรู้แก่ใจว่า ฟุตบอลไทยในวันเวลานี้ อยู่เหนือเพื่อนร่วมภูมิภาคย่อยในแทบทุกมิติ ไทยลีกเป็นลีกอันดับหนึ่งของอาเซียนอย่างไม่มีใครเถียง ผู้เล่นไทยในลีกก็ควรจะมีคุณภาพเหนือกว่าชาติอาเซียนอื่น ๆ ไปด้วย

เมื่อบวกกับผลงานของผู้เล่นระดับดาวดังของหลายชาติอาเซียนที่มาเล่นในไทยลีกแล้วส่วนใหญ่แทบไม่ได้สร้างความโดดเด่นเหนือผู้เล่นไทย ยิ่งสร้างมาตรวัดความต่างให้ชัดเจน

2. ไทยเล่นอย่างทีมที่เหนือกว่า
แฟนบอลไทยอาจคุ้นเคยกับสไตล์การเล่นแบบ ‘ขอให้ข้าได้สู้’ ที่ช้างศึกทำมาตลอดหลายปี ภาพนักเตะวิ่งลืมหายใจ ไล่ทุกจังหวะ เปิดหน้าบุกแหลกเพื่อหาโอกาสทำประตูให้มากที่สุด ที่เราต้องปรบมือให้แม้จะลงเอยด้วยพาดหัว ‘สุดต้าน’ ‘เต็มที่แล้ว’ ‘สู้ขาดใจ’ ‘ไล่ไม่ทัน’ ฯลฯ อาจจะยังติดตา

แน่นอนว่าวิธีการเล่นแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้ได้ใจแฟนเฉย ๆ แต่นั่นคือวิธีเล่นของทีมที่มีศักยภาพเป็นรอง แท็คติกเป็นรอง ทักษะผู้เล่นเป็นรอง ก็ต้องใส่อย่างอื่นลงไปทดแทนเพื่อสร้างโอกาสชนะให้ตัวเอง

ตัดภาพมาที่ราชมังคลากีฬาสถาน ขณะที่ทีมชาติไทยออกนำติมอร์ เลสเต ไปสุดกู่ 6-0 มากกว่าสกอร์ที่ยิงขาด รูปเกมที่เอาอยู่ทุกกระบวน คือ ‘ภาษากาย’ ของช้างศึก ถ้าใครจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นช้างศึกนำคู่แข่งขาดลอยในครึ่งหลังโดยไม่เหนื่อยหอบ เสื้อไม่เลอะ ชายเสื้อยังอยู่ในกางเกงเรียบร้อยดี ก็อยากให้เล่าให้ผู้เขียนฟังบ้างเพราะจำไม่ได้จริง ๆ

มิโลวาน ราเยวัช ไม่มีเวทย์มนตร์อะไรมาจากยุโรปตะวันออก เขาเพียงสอนให้ทีมชาติไทยที่ศักยภาพตัวต่อตัวไม่ได้แพ้ใครในภูมิภาค รู้จักการเอาชนะด้วยการยืนตำแหน่ง(positioning) – ในสนามมีบอล 1 ลูก ครอบครองได้ทีละคน แต่เกมการยืนตำแหน่งนั้น ทั้ง 22 คนเล่นอยู่ตลอดเวลา แพ้ชนะกันอยู่ตลอดเวลา

เมื่อยืนถูก เคลื่อนที่ถูก ก็จะไม่มีพื้นที่ให้คู่แข่งเข้าทำ ทำได้เพียงครองบอลอยู่ในพื้นที่ที่อีกฝ่าย ‘ยอม’ ให้อยู่เท่านั้น ก่อนจะลงเอยด้วยการยิงไกลเอาดาบหน้า ลงเอยด้วยทีมที่พ่ายแพ้มีสถิติครองบอลเหนือกว่า สร้างโอกาสยิงมากกว่า สับไกยิงมากกว่า – ให้นักข่าวเอาไปเขียนหลังเกมว่า ‘ถึงแพ้แต่สู้ได้!’ อะไรทำนองนี้

ซึ่งในระดับอาเซียน ถ้าแพ้มาแล้วบอกว่าสู้ได้ดีแล้วนะ แฟนบอลไทยคงไม่รับฟังอีกแล้ว – เขาก็เลยเล่นเพื่อชนะ เท่านั้นเอง

3. ไทยเล่นเพื่อเป็นแชมป์
นอกจากภาษากายของนักเตะ ทุกครั้งที่ทีมชาติไทยทำประตูติมอร์ เลสเต ได้ ทีมถ่ายทอดสดก็จะตัดภาพมาที่มิโลวาน ราเยวัช – และต้องเขินจนตัดภาพหนีไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะกุนซือเลือดเซิร์บไม่ได้แสดงอาการดีใจ พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ อะไร สีหน้ายังไม่เปลี่ยนด้วยซ้ำ รอยยิ้มของเขามีให้อดิศักดิ์ ไกรษร เมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกหลังยิงคนเดียวหกลูกเท่านั้น – เหมือนกับว่ากำลังคุมซ้อมมากกว่าคุมแข่ง

ทีมชาติไทยยังคงเล่นคุมโซนต่ำไม่ดันสูง ไม่บีบพื้นที่ต่อไปในเกมเอาชนะอินโดนีเซีย 4-2 เรายังไม่ได้เห็นการไล่บดบี้พื้นที่เล่นของคู่แข่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ต้องไปพูดถึงการเซ็ตเกมรุกจ่ายบอลจังหวะเดียวรัว ๆ เคลื่อนตัวขึ้นไปด้วยกันเป็นแผง และทีมชาติไทยยังคงจบแมตช์แบบไม่หอบเป็นนัดที่สอง ผลงานเข้าเป้าทั้งสองนัด

ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะพอมองออกแล้วว่าราเยวัชต้องการรักษาสภาพความฟิตของผู้เล่นในระยะยาว เพราะทีมของเขามีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องเป็นแชมป์ แผนที่ใช้จะต้องออกแบบเพื่อเล่น 4 นัดรอบแบ่งกลุ่ม

ตามด้วย 2 นัดรอบรองชนะเลิศ และ 2 นัดรอบชิงชนะเลิศ ความฟิตของผู้เล่นไม่ใช่สภาพจิตใจที่กระตุ้นจุดประกายเอาได้ แต่เป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ต้องจัดสรร คำว่า ‘ทำวันนี้ให้ดีที่สุด’ นับว่าไร้เดียงสา เมื่อวันพรุ่งนี้จะมีแต่ยากขึ้นเรื่อย ๆ

การส่งทรัพยากรผู้เล่นลงไปวิ่งตีนแตกให้แฟน ๆ ประทับใจ จึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทีมที่มีเป้าหมายจะเล่นจนครบ 8 นัดแล้วชูถ้วยแชมป์

โยฮัน ครัฟฟ์ เคยกล่าวกับผู้บริหารของบาร์เซโลนาเมื่อครั้งกลับมาปฎิวัติทีมสู่ความยิ่งใหญ่ ว่า สโมสรต้องเลิกมองตัวเองเป็น ‘เหยื่อ’ หรือผู้ถูกกระทำ หากหวังจะก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ ความเป็นเหยื่อขัดแย้งกับความเป็นแชมป์ เป็นผู้ชนะสูงสุด

บางทีเราเองในฐานะคนดูก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับสถานะ ‘ทีมที่เหนือกว่า’ บ้าง อะไรที่เคยทำอาจจะไม่ทำแล้ว อะไรที่เคยดี อาจจะไม่ดีแล้ว

อย่างการคว้าแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ สามสมัยติด ที่เรากำลังพยายามอยู่ ก็ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนนะครับ