ปาดน้ำตาแล้ววิเคราะห์! 5 สาเหตุที่ ‘ช้างศึก’ ยังไม่ถึงระดับท็อปเอเชีย

เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ซึ่งผลปรากฎว่า ทีมชาติไทย เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ “มังกรแดง” ทีมชาติจีน ไปด้วยสกอร์ 1-2

คำถาม? แล้วสาเหตุอะไร ที่ทำให้พลพรรคช้างศึกยังไปได้ไม่ไกลกว่าที่คาดหวัง อย่างเช่นรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือรอบตัดเชือก วันนี้เราปาดน้ำตาแล้ววิเคราะห์ นี่คือเหตุผลสำคัญที่เรายังไปไม่ถึงในระดับท็อปของเอเชีย…

5.โค้ชเฉพาะกิจและอย่าไปโทษ ‘โค้ชโต่ย’
“โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ถูกดันขึ้นให้มาขัดตาทัพแทนที่ มิโลวาน ราเยวัช และมีเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียวในการเตรียมทีมพบกับ จอร์แดน และยูเออี นักเตะที่บริหารจัดการก็เท่าที่มีอยู่ เขาไม่ได้เป็นคนเลือกนักเตะเอง อย่างไรก็ตามกุนซือโปรไฟล์บ้านๆรายนี้ ก็ทำให้ช้างศึกที่หมดลุ้นแล้ว กลับมาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ซึ่งก็ถือว่าดีแล้ว จะโทษเห็นที่จะเป็น สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ปล่อยให้กุนซือชาวเซิร์บทำทีมนานเกินไป จนต้องมาแก้ไขเปลี่ยนม้ากันกลางศึก 

4.‘ช้างศึก’ แพ้ทางบอลโด่งตามเคย
ทุกยุคทุกสมัยของ ทีมชาติไทย ไม่ว่ารุ่นเก่าจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน ต้องบอกว่า ช้างศึก แพ้ทางลูกโด่งมาโดยตลอด เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราเล่นดี คู่ต่อสู้คิดอะไรไม่ออก แค่รู้ว่ากำลังต่อกรกับไทยแลนด์เท่านั้น เขาก็เปลี่ยนสไตล์มาโยนใส่ทั้งริมเส้น หรือเออรี่ครอสจากกลางสนาม และแล้วไม่นานก็สมหวัง เรื่องนี้มันช่วยไม่ได้เพราะนักเตะไทยรูปร่างเล็กหรือเปล่า เห็นทีเราคงทำได้เพียงต้องโทษชาติพันธุ์เท่านั้น 

3.สมาธิความสม่ำเสมอยังไม่ดีพอ
นี่คือปัญหาใหญ่ของ ทีมชาติไทย ที่เราเห็นมาโดยตลอดหลายๆรายการก่อนหน้านี้ บ้างครั้งครึ่งแรกเราเล่นกันเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่ครั้งหลังหนังคนละม้วนกลายเป็นผู้รายใจบาป นั้นเพราะนักเตะเรายังขาดสมาธิทำให้เสียประตูง่าย และความสม่ำเสมอ จนต้องเป็นฝ่ายปราชัยใหกับ ทีมชาติจีน

2.คุณภาพเรื่องตัวผู้เล่นไทย
ผู้เล่นของเราที่มียังมีคุณภาพน้อยเกินไป เพราะตามที่เห็นชุดนี้ เรามีแค่ 3 นักเตะที่ไปค้าแข้งอยู่ในต่างประเทศอย่างเจลีก ญี่ปุ่น รวมถึงอีก 1 รายที่เตรียมไปวัดขนาดฝีเท้าว่าดีพอหรือไม่ในฤดูกาลหน้า ส่วนอีก 3 คนไม่อยากเอ่ยชื่อแต่ก็แค่พอไหว ส่วนอีก 4 คนกล้าพูดตามตรงว่ายังไม่ผ่าน และฝีเท้ายังไม่ดีพอในระดับเอเชีย

1.มาตรฐานตัวผู้เล่นยังห่างกัน
เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะนักเตะทีมชาติไทย 4 คนที่ผ่านการค้าแข้งและเตรียมย้ายไปเล่นในต่างประเทศ มีคุณภาพที่ดีพอสำหรับต่อกรกับชาติใหญ่ๆในเอเชีย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเหนือกว่า เราจะเห็นได้ว่าบรรดาท็อปไฟว์ของเอเชียอย่าง เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย หรืออิหร่าน ผู้เล่น 11 คนแรกมีความใกล้เคียงกันมาก และสามารถทดแทนกันได้ สำหรับทัพช้างศึกแล้ว 11 คนแรกยังมีความห่างไกลกัน ฉะนั้นขนาดตัวจริงยังห่างกัน ผู้เล่นในม้านั่งสำรองคงไม่ต้องพูดถึง และเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนเกมที่ใหญ่ๆอย่างเอเชียนคัพได้

CR : mthai

เปิดคู่ต่อสู้ทีมชาติไทย-พร้อมโปรแกรมแข่ง รอบ16ทีมสุดท้าย เอเชียน คัพ

ส่วนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้น “ช้างศึก” ซึ่งจบเป็นรองแชมป์กลุ่ม เอ ต้องโคจรไขว้ไปเจอกับรองแชมป์ของ กลุ่ม ซี ระหว่าง จีน หรือเกาหลีใต้ ซึ่งทั้งคู่ควงกันเข้ารอบน็อคเอาท์แน่นอนแล้ว หลังมี 6 คะแนนเท่ากัน แต่จีนมีลูกได้เสียดีกว่าทัพโสมขาวทำให้ตอนนี้นำเป็นจ่าฝูง โดยทั้งสองทีมจะต้องบู๊กันในแมตช์สุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม ในวันที่ 16 มกราคม นี้ เพื่อหาแชมป์ของกลุ่ม 

หลังจบเกมที่ทัพ “ช้างศึก” เสมอกับเจ้าภาพ ยูเออี 1-1 ทำให้ทีมชาติไทยมี 4 คะแนน เท่ากับบาห์เรนที่เชือดอินเดียในช่วงทดเจ็บ ทว่าเฮดทูเฮดของไทยนั้นเหนือกว่าทำให้จบด้วยตำแหน่งรองแชมป์กลุ่มควง ยูเออี ที่เป็นแชมป์กลุ่มเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายทันที

    ศึกเอเชียน คัพ รอบสุดท้าย ที่ประเทศยูเออี กลุ่ม เอ แข่งขันครบ 3 นัดเรียบร้อยแล้ว ทีมชาติไทย แม้จะออกสตาร์ทได้ย่ำแย่แพ้ อินเดีย เละเทะ 1-4 ส่งผลให้ มิโลวาน ราเยวัช โดนปลดกลางรายการแล้วส่ง “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย รักษาการณ์หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กับ “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ ผู้ช่วยทำหน้าที่แทน 

    ก่อนที่ผลงานอีกสองเกมต่อมา แข้งช้างศึกจะเค้นฟอร์มเก่งบดเอาชนะ บาห์เรน 1-0 จากประตูชัยของ “เมสซี่เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ และนัดสุดท้ายล่าสุดจะยันเสมอกับเจ้าภาพ ยูเออี 1-1 ซึ่งแม้ไทยจะโดนยิงนำไปก่อน แต่ “เจ้านิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ว่าที่แข้งเจลีกก็มาซัดประตูตีเสมอให้ไทยแบ่งแต้มสำเร็จ ส่งผลให้มี 4 คะแนนเท่ากับ บาห์เรน แต่เฮดทูเฮดไทยเหนือกว่าทำให้ซิวรองแชมป์กลุ่ม ควงยูเออีที่มี 5 คะแนน เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป     และนับเป็นครั้งแรกในรอบ 47 ปี ที่ทัพช้างศึกผ่านเข้ามาเล่นในรอบน็อคเอาท์ โดยครั้งนั้นเมื่อปี 1972 ไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ ก่อนจะทำผลงานได้ดีที่สุดด้วยการคว้าอันดับ 3 มาครอง

    ส่วนในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้น “ช้างศึก” ซึ่งจบเป็นรองแชมป์กลุ่ม เอ ต้องโคจรไขว้ไปเจอกับรองแชมป์ของ กลุ่ม ซี ระหว่าง จีน หรือเกาหลีใต้ ซึ่งทั้งคู่ควงกันเข้ารอบน็อคเอาท์แน่นอนแล้ว หลังมี 6 คะแนนเท่ากัน แต่จีนมีลูกได้เสียดีกว่าทัพโสมขาวทำให้ตอนนี้นำเป็นจ่าฝูง โดยทั้งสองทีมจะต้องบู๊กันในแมตช์สุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม ในวันที่ 16 มกราคม นี้ เพื่อหาแชมป์ของกลุ่ม 

    สำหรับโปรแกรมในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั้น ทีมชาติไทย จะลงเล่นในวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม นี้ ที่สนาม ฮัซซา บิน ซายิด สเตเดี้ยม ที่เมืองอัล ไอน์ เริ่มแข่งขัน เวลา 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ช่อง 7 สีถ่ายทอดสด

CR : siamsport

10 เหตุผล ที่ “สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ไม่ควรถูกไล่ออกเวลาบอลไทยแพ้!

ประเทศไทย คือประเทศหนึ่งที่คนในชาติรักและนิยมชมชอบกีฬาฟุตบอลมากเป็นอันดับหนึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก
ทุกครั้งที่ฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขัน ปรากฏการณ์ “ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด” มันจะพลุ่งพล่านจนไม่เป็นอันทำอะไรนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อต้องเห็นทีมรักประสบกับความพ่ายแพ้ 

ประเทศไทย คือประเทศหนึ่งที่คนในชาติรักและนิยมชมชอบกีฬาฟุตบอลมากเป็นอันดับหนึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

ทุกครั้งที่ฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขัน ปรากฏการณ์ “ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด” มันจะพลุ่งพล่านจนไม่เป็นอันทำอะไรนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อต้องเห็นทีมรักประสบกับความพ่ายแพ้ 

ไม่ว่ายุคไหนๆ “แฟนบอลไทย” มักจะเกิดอาการหัวร้อน ต้องลากไส้เอาความผิดพลาดออกมาระบายตามช่องทางต่างๆ 

อย่างที่เห็นปรากฏการณ์หลังบอลแพ้ แฟนบอลไล่โค้ช ด่านักเตะ ไปกระทั่งไล่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อสนองความโกรธที่ทำให้ฟุตบอลไทยต้องพบกับความพ่ายแพ้ 

จริงอยู่ความคิดเห็นของแฟนบอลไม่มีใครผิดหรือถูก แต่ปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกได้เห็นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สั่งปลด โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสออกจากตำแหน่ง 

หลังทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี นำทีมลงสนามในลีก 17 นัด มีแค่ 26 แต้ม และแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นผู้จัดการทีมขัดตาทัพพาทีมชนะ 5 เกมรวด ในรูปแบบการเล่นที่แตกต่างออกไป แต่ใช้นักเตะชุดเดียวกัน

แต่ “ปรากฏการณ์แมนฯ ยูฯ” อาจใช้ไม่ได้กับทีมฟุตบอลอื่นๆในโลกนี้ แต่การทำฟุตบอลบางครั้งแฟนบอลต้องเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออกก็ไล่ไว้ก่อน 

ดังนั้น ขอยก 10 เหตุผลที่แฟนบอลไทยควรรู้ก่อน “บันดาลโทสะ” ไล่ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงนายกสมาคมฯ เวลาบอลแพ้

ข้อ 1. “บิ๊กอ๊อด” เนรมิตที่ทำการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จนมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาบริหารงาน ณ อาคาร 40 ปี ในการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ ว่างๆ เชิญแฟนบอลมาเยี่ยมชมกันได้

ข้อ 2. “บิ๊กอ๊อด” สร้างความน่าเชื่อถือต่อฟีฟ่า, เอเอฟซี จนนำงบสนับสนุนมาสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ ที่มีความสะดวกสบายทันสมัยและครบวงจร ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอล ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และเปิดใช้อย่างเป็นทางการให้ทีมชาติไทย ทุกรุ่นทุกอายุเก็บตัวฝึกซ้อมภายในระยะเวลา 2 ปี  

ข้อ 3.  “บิ๊กอ๊อด” สร้างผู้ฝึกสอนในระดับต่างๆ มากกว่า 1,800 คน โดยเฉพาะโค้ชในระดับ “โปร ไลเซนส์” จากที่มีแค่ “โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ คนเดียว ตอนนี้ประเทศไทยมีโค้ช “โปร ไลเซนส์” เพิ่มขึ้นอีก 16 คน และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2562

ข้อ 4. “บิ๊กอ๊อด” ใช้เวลา 2 ปี ปลดหนี้กว่า 300 ล้านบาท ให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ทั้งหนี้สรรพากร และหนี้อื่นๆ ที่เกิดก่อนหน้าที่จะเข้ามาบริหาร  

ข้อ 5. “บิ๊กอ๊อด” สร้างระบบการเงินที่มั่นคงให้แก่ฟุตบอลลีกอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการมอบเงินสนับสนุนแก่สโมสรสมาชิกในทุกระดับ ตรงเวลาตามกำหนดไม่ต้องทวง แถมให้เงินสนับสนุนพิเศษในการนำไปพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามข้อกำหนดเอเอฟซี “คลับไลเซนซิ่ง”

ข้อ 6. “บิ๊กอ๊อด” ไม่เคยอมเงินนักเตะทีมชาติไทย ทุกชุดได้เงิน “รางวัล” ตามที่สัญญาทุกบาทอย่างรวดเร็ว นักกีฬาไม่ต้องโวยวายออกสื่อให้เสียเวลา แถมปฏิวัติเรื่องการกิน อยู่ หลับนอน การเดินทาง นักกีฬาทุกชุดกินดี อยู่ดี ไม่ตกเครื่อง   

ข้อ 7. “บิ๊กอ๊อด” เป็นสมาคมฯยุคแรกที่มีบัญชีรายรับ-รายจ่าย ชัดเจน แยกประเภทต่างๆ อาทิ บัญชีเงินจากฟีฟ่า, บัญชีเงินจากเอเอฟซี, บัญชีเงินจากเอเอฟเอฟ, บัญชีเงินจากค่าปรับไทยลีก และอื่นๆ แถมชี้แจงเงินเข้า-ออกได้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ 

ข้อ 8. “บิ๊กอ๊อด” เป็นยุคแรกที่สามารถปราบปรามการทุจริต การล็อคผลบอล มีการจับกุมขบวนการล้มบอล จนได้รับการยกย่องจากสหพันธ์ฟุตบอนานาชาติ และได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ไปให้คำแนะนำในงานสัมมนาที่ฝรั่งเศส

ข้อ 9. “บิ๊กอ๊อด” ติดตามคดีความ เพื่อทวงความยุติธรรม และเงินสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคมฟุตบอลฯ ชุดเก่ากว่า 1 พันล้านบาท 

ข้อ 10. “บิ๊กอ๊อด” มีการวางรากฐานพัฒนาผู้ตัดสิน ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับ AFC ในโครงการ AFC Expert Pool พร้อมทั้งดึง ฟาฮัด อับดุลลาเยฟ ที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินจากฟีฟ่า และ เอเอฟซี มาเป็นวิทยากรประจำ จนล่าสุดสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ประกาศรายชื่อ ผู้ตัดสินระดับนานาชาติ (ผู้ตัดสินฟีฟ่า) ประจำปี 2019 เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 62 ปรากฏว่า มีผู้ตัดสินฟุตซอล และฟุตบอลชายหาด ชาวไทย ทั้งหมด 7 คน ขณะที่ “ปนัดดา โคตรเสนาภัทร” ได้เป็นผู้ตัดสินฟีฟ่าหญิงคนแรกของไทย

ก่อนตัดตัว! วิเคราะห์ 27 ขุนพล ชุดลุยศึก เอเชียน คัพ 2019

ถึงวันตบเท้าเข้าคิวรายงานตัวเรียบร้อย สำหรับ 27 นักเตะทีมชาติไทย ชุดเตรียมทำศึก เอเชียนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และนี่ก็คือสิ่งที่บ่งบอกว่า การเดินทางสู่ความฝันอันยิ่งใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับ 27 รายชื่อนั้น ได้ประกาศตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 6 คนจากชุดพลาดแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2019 หากไม่นับ 4 ผู้เล่นจากลีกต่างประเทศที่กลับมารับใช้ชาติอีกครั้งอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (โอเอช ลูเวิน), ชนาธิป สรงกระสินธ์ (คอนซาโดเล่ ซัปโปโร), ธีรศิลป์ แดงดา ((ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า (ยืมตัว)) และ ธีราทร บุญมาทัน ((วิสเซิ่ล โกเบ (ยืมตัว))

6 รายจาก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่หลุดไปก็คือ นูรูล ศรียานเก็ม, ปกรณ์ เปรมภักดิ์ และ มงคล ทศไกร สามปีกขวา โดยรายสุดท้ายอย่าง “จ่าเย็น” ถึงกับประกาศเลิกเล่นทีมชาติไทยเลยทีเดียว

ส่วนอีกสามคนก็มี มานูเอล ทอม เบียร์ห ที่มีอาการบาดเจ็บ, ฟิลิป โรลเลอร์ และ เควิน ดีรมย์รัม แบ็คขวา กับ แบ็คซ้ายลูกครึ่ง โดย 6 นักเตะที่คัมแบ็คกลับสู่ทีมชาติไทย ก็มีทั้ง ทริสตอง โด และ พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา สองนักเตะใหม่ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด รวมถึง อดิศร พรหมรักษ์, ชินภัทร ลีเอาะ, สุภโชค สารชาติ และแนวรุกที่สร้างความเซอร์ไพรส์สุดๆ อย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในหลายๆ จุด แต่นี่คือ 27 ผู้เล่นก่อนตัดตัวที่มาจากการเฟ้นการคิดการวิเคราะห์ของ มิโลวาน ราเยวัช และทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช ที่มีเดิมพันการผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์เป็นอย่างน้อยของศึกเอเชียนคัพ เป็นบันไดด่านแรกที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

การตอบโต้เสียงวิจารณ์ นั่นคือ การต้องทำงานหนักของ ราเยวัช และต้องทำเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จให้ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวผมเองก็อยากจะวิเคราะห์ในหลายๆ จุดของการเรียกตัวทั้ง 27 คนในครั้งนี้
จะเป็นเช่นไร ลองอ่านกันได้เลยครับ

ผู้รักษาประตู

ถ้าไม่มีอะไรผิดแปลกให้คิดมากนัก ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ทางด้าน กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ จะกลับมาเป็นมือหนึ่ง ทีมชาติไทย ในเอเชี่ยนคัพ 2019 ครั้งนี้แน่นอน ทว่าสิ่งที่ทำให้ต้องลุ้นหนักนั่นคือ “เจ้าตอง” ยังมีอาการบาดเจ็บบริเวณใต้เท้าระหว่างนิ้วโป้ง และนิ้วชี้อยู่ ทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามในลีกรองของเบลเยี่ยมจนถึงปัจจุบัน

และหากอาการบาดเจ็บดังกล่าว ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้ รายชื่อของสามนายทวารของทีมชาติไทย ที่ได้บุกดินแดนอาหรับก็จะเป็นสามคนที่เหมือนกับตอนแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นั่นเอง (ฉัตรชัย บุตรพรหม, ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน และ สรานนท์ อนุอินทร์)

กองหลัง

ในตำแหน่งกองหลัง มานูเอล ทอม เบียร์ห, ฟิลิป โรลเลอร์ และ เควิน ดีรมย์รัม ถูกแทนที่ด้วย อดิศร พรหมรักษ์, ชินภัทร ลีเอาะ, ทริสตอง โด, พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา และ ธีราทร บุญมาทัน ก่อนการตัดตัว

เริ่มต้นที่ตำแหน่งแบ็คขวา การได้ ทริสตอง โด เข้ามาแทนที่ ฟิลิป โรลเลอร์ ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า โรลเลอร์ สอบไม่ผ่านจากผลงาน ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่ผ่านมา ไม่เหมือนกับ มิก้า ชูนวลศรี ที่ได้ไปต่อ โดย ทริสตอง โด มีความหลากหลายในการเล่นเกมรุกด้านขวาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ตำแหน่งแบ็คขวา ยังมี อดิศร พรหมรักษ์ อีกคนที่เล่นได้เช่นเดียวกัน รวมถึง ชินภัทร ลีเอาะ ด้วย นั่นทำให้ทีมชุดนี้ มีแบ็คขวาที่สามารถหุบเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้ถึง 3 คน ซึ่งหมายความว่า เราอาจจะได้เห็นระบบหลังสามเวลาต้องการบุก หรือ เซ็นเตอร์ 3 คน พร้อมวิงแบ็คอีกสองข้าง เวลาต้องการเกมรับเน้นๆ

มากันที่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แน่นอนว่า พรรษา เหมวิบูลย์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว น่าจะเป็นคู่เซ็นเตอร์ที่จะถูกใช้งานเกือบ 100% เต็ม ส่วนตัวซัพพอร์ตรายอื่นๆ ก็มี อดิศร พรหมรักษ์, สุพรรณ ทองสงค์ และ ชินภัทร ลีเอาะ รวมถึง มิก้า ชูนวลศรี ที่เล่นในตำแหน่งนี้ได้เช่นกัน ซึ่งตำแหน่งนี้ อาจจะมีการตัดชื่อ 1 ราย ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ปิดท้ายกันที่ แบ็คซ้าย มีจุดน่าสนใจ นั่นคือ การกลับมาของ ธีราทร บุญมาทัน แต่ทาง ราเยวัช ยังเรียกตัว พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา เข้ามาเสริมทีมด้วย โดยมี เควิน ดีรมย์รัม หลุดออกจากทีมไปแค่รายเดียวในตำแหน่งนี้

ธีราทร บุญมาทัน

ฉะนั้น หาก “เจ้าบาส” กับ “เจ้ามิงค์” กรกช วิริยะอุดมศิริ ติดไปพร้อมกัน เราก็อาจจะได้เห็น ธีราทร บุญมาทัน เล่นในตำแหน่งอื่นๆ เพราะ กรกช เองก็เด่นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วน ธีราทร บุญมาทัน ก็สามารถเล่นได้อีกหลายตำแหน่ง ทั้งมิดฟิลด์ตัวกลาง รวมถึงกราบซ้ายตัวบนก็เล่นได้อีกด้วย

กองกลาง

จากการตัดตัวผู้เล่นแนวรุกทางกราบขวาออกไปถึง 3 ราย ทั้ง นูรูล, มงคล และ ปกรณ์ หลังทั้งหมด “สอบไม่ผ่าน” จากผลงานในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และไม่มีการเพิ่มเติมตำแหน่ง “ปีกธรรมชาติ” เลยแม้แต่คนเดียว โดย ทริสตอง โด ที่แม้จะเล่นได้ แต่เขาก็โดดเด่นขึ้นมาจากตำแหน่งแบ็คขวา เช่นเดียวกับ สิโรจน์ ฉัตรทอง ก็กำเนิดมาจากการเป็นกองหน้ากึ่งปีกมากกว่า ฉะนั้น เป็นไปได้ว่า ระบบของทีมชาติไทย จะเป็น 4-3-3 มากกว่า 4-2-3-1

ชนาธิป

ทั้งนี้ ทีมชุดนี้ มีมิดฟิลด์ตัวกลางทั้งหมด 7 รายด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ 5 นักเตะจากชุดเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ อย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ปกเกล้า อนันต์, สรรวัชญ์ เดชมิตร, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ สุมัญญา ปุริสาย พร้อมกับอีก 2 รายที่เข้ามาอย่าง สุภโชค สารชาติ และ ชนาธิป สรงกระสินธ์

ผมมองว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด ถ้าไม่ใช่ สุภโชค ที่โชคร้าย โดนตัดตัวเพราะเพิ่งหายเจ็บกลับมา ก็มีสิทธิ์ที่ทั้งหมดจะได้ไป “ยูเออี” ครบทั้ง 7 คน พร้อมกับมีโอกาสเล่นในระบบ 4-4-2 ที่ยืนแบบไดมอนด์ด้วย หรือการเล่น 4-2-3-1 แบบถ่าง ชนาธิป หรือ สรรวัชญ์ ไปยืนทางฝั่งซ้าย ก็ได้

กองหน้า

กองหน้า 6 รายที่อยู่ในชุดนี้ มีตำแหน่งกองหน้าเบอร์ 9 แท้ๆ แค่คนเดียวคือ อดิศักดิ์ ไกรษร ส่วนกองหน้าที่เล่นทางกราบได้มี 4 คน นั่นคือ ธีรศิลป์ แดงดา, ศุภชัย ใจเด็ด, ชนานันท์ ป้อมบุบผา และ สิโรจน์ ฉัตรทอง โดยมี ศศลักษณ์ ไหประโคน เป็นกองหน้าด้านข้างแบบโอนลี่ คนเดียวในหมู่แนวรุก

ทีมชาติไทย

ดูแล้ว น่าจะมีใครสักคน ถูกตัดออก และก็อาจจะเป็นกองหน้าที่เล่นทางกราบได้ด้วย เพราะทางกราบสองข้างนั้น มีนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ สามารถเล่นได้ ทั้ง ธีราทร, สรรวัชญ์, ชนาธิป และ สุภโชค ทางฝั่งซ้าย รวมถึง ทริสตอง โด และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ทางฝั่งขวา

…… จาก 27 รายชื่อที่เห็น จะเหลือผู้เล่นทั้งหมด 23 รายชื่อสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชี่ยนคัพ 2019 รอบสุดท้ายจริงๆ ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในอีกไม่ช้า (ประมาณ 10 วันข้างหน้า) ก่อนการบินลัดฟ้าไปยูเออี

หวังว่านักเตะทุกคนที่มีโอกาส ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ และเสริมสร้างความฟิตให้กับตัวเองมากที่สุด

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะสร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ร่วมกันในศึกชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้

CR : จอน truesport

หาให้ได้ก่อนเอเชี่ยนคัพ! โค้ชโชคแนะนำ 5 สิ่งต้องมี! ชี้ไทยขาดนักเตะอย่าง ลีซอ

   โค้ชโชค โชคทวี พรหมรัตน์ เผยว่าทีมชาติไทยต้องการนักเตะที่สร้างความแตกต่างในเกมรุกได้ เพราะในทีมชุดซูซูกิ คัพ มีเพียง สุมัญา ปุริสายเพียงคนเดียวเท่านั้น 
โดยอดีตกุนซือทีมชาติไทยชุดเเชมป์ซีเกมส์เผยผ่านเพจ “ช้างศึก” ว่าทีมชาติมีตัวพลิกแพลงน้อยเกินไปจนเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถชนะ มาเลเซีย ในเกมรอบรองชนะเลิศเลกที่ 2 ได้  ปกเกล้า, ธนบูรณ์, สรรวัชญ์ และ ฐิติพันธ์ คือนักเตะในปรัชญาฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช นั่นคือ การควบคุม ทั้งผลการแข่งขัน วิธีเล่น, ดีเทลนักเตะ นำมาซึ่งผลการแข่งขันตามเป้าหมาย 
   โดยวิถีฟุตบอลมันไม่จริงทั้งหมด เมื่อเกมแข่งมีเวลา 90 นาที พร้อมเงื่อนไขต่างสถานการณ์ของกฎประตูทีมเยือน การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จจึงไม่เกิดการพลิกแพลง แท็คติกจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ในเรื่องนักเตะ เจ้าของฉายา “นกกระยางดำ” ยังบอกว่า ด้วยฝีเท้าของแข้งไทยชุดนี้ถ้าให้เล่นเกมรุกก็ทำได้แบบไม่ขัดเขิน ความแตกต่างหนึ่งเดียวของไทยจึงมีตัวเลือกเพียง สุมัญญา ปุริสาย แต่ด้วยเวลาและสถานการณ์ที่ถูกส่งลงไป จึงแทบเป็นเกมที่ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจ นอกจากประตูนำ 2-1 เท่านั้น 
   ฉะนั้นการค้นหานักเตะที่สร้างความแตกต่าง ก่อนฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียจะเริ่มขึ้น นอกเหนือจาก 4 นักเตะที่ค้าแข้งอยู่ต่างประเทศแล้ว เรายังจำเป็นต้องหา นักเตะอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม, ธีรเทพ วิโนทัย เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับทีมไทยทุกระดับการแข่งขัน จงอย่ามองข้ามเด็ดขาด ติดตามเต็มๆได้ที่ ลิ้งด้านล่างนี้
Read more at https://www.facebook.com/changsuek/

“โชคทวี พรหมรัตน์”
แนะนำ 5 สิ่งต้องมี
ก่อน “ช้างศึก” ลุยเอเชียน คัพ
#ChangsueksTalk
_______________
การเดินทางไปชมเกมที่ ทีมชาติไทย พบ มาเลเซีย ในอาเซียนคัพ 2018 รอบรองชนะเลิศ ถึงขอบสนาม ผมได้มีโอกาสนั่งชมเกมคู่กับ “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ อดีตนักเตะและโค้ชทีมชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง
เราได้พูดคุยและพูดถึงเกมการแข่งขันแบบถึงพริกถึงขิง ก่อนที่ “ช้างศึก” จะตกรอบด้วยกฎประตูทีมเยือน และนี่คือ 5 สิ่งที่ต้องมีที่ “โชคทวี พรหมรัตน์” แนะนำ ก่อนที่ “ช้างศึก” จะลุยเอเชียน คัพ 2019 ต้นปีหน้า

1.คาแรคเตอร์ ไม่ยอมแพ้
คาแรคเตอร์ ไม่ยอมแพ้ ที่สาบสูญอันเนื่องมาจากสถานการณ์นำพา มันเกิดขึ้นชัดเจนกับ 2 เกมในทัวร์นาเมนต์นี้ ครั้งแรกคือเกมบุกเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 ต่อมาคือค่ำคืนที่เสมอ มาเลเซีย 2-2 ก่อนตกรอบ จะเห็นได้ว่า ไม่มีนักเตะไทยคนไหนแสดงให้เห็นถึงความกระหายชัยชนะ เมื่อจวนตัวก็พยายามเล่นเซฟโซน บุคลิกเกลียดความพ่ายแพ้จึงสำคัญ โดยเฉพาะเกมเสมอมาเลเซีย 2-2 ผู้เขียนอยู่ในสนามและไม่อยากเชื่อว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลง นักเตะไทยหลายคนให้จมลึกลงไปในพื้นที่ปลอดภัย ไม่กล้าแสดงฝีเท้าที่แท้จริงผลที่ออกมาคือ ตกรอบ แบบเจ็บปวด โดย “โค้ชโชค” มั่นใจว่าทางแก้ของทีม “ช้างศึก” คาดว่าได้ถูกวางไว้แล้วจากการมาของ 4 ขุนพลไทยที่ค้าแข้งต่างแดนอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ที่ได้พิสูจน์แล้วว่า กว่าจะได้เป็นนักเตะตัวหลักกับสโมสรต่างประเทศ พวกเขาต้องกระหายชัยชนะขนาดไหน?
2.ความแตกต่าง
ปกเกล้า, ธนบูรณ์, สรรวัชญ์ และ ฐิติพันธ์ คือนักเตะในปรัชญาฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช นั่นคือ การควบคุม ทั้งผลการแข่งขัน วิธีเล่น, ดีเทลนักเตะ นำมาซึ่งผลการแข่งขันตามเป้าหมาย โดยวิถีฟุตบอลมันไม่จริงทั้งหมด เมื่อเกมแข่งมีเวลา 90 นาที พร้อมเงื่อนไขต่างสถานการณ์ของกฎประตูทีมเยือน การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จจึงไม่เกิดการพลิกแพลง แท็คติกจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนักเตะ เจ้าของฉายา “นกกระยางดำ” บอกว่า ด้วยฝีเท้าของแข้งไทยชุดนี้ถ้าให้เล่นเกมรุกก็ทำได้แบบไม่ขัดเขิน ความแตกต่างหนึ่งเดียวของไทยจึงมีตัวเลือกเพียง สุมัญญา ปุริสาย  แต่ด้วยเวลาและสถานการณ์ที่ถูกส่งลงไป จึงแทบเป็นเกมที่ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจ นอกจากประตูนำ 2-1 เท่านั้น  ฉะนั้นการค้นหานักเตะที่สร้างความแตกต่าง ก่อนฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียจะเริ่มขึ้น นอกเหนือจาก 4 นักเตะที่ค้าแข้งอยู่ต่างประเทศแล้ว เรายังจำเป็นต้องหา นักเตะอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม, ธีรเทพ วิโนทัย เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับทีมไทยทุกระดับการแข่งขัน จงอย่ามองข้ามเด็ดขาด
3.วิสัยทัศน์
หลังจบเกม โชคทวี พรหมรัตน์ ได้กล่าวว่า การสร้างสิ่งที่มองไม่เห็น หรือ “วิสัยทัศน์” ในการทำงานเป็นทีมจากนอกสนาม จะช่วยเสริมศักยภาพของนักบอลไทยให้ยกระดับได้ เช่น การยกให้เกมนั้นๆ สำคัญจนแพ้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นการกระตุ้นชั้นดี
การตั้งเป้าหมายสูงๆ และการสร้างสถานการณ์ที่พลาดไม่ได้ก็ควรมี เพราะคำพูดว่า “ไม่เป็นไร ยังไงก็แชมป์” ไม่ช่วยทีมฟุตบอลฮึดสู้จนวินาทีสุดท้ายได้ แต่การวางเป้าหมายว่า แชมป์เท่านั้น หรือสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ยกระดับทีมได้มากกว่า
โดยฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 จึงเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ คือการวางวิสัยทัศน์ที่ไกล และ ชัดเจน เพื่อให้ “ช้างศึก” ไม่หลงอยู่ในภวังค์ที่ว่า ไม่เป็นไร, นี่ระดับเอเชีย, แค่นี้พอแล้ว ซึ่งคำพูดทั้งหมดล้วนไม่ก่อให้เกิดปาฎิหาริย์
4.ทำการบ้านให้หนักขึ้น
ต่อจากนี้ฟุตบอลไทยจะเข้าสู่โหมดระดับเอเชียเต็มตัว การเตรียมทีมให้พร้อมและทำการบ้านให้หนักขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ที่ทีมไทยอยู่ในสายเอ ร่วมกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (เจ้าภาพ), อินเดีย, บาห์เรน ที่มองจากชื่อชั้นยกเว้นเจ้าภาพ ดูคุณภาพทีมจะใกล้เคียงกัน
กระนั้นหากวัดตามฟีฟ่า แรงกิ้ง มีตัวเลขวัดผลแบบสากล ทีมช้างศึก เป็นรองทุกทีม อย่างไรก็ตามด้วยความที่แต่ละทีมไม่ค่อยได้วัดฝีเท้ากันบ่อยนัก การรู้ซึ่งศักยภาพคู่ต่อสู้จึงจำเป็น
สำหรับเป้าหมายที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย วางไว้นั้น คือผ่านรอบแบ่งกลุ่มให้ได้สถานเดียว บวกกับระบบการแข่งขันที่เปิดโควตาอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม โอกาสที่ ทีมไทย จะเข้ารอบน็อกเอาต์จึงมีสูงขึ้น แต่การคว้าสิทธิ์เข้ารอบแบบอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ “ช้างศึก” ควรต้องทำให้ได้มากกว่าไปรอลุ้นระทึก
5.กองเชียร์ 100 เปอร์เซนต์
ถึงตรงนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากองกำลังแห่งกองเชียร์ไทยอีกแล้ว ที่จะทำให้ “ช้างศึก” เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โดย “โค้ชโชค” เชื่อว่า การให้การสนับสนุนทุกช่องทางจากแฟนบอลไทย เพื่อให้นักบอลไทยได้รู้ว่า พวกเขาไม่ได้เดินอย่างเดียวดาย เรียกร้อง ตะโกนเชียร์ เอาให้หนักก่อนเกม เชียร์ให้สุดใจ กระตุ้นพวกเขาระหว่างเกมไม่ให้ตกหลุมแห่งอารมณ์ และเมื่อจบเกมก็ปลุกกำลังใจพวกเขาให้ลุกขึ้นสู้ต่อ ,เมื่อทุกอย่างมาพร้อมกัน เชื่อว่า “ความฝัน” ที่แฟนบอลอยากจะเห็น “ช้างศึก” ก้าวไปในที่ที่ไม่เคยไป ก็จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

#ช้างศึก #เชียร์ไทยใช้ใจล้วนๆ #THAIFOOTBALL #ฟุตบอลไทย #บอลไทย #ทีมชาติไทย #changsuek #นักฟุตบอลทีมชาติไทย #นักบอลทีมชาติไทย #เชียร์ไทยไปให้สุดทุกแมตช์ #ฟุตบอลทีมชาติไทย #โชคทวีพรหมรัตน์

CR : แฟนเพจช้างศึก

อย่างน้อย 20 ปี! “สมยศ” ชี้ 3 ปี ไม่เพียงพอสานต่อ “ช้างศึก” สู่ระดับเอเชีย อ้อนแฟนบอลต้องใช้เวลา

นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ชี้ ระยะเวลาเพียง 3 ปี ไม่เพียงพอต่อการปั้น “ช้างศึก” สู่ระดับแนวหน้าของเอเชีย ไม่เคยเสียกำลังใจในการบริหารงาน พร้อมรับฟังเสียงแฟนฟุตบอลเสมอ 

“บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.ดร.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุมกับทีมโค้ช อย่าง มิโลวาน ราเยวัช เกี่ยวกับแนวทางการลุยศึกเอเชียน คัพ 2019 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต้นปีหน้า 

โดยเจ้าตัวระบุว่าการที่จะทำทีมชาติไทยให้ก้าวไปสู่ระดับเอเชีย ระยะเวลาที่ตนเข้ามาบริหารงานของสมาคมฯช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มันไม่พออย่างแน่นอน ยกตัวอย่างหลายชาติก่อนที่จะประสบความสำเร็จยังใช้เวลายาวนาน 30-40 ปี หรืออย่างน้อย 20 ปี ขึ้นไป 

“ผมคิดว่าสามปีมันไม่เพียงพอต่อการพัฒนาฟุตบอลหรอกครับ ผมบอกได้เลยว่า ถ้าอยากให้ฟุตบอลไทยมีมาตรฐานสูงเทียบเท่ากับระดับเอเชียได้ต้องใช้เวลาอีกน้อยๆ 20 ปี ก็ต้องรอดู มันคงไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาของผมแล้ว เพราะผมก็คงอยู่ทำงานได้อีกไม่กี่ปีก็ต้องยกให้เป็นโอกาสของคนรุ่นต่อไปที่จะมาทำงานสานต่อจากผม” บิ๊กอ๊อด เริ่มกล่าว 

“แต่ผมอยากจะทิ้งวิธีการพัฒนา ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดขึ้นเอง เพราะผมไม่ได้มีความรู้เรื่องฟุตบอล ผมก็ไปคัดลอกจากประเทศที่ประสบผลสำเร็จมาแล้วทั้งสิ้น และประเทศที่เขาประสบความสำเร็จเรื่องฟุตบอล เขาพัฒนากันมา 30-40 ปีนะครับ”

“ผมต้องขอออกตัวไว้ว่า ผมมาแค่สามปี ทำได้แค่นี้ ผมก็คิดว่าทำมาเยอะแล้ว ผมไม่เคยเสียกำลังใจ สิ่งที่แฟนบอลติติง ท้วงติง หรือแนะนำมา มันเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้น เพราะแฟนบอลทุกคนรักในทีมชาติไทย อยากเห็นทีมชาติไทยก้าวไปไกลกว่านี้ แต่ก็อยากเรียนว่ามันคงต้องใช้เวลา เพราะว่าช่วงเวลาที่ผ่านมามันไม่มีการวางรากฐาน

“ผมเข้ามาวางรากฐาน วันข้างหน้าคนที่เข้ามาทำต่อจากผมจะได้เดินบนถนนที่ทำด้วยคอนกรีต ไม่ใช่เดินบนถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ สิ่งที่ผมทำไว้ ทุกคนมาสานต่อได้ทันที” นายกส.ฟุตบอลไทย กล่าวทิ้งท้าย


CR : mgronline