เลือดมันข้น! 10 อันดับ นักเตะมุ่งสานต่อรอยเท้าผู้เป็นพ่อ!

ฟุตบอลเป็นกีฬาสำหรับครอบครัว จึงไม่แปลกเลยที่เด็กหลายคนจะถูกผู้ปกครองชักจูงเข้าไปให้รู้จักกับเกมอันแสนงดงามนี้

 

ฟุตบอลเป็นกีฬาสำหรับครอบครัว จึงไม่แปลกเลยที่เด็กหลายคนจะถูกผู้ปกครองชักจูงเข้าไปให้รู้จักกับเกมอันแสนงดงามนี้

ที่มา : https://www.ball2step.com/10-อันดับ-นักเตะเลือดข้น

มันเกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นพ่อจูงมือลูกเดินเข้าสเตเดียมหรือแม้แต่นั่งรอเกมเริ่มอยู่หน้าจอทีวีที่บ้านด้วยกัน ฟุตบอลมันเป็นอะไรที่คนหลายคนสามารถแบ่งปันและมีส่วนร่วม

แต่เหนือไปกว่านั้น คุณลองนึกภาพตัวเองได้เกิดมาเป็นลูกชายของสุดยอดนักเตะระดับโลกสิ แน่นอนเลือดมันจะต้องสูบฉีดให้คุณอยากเอาแบบอย่างไอดอลในวัยเด็ก หรือแม้แต่ผลักดันให้คุณอยากจะทะยานไปประสบความสำเร็จเหมือนที่ผู้เป็นพ่อได้ฝากไว้กับวงการ

หลายคนอาจจะมองว่า การที่มีพ่อเป็นนักฟุตบอลระดับโลกก็ย่อมได้เปรียบกว่าคนอื่นสิ ไหนจะคำแนะนำจากปากโดยตรง ไหนจะประสบการณ์หลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่หาจากไหนไม่ได้

แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า ในอีกมุมหนึ่งพวกเขาเหล่านั้นก็ต้องแบกความกดดันและความคาดหวังมหาศาลเอาไว้ เพราะถ้าคุณเลืกที่จะก้าวเข้ามาในเส้นทางนี้แล้ว หากห่วยหรือวันใดเกิดเหลวไหลขึ้นมา รับรองคุณจะต้องโดนจวกยับ แถมยังดูแย่เข้าไปอีกเมื่อถูกนำไปเปรียบกับเกียรติยศที่พ่อทำไว้

การที่ลูกจะสานต่อความสำเร็จของพ่อแน่นอนมันไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะได้เปรียบบ้าง แต่สุดท้ายมันก็ล้วนขึ้นอยู่กับตัวพวกเขาเองด้วย ว่าจะพาความฝันนั้นไปได้ไกลแค่ไหน

หนึ่งในตัวอย่างที่ดีคงหนีไม่พ้นแคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ที่สามารถยกถ้วยพรีเมียร์ ลีกได้เหมือนที่พ่อของเขาเคยทำ ว่าแต่ตอนนี้มีใครบ้างที่กำลังกัดฟันต่อสู้เพื่อให้วันนั้นเป็นจริง และนี่คือ 10 นักเตะดังของยุโรปที่มีอนาคตสดใสในการสานต่อรอยเท้าผู้เป็นพ่อ!

เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ | กองหน้า | โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ | 19 ปี

เราขอเริ่มกันที่นักเตะจอมพลังที่ย้อนกลับไปเพียง 1 ปีก่อน น้อยคนจริงๆที่จะรู้จักชื่อของเด็กคนนี้

เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอัลฟ์ อิงเก้ ฮาลันด์ อดีตนักเตะที่ใช้เวลาค้าแข้งส่วนใหญ่อยู่ในพรีเมียร์ ลีก โด่งดังกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ , และเป็นที่จดจำเมื่อครั้งเจ้าตัวทะเลาะเบาะแว้งกับรอย คีน จนเกือบขาหักเพราะกัปตันปีศาจแดงมาแล้ว

ในความโชคร้ายที่การเข้าปะทะครั้งนั้นส่งผลต่ออาชีพของเขาโดยตรง แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีของอัลฟ์ อิงเก้ ฮาลันด์ ที่เขาไม่ได้ถึงกับขาหักในวันนั้น อีกทั้งยังมีโชคชั้นที่สองหล่นทับอีก เมื่อลูกชายกำลังมีแววเด่นที่จะไปได้ไกลในเส้นทางลูกหนังกว่าผู้เป็นพ่อเสียอีก

ฮาลันด์แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับเร้ดบูลส์ ซัลส์บวร์กในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ซัดไปทั้งสิ้น 8 ประตู จนเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก สุดท้ายถูกตอบแทนความเฉียบขาดในสนามด้วยโอกาสในการย้ายไปเล่นในบุนเดสลีก้า กับโบรุสเซีย ดอร์มุนด์เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซัดไปแล้วถึง 7 ประตูในบุนเดสลีก้า ด้วยเวลาที่ใช้ไปเพียง 226 นาทีเท่านั้น รวมถึงอีก 1 ตุงในเดเอฟเบ โพคาล

จัสติน ไคล์เวิร์ต | ตัวริมเส้น | โรม่า | 20 ปี

จัสตินยังเหลือภารกิจมีมากมายให้พิสูจน์ตัวเอง และอาจจะหนักกว่าคนอื่นเสียหน่อย เมื่อเขาต้องเดินตามความยิ่งใหญ่ของ แพทริค ไคล์เวิร์ต หนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ขุนพลอัศวินสีส้มเคยมีมา

ปัจจุบันเจ้าตัวลงเล่นเป็นตัวหลักให้กับโรม่า และหวังว่าปีนี้จะเป็นปีที่น่าจดจำสำหรับเจ้าหนูวัย 20 ปี ถึงตอนนี้ไคลเวิร์ตยิงไปแล้ว 5 ประตูจากการสัมผัสเกม 17 นัด ซึ่งก็ถือว่าไม่น่าเกลียดเลยสำหรับปีกวัยหนุ่มที่โลดแล่นในลีกใหญ่อย่าง ซีเรีย อา

ทิม เวอาห์ | กองหน้า | ลีลล์ | 19 ปี

จอร์จ เวอาห์ ถูกแฟนบอลจดจำขึ้นใจกับการเป็นหนึ่งในแข้งจากแดนแอฟริกาที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวงการลูกหนัง ลงเล่นให้กับท็อปทีมของโลก อย่างเอซี มิลาน,เปแอสเช,และเชลซี รวมถึงประดับบารมีอย่างสมเกียรติด้วยรางวัลบัลลง ดอร์เมื่อปี 1995

จอร์จมีลูกชายชื่อทิม เวอาห์ที่ปัจจุบันเล่นให้ลีลล์ในลีกฝรั่งเศส หลังผ่านการบ่มเพาะจากศูนย์ศึกเยาชนของปารีส แซงต์แชกแมง อดีตต้นสังกัดของพ่อ โดยทิมเคยได้รับโอกาสสัมผัสเกมกับทีมชุดใหญ่ของเปแอสเชไปแล้ว 2 นัด อีกทั้งยังลงเล่นในสีเสื้อของทีมชาติสหรัฐอเมริกาไปแล้ว 8 เกมด้วยกัน

เฟเดริโก้ คิเอซ่า | ตัวริมเส้น | ฟิออเรนติน่า | 22 ปี

ในวัย 22 ปี คิเอซ่าน่าจะเป็นทายาทนักฟุตบอลที่โชกโชนบนพื้นสนามหญ้ามากที่สุดคนหนึ่งในลิสต์เราเลยก็ว่าได้ โดยเจ้าหนุ่มหน้าหล่อถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่ของทัพม่วงมหากาฬเมื่อปี 2016 แบกประสบการณ์ไม่น้อย ลงสนามไปแล้วถึง 132 เกม ยิงได้ 16 ประตู และยังมีผลงานติดทีมชาติอิตาลีทั้งหมด 17 เกมอีกต่างหาก

สำหรับคุณพ่อของเขาอย่าง เอ็นริโก้ คิเอซ่า ใช้เวลาพเนจรค้าแข้งกว่า 22 ปีกับสโมสรใหญ่มากมายในลีกแดนมะกะโรนี รวมไปถึงยอดทีมแห่งเมืองฟลอเรนซ์จากฟิออเรนติน่า เจ้าตัวก็เคยแวะเวียนมาในช่วงเวลาสั้นๆ

แม้ว่าเอ็นริโก้นั้นจะไม่ได้สัมผัสโทรฟี่อะไรมากมายนักในสมัยยังเป็นนักเตะ และมันก็ไม่สามารถที่จะย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ นอกเสียจากฝากความหวังให้ลูกชายอย่างเฟเดริโก้ ช่วยทำมันให้ถึงฝันด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น

ดาเนี่ยล มัลดินี่ | กองหน้า | เอซี มิลาน | 18 ปี

ยังคงอยู่ที่อิตาลีเหมือนเดิม แต่คราวนี้เราจะขยับขึ้นมาทำความรู้จักกับลูกชายของ เปาโล มัลดินี่ หนึ่งในปราการหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ติดตรงแค่ลูกชายของเขานั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อป้องกันประตู แต่กลับเปี่ยมไปด้วยสัญชาติญาณการกระซวกประตูคู่แข่งแทน

ดาเนี่ยล มัลดินี่ ปัจจุบันลงเล่นให้กับทีมชุดเยาวชนของปีศาจแดง และกำลังมุ่งมั่นที่จะสอดแทรกขึ้นมาเป็นขาประจำในทีมชุดใหญ่ ดั่งที่พ่อของเขาเคยกอบโกยทุกความสำเร็จในรัง ซาน ซิโร่มาแล้ว

เด็กหนุ่มรายนี้ส่งสัญญาณแห่งความเป็นสุดยอดหัวหอก ด้วยทักษาะการเลี้ยง,การจ่ายและการจบสกอร์ อีกทั้งยังเป็นกองหน้าประเภทไม่กลัวที่จะต้องลงไปล้วงบอลขึ้นมาเอง หรือแม้แต่การตื่นตัวที่จะช่วยเหลือเกมรับในยามจำเป็น เสมือนว่ามีใครสักคนสอนเขาให้ทำแบบนั้น…

มาร์คัส ตูราม | กองหน้า | โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค | 22 ปี

ถือว่าเป็นเคสคล้ายๆกับดาเนี่ยลเลยก็ว่าได้ สำหรับมาร์คัสที่ได้เดินตามรอยเท้าของพ่อแบบตรงเป๊ะเสียทีเดียว ซึ่งพ่อของเขาอย่าง ลิลิยอง ตูรามที่ครองสถิติเป็นนักเตะที่ติดธงตราไก่มากที่สุดในประวัติศาสตร์นั้นลงเล่นในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค ส่วนลูกชายอย่างมาร์คัสเลือกที่จะประจำในตำแน่งกองหน้า

หลังย้ายจากแก็งก็อง สโมสรในลีกเดอซ์ ฝรั่งเศสมาอยู่กับโบรุสเซีย มึเช่นกลัดบัคในซีซั่นนี้ ลูกชายของลิลิยองทำผลงานถือว่าดีเยี่ยม ซัดไปแล้ว 9 ประตูจากการลงเล่น 20 นัด

ว่าแต่มาร์คัสจะไปถึงฝันกับการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกตามรอยพ่อเขาได้หรือไม่? เวลาเท่านั้นคือคำตอบ..

จิโอวานนี่ ซิมิโอเน่ | กองหน้า | กายารี่ (ฟิออเรนติน่าปล่อมยืม) | 24 ปี

ลองนึกสภาพซิมิโอเน่คนลูกถูกพ่อติวเข้มในทุกๆวัน เหมือนที่ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ตะโกนใส่ลูกทีมแอตเลติโก้ มาดริดของเขาสิ ไม่แปลกจริงๆที่จิโอวานนี่จะเดินตามเส้นทางของเขามาถึงวันนี้ได้ ก็แหม่พ่อดุซะขนาดนั้น คงไม่ปล่อยลูกสะเปะสะปะแน่นอน

ปัจจุบันหัวหอกเลือดฟ้าขาวถูกฟิออเรนติน่าปล่อยให้กายารี่ยืมตัวใช้งาน และก็ทำผลงานได้น่าประทับใจเลยทีเดียว ส่งบอลไปซุกก้นตาข่ายได้ 5 ลูกจาก 15 นัดในลีก

ซึ่งหากว่าปีหน้าเขาได้กลับไปอยู่กับฟิออเรนติน่า ทีมจากเมืองฟลอเรนซ์ก็จะมีทายาทนักเตะอย่าง คิเอซ่าและซิมิโอเน่ อยู่ในทีมถึงสองคนเหมือนเดิม

แองกัส กันน์ | ผู้รักษาประตู | เซาท์แฮมป์ตัน | 24 ปี

แองกัสกำลังสร้างชื่อขึ้นมาให้เป็นที่รู้จักในพรีเมียร์ ลีก จากการที่นายทวารหนุ่มนั้นเป็นลูกชายของ ไบรอัน กันน์ อดีตจอมหนึบที่ครั้งหนึ่งเคยลงเฝ้าเสาให้ “นกขมิ้น” นอริช ซิตี้ถึง 390 นัด

ไบรอันถือว่าเป็นหนึ่งในตำนานจากยุคนั้นและวันหนึ่งลูกชายของเขาก็อาจจะเดินตามรอยไปเช่นกัน โดยแองกัส กันน์เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งของเขากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ไม่เคยได้รับโอกาสลงสนามเลยแม้แต่นัดเดียว ก่อนถูกส่งยืมตัวไปหาประสบการณ์ที่ที่ซึ่งพ่อของเขาได้สร้างตำนานไว้อย่าง นอริช ซิตี้ จนสุดท้ายได้มาปักหลักกับเซาท์แฮมป์ตัน

นอกจากนี้กันน์ยังติดทีมชาติอังกฤษในชุดเยาชนขึ้นมาแทบจะทุกชุด และก็มีโอกาสที่วันหนึ่งเจ้าตัวจะถูกเรียกทีมทัพสิงโตคำรามชุดซีเนียร์ในเร็วๆนี้อีกด้วย นับว่านี่คือหนึ่งในผู้รักษาประตูอนาคตไกลของวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีเลยทีเดียว

ยานิส ฮาจี้ | กองกลางตัวรุก | เกงค์ | 21 ปี

ยานิส เป็นลูกชายของ จอร์จี้ ฮาจี้ แข้งฉายามาราโดน่าแห่งคาบสมุทรบอลข่าน ปัจจุบันลงเล่นให้กับเกงค์ในลีกเบลเยี่ยม ฉายแววมีอนาคตอันน่าจับตามองออกสตาร์ทให้ต้นสังกัดไปแล้ว 19 นัดในทุกรายการ

โดยยานิส เกิดที่ตุรกี ช่วงที่พ่อของเขาค้าแข้งกับ กาลาตาซาราย เขายิงประตูในการเล่นอาชีพกับวิโตรุล ได้ตั้งแต่อายุ 16 ก่อนย้ายไปร่วมทีม ฟิออเรนติน่า ในปี 2016 แต่ได้ลงสนามในเซเรีย อา เพียงแค่ 2 นัดเท่านั้นจึงย้ายกลับมาเล่นในบ้านเกิดกับสโมสรเดิม

ซึ่งแม้ว่าจะได้รับความสนใจจากทีมใหญ่อย่างดอร์ทมุนด์และบาร์เซโลน่า แต่การที่เจ้าตัวมองว่ายังเป็นช่วงเวลาและปัจจัยหลายๆอย่างที่ยังไม่พร้อม บวกกับต้องการลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สุดท้ายเลือกลงเอยกับเกงค์ในที่สุด

จิโอ เรย์น่า | กองกลางตัวรุก | โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ | 18 ปี

ความพิเศษของจิโอที่ทำให้เขาต่างจากคนอื่น คือเขาเป็นเด็กหนุ่มที่ได้รับสายเลือดแห่งความเป็นฟุตบอลมาอย่างเต็มตัวจากทั้งพ่อและแม่

เคลาดิโอ เรย์น่า พ่อแท้ๆของเขา ในอดีตเคยลงเล่นให้ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ,เรนเจอส์,และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขณะที่ ดาเนี่ยลเล่ ผู้เป็นแม่ ก็เคยเป็นนักฟุตบอลในระดับที่ติดทีมชาติสหรัฐอเมริกาชุดหญิงมาแล้ว

ปัจจุบันเรย์นาฝากอนาคตไว้กับ ทัพเสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดกับอนาคตที่เด็กหนุ่มคนนี้อาจก้าวขึ้นมาเป็นยอดนักเตะจากแดนลุงแซมที่จะเฉิดฉายในเวทีระดับโลกคนต่อไป และด้วยตำแหน่งและเลือดมะกันทำให้ จิโอ ได้รับการยกย่องว่าจะเป็น “นิว พูลิซิช” เลยทีเดียว

โดยล่าสุด จิโอ เรย์น่า ได้สร้างชื่อ กลายเป็นแข้งอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในรายการเดเอฟเบ โพคาล ที่ 17 ปี 83 วัน ยิงได้ในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ บุกพ่าย เบรเมน 2-3 เมื่อวันที่ 4 ก.พ.ที่ผ่านมา

วิเคราะห์ 5 เส้นทางหวังชุบชีวิต “คูตินโญ่” ซัมเมอร์นี้ – Ball2StEP

เส้นทางอาชีพของแข้งชาวบราซิลต้องชะงักลงหลังย้ายจากลิเวอร์พูลมาอยู่ที่บาร์เซโลน่าเมื่อเดือนมกราคม 2018 และเขาก็แทบจะเค้นฟอร์มเก่งทั้งในลา ลีก้าและบุนเดสลีก้าไม่ออก

ช่วงที่พีคสุดขีดของเขาคือสมัยที่อยู่กับหงส์แดง แต่เขาไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับอดีตกุนซือ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ และถูกส่งให้บาเยิร์นยืมตัวจนจบฤดูกาลนี้

จนถึงบัดนี้บาเยิร์นก็ยังไม่มีทีท่าที่จะยื่นข้อเสนอซื้อตัวแบบถาวร และกับค่าตัวเพียง 67 ล้านปอนด์ในซัมเมอร์ที่จะถึงนี้ ทำให้หลายทีมสนใจในตัวคูตินโญ่

และนี่คือ 5 เส้นทางที่เป็นไปได้สำหรับแข้งชาวบราซิเลี่ยนรายนี้

ที่มา: วิเคราะห์ 5 เส้นทางหวังชุบชีวิต “คูตินโญ่” ซัมเมอร์นี้ – Ball2StEP

เชลซี มีแผนอะไร? ทำไมตลาดมกราถึงเงียบเหมือนป่าช้า

   ผมจะมาวิเคราะห์าสาเหตุ เชลซี ไม่เสริมทัพช่วงตลาดมกราคมนี้กันนะครับ แม้กระทั้งป๋าแลมพ์เองก็ยังออกมาอาการน้อยใจส่งสารอะไรบ้างอย่างถึงบอร์ดบริหารของทีมรึป่าว?

มันเกิดอะไรขึ้นกับ เชลซี? ทำไมพวกเขาถึงไม่เสริมใครเลยนับตั้งแต่ตลาดซัมเมอร์ปีที่แล้วที่ถูกแบนโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) จนมาตลาดซื้อ-ขายนักเตะเดือนมกราคมนี้ เป็นครั้งแรกที่ สิงห์บลู สามารถซื้อแข้งหน้าใหม่เข้าทีมได้ แต่แล้วก็ไร้วี่แววนักเตะชูเสื้อสีน้ำเงินแม้แต่สักคนเดียว

   ผมจะมาวิเคราะห์าสาเหตุ เชลซี ไม่เสริมทัพช่วงตลาดมกราคมนี้กันนะครับ แม้กระทั้งป๋าแลมพ์เองก็ยังออกมาอาการน้อยใจส่งสารอะไรบ้างอย่างถึงบอร์ดบริหารของทีมรึป่าว?

   “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เซ็นสัญญากับนักเตะระดับโลก ส่วนทีมอื่นๆ ที่มีอันดับใกล้เคียงกับเรา อย่างเช่น เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ก็ทำการเสริมทัพที่ยอดเยี่ยมได้ในบางราย สาเหตุที่ คริส ไวล์เดอร์ มีผลงานที่ยอดเยี่ยมมันก็เป็นเพราะเขาทำงานร่วมกับนักเตะหลายคนในชุดนี้มาหลายปี แล้วตอนนี้พวกเขายังเสริมทัพในจุดที่พวกเขาคิดว่าจำเป็นต้องเสริมทัพได้อีก ขณะที่ ท็อตแน่ม ก็เซ็นสัญญากับนักเตะบางรายเหมือนกัน และพวกเขาก็ไม่ได้อยู่ห่างจากเรามากเท่าไหร่เช่นกัน”

 

แลมพาร์ด

“ที่ผมมาพูดแบบนี้ไม่ใช่เพราะอยากทำให้เราหดหู่หรอกนะ เพราะเราเป็นอันดับ 4 โดยที่ทิ้งห่างอยู่ 6 แต้ม แต่จากมุมมองของผมน่ะ ตอนนี้เราอาจจะเป็นรองทีมอื่นๆ แล้ว เพราะบรรดาทีมที่อยู่ใกล้กับเราได้ทำการเสริมทัพกันอย่างเต็มที่ นั่นคือข้อเท็จจริง” แลมพ์ร่ายยาว

  1. ต้องการสตาร์ดังระดับโลก 
    ด้วยการทำทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เน้นปั้นดาวรุ้งวางรากฐานของทีมให้มีความมั่นคง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เจ้าตัว แฟร้งค์ เองก็อยากได้นักเตะระดับท็อปมาเสริมความแข็งแกร่งให้มากยิ่งขึ้น โดยเล็งไว้ 2 ตัวก็คือ เอดินสัน คาวานี่ หัวหอก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ที่ใกล้จะหมดสัญญากับต้นสังกัด ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร เหมือน สิงห์บลู จะคิดว่าแพงเกินไป รอช่วงลดราคาตลาดเปิดรอบหน้าดีกว่าคาวานี่ต่อไปอีกคนที่มีข่าวก็คือ ดรีส เมอร์เท่นส์ ดาวยิงจาก นาโปลี ที่ตอนนี้ตกเป็นผู้เล่นสำรอง แต่อย่างไรก็ตาม นาโปลี มีฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่อยู่ตอนนี้เลยไม่ได้ปล่อยให้ เชลซี มาง่ายๆแน่นอน ซึ่งรอตลาดซื้อ-ขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้น่าจะดีกว่า

    ดรีส เมอร์เท่นส์

  2. บอร์ดบริหารคิดว่ายังไม่ถึงเวลา 
    สาเหตุที่บอร์ดบริหารของ สิงห์บลู คิดแบบนี้ก็เพราะว่าแข้งหลักยังอยู่กันครบถ้วนหน้า ส่วนคนที่เจ็บก็ต่างกลับมาลงช่วยทีมได้เกือบหมดแล้ว เลยรอเก็บตังไว้ซื้อนักเตะบิ้กดีลช่วงซัมเมอร์หน้าคงจะคุ้มกว่า เพราะช่วงกลางซีซั่นหลายคนต่างก็รู้ว่าไม่มีทีมไหนอยากจะปล่อยหรือขายนักเตะตัวเองออกจากทีม
  3. บารมีกุนซือยังไม่พอดึงดูดแข้งดัง
    ถ้าให้พูดถึง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ตอนที่ยังเป็นนักเตะแล้วละก็ ถือเป็นตำนานคนหนึ่งเลยของ เชลซี ที่ช่วยพาทีมทำผลงานที่ยอดเยี่ยมเรื่อยมาก่อนจบอาชีพค้าแข้งด้วยการแขวนสตั๊ด และเปลี่ยนแนวทางอาชีพเป็นผู้จัดการทีมอย่างเต็มตัวแฟร้งเปิดตัวด้วยการคุม ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ด้วยสัญญา 3 ปี เมื่อปี 2018/19 แต่ด้วยฝีมือในการคุมทีม แกะขาว ที่โดดเด่น ทำให้บอร์ดบริหารของ เชลซี ซึ่งตอนนั้นต้องการนายใหญ่คนใหม่พอดี ดึงตัว แฟร้งค์ คุมทัพ สิงโตน้ำเงินคราม นับตั้งแต่นั้นมาถึงตอนนี้

    เขาพา เชลซี โชว์ผลงานได้ดีระดับหนึ่ง แต่ยังไม่พอที่จะยั่วยวนให้นักเตะสตาร์ดังอยากมาร่วมงานด้วย อย่างไรก็ตามป๋าแลมพ์ต้องรีบพิสูจน์ตัวเองว่าเก๋าพอที่จะพา สิงห์บลู ไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้ก่อนถึงตลาดซื้อ-ขายช่วงซัมเมอร์

อ่านเกมออก!! 5 แผนการเล่นที่นิยมที่สุดในวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน

วิเคราะห์แผนการเล่นที่เหล่ายอดกุนซือนิยมใช้ รวมทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

อ่านเกมส์ออก!! 5 แผนการเล่นที่นิยมที่สุดในวงการฟุตบอลยุคปัจจุบัน

Large 0d322be2aa83e4089132ee2cc0b883023836144e

ถ้าจะพูดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกีฬาฟุตบอล และเป็นที่โต้แย้งของเหล่าแฟนบอลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งนั้นย่อมหนีไม่พ้นการถกเถียงเรื่องการใช้และประสิทธิภาพของแผนการเล่นในสนาม ซึ่งแน่นอนไม่มีทางที่เราจะได้คำตอบที่ดีที่สุดหรือถูกต้องที่สุดหรอก จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีแผนการเล่นที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จมากมาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปย่อมมีการเปลี่ยนแปลงในการเลือกใช้ของเหล่าโค้ชจากแผนหนึ่งสู่อีกแผนหนึ่ง หรือแม้กระทั่งพยายามที่จะคิดค้นแผนการเล่นใหม่ๆด้วยเช่นกัน

ด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดในวงการนี้ ทำให้ความรู้และการคิดค้นสิ่งใหม่ๆเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ทำให้กีฬาชนิดได้ได้พัฒนาไปข้างหน้าอยู่เสมอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหล่าโค้ชนั้นสามารถปรับ หรือแม้กระทั่งผสมแผนการเล่นเข้าการเล่นเข้าด้วยกัน เพื่อความได้เปรียบของทีมในการแข่งขันกันคู่แข่งที่ใช้แผนการเล่นและนักเตะในรูปแบบที่แตกต่างกันไป

และนี่คือเหล่าแผนการเล่นที่ผู้จัดการทีมมากมายนิยมใช้กันในฟุตบอลยุคปัจจุบัน รวมทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละแผนด้วย

1. 4-4-2

แหล่ง: images.performgroup.com

นี่เป็นหนึ่งในแผนที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้กันอยู่ในโลกฟุตบอลปัจจุบัน เราอาจจะคุ้นตากับแผนนี้ของเหล่าทีมในลีกอังกฤษ แต่ยังมีทีมอีกมากมั้ยทั่วทุกมุมโลกที่ที่เคยผ่านการใช้แผนการเล่นนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ไม่ว่าจะแผนการเล่นแบบไหน ก็ย่อมมียุคทองในการได้รับความนิยม และเมื่อเวลาผ่านไปก็ย่อมมีวันผ่านจุดนั้นไปเช่นกัน สำหรับการเลือกใช้แผน 4-4-2 ของเหล่าผู้จัดการทีมในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับทีมใหญ่ๆซึ่งมีเป้าหมายที่ต้องการประสบความสำเร็จในระดับสูงแล้ว มันเหมือนเป็นการยอมแพ้กลายๆเมื่อผู้จัดการใช้แผนการเล่นนี้ เพราะเหมือนมันแสดงออกมาว่าเขาไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของเหล่านักเตะของตัวเองในการที่ใช้แผนการเล่นที่มีความซับซ้อนมากกว่านี้เพื่อการครองเกมส์

4-4-2 เป็นแผนการเล่นที่ง่ายต่อความเข้าใจและนำไปปรับใช้ ซึ่งหมายถึงในเหล่าทีมทีมีการฝึกฝนที่ดีแล้วย่อมสามารถประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงด้วยการใช้แผนนี้ แต่สิ่งที่แผนนี้ขาดไปก็คือความหลากหลายและความยากในการดักทางของเส้นทางการจ่ายบอล ซึ่งจะมีมากกว่าในแผนการเล่นที่ทันสมัยและมีความคิดที่ก้าวหน้ากว่า

ทีมที่มักจะใช้แผนการเล่นนี้ได้แก่ แอตเลติโก้ มาดริด, เลสเตอร์ ซิตี้ ,โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค และเอซี มิลาน(ในยุค1987-1991)

■จุดแข็ง

การมีผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าถึง 2 คนนั้น ช่วยให้แผงกองกลางและกองหลังใช้เวลาในการครองบอลน้อยลง เพื่อที่จะหาช่องทางการลำเลียงบอลไปยังแดนหน้าเพื่อหาตำแหน่งที่อันตรายในการโจมตีทีมคู่แข่ง ซึ่งแตกต่างจากแผนการเล่นที่กองหน้าตัวเดียว กองหน้าตัวเป้าในแผนนี้สามารถพาบอลขึ้นไปข้างหน้าโดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากแผงกองกลาง และด้วยเหตุผลนี้ทำให้ทีมที่เลือกใช้แผน 4-4-2 สามารถปรับไปใช้การขึ้นบอลทางด้านกว้างของสนามได้ ในกรณีที่มีจำนวนกองกลางน้อยกว่าทีมคู่แข่ง

การใช้ตำแหน่งกองกลางในด้านกว้าง 2 คนนั้นคล้ายกับการมีผู้เล่นในตำแหน่งฟูลแบ็คของแผนการเล่นอื่น ซึ่งช่วยเอื้อในการสร้างสรรค์เกมส์ในด้านกว้าง และยังสามารถเปิดบอลระยะไกลเข้าไปในกรอบเขตโทษได้อีกด้วย โดยปกติการบุกทางด้านข้างด้วยตำแหน่งปีกนี้ทำให้แผงหลังทีมคู่แข่งมัวแต่กังวลกับการรับมือการโจมตีจากด้านข้าง จนเกิดช่องว่างในตอนกลางของสนามทำให้กองหน้า 2คนของทีมสามารถหาจังหวะการเคลื่อนที่และเข้าทำประตูได้ง่ายขึ้น

และจากแผนการเล่นที่มีโครงสร้างในการยืนตำแหน่งและการเคลื่อนที่ๆเข้าใจได้ง่าย ทำให้ไม่ว่าแผนการหลักของแต่ละทีมคือแผนไหนก็สามารถปรับเปลี่ยนมาใช้ 4-4-2 เมื่อถูกกดดันอย่างหนักจากทีมคู่แข่ง เพื่อตั้งรับให้ลึกมากขึ้นเข้ามาในแดนของตัวเองได้

แหล่ง: footballindetail.files.wordpress.com

■จุดอ่อน

ความง่ายในการคาดเดาและโครงสร้างที่ขาดความยืดหยุ่นเป็นปัญหาที่ตามมาในการใช้แผนนี้ จะเกิดความกดดันอย่างสูงในมิดฟิลด์คู่กลางทั้งในการทำเกมบุกและเกมรับอย่างเห็นได้ชัด ด้วยการมีมานานของแผนนี้ ทำให้มีการค้นพบจุดอ่อนมากมายในการเอาชนะได้ รวมทั้งเป็นการง่ายที่ผู้เล่นในกราฟข้างจะบุกอย่างเพลิดเพลินจนขาดวินัยในการลงมาช่วยเกมรับ

การมีมิดฟิลด์ตัวกลางเพียงแค่ 2 คน ทำให้เป็นการยากที่ทีมจะเก็บบอลไว้ในแดนกลางเมื่อต้องเล่นกับทีมที่มีมิดฟิลด์ตัวกลางถึง 3 คน อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่คุณจะเห็นว่าหนึ่งในคู่กองจะถอดลงมาช่วยแผงกองกลางในการเล่นเกมรับหรือการต่อบอล

ในการแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ ทีมที่ใช้แผน4-4-2 จะฝึกให้มิดฟิลด์คู่กลางเล่นคู่กันอย่างรัดกุมในเกมรับ รวมทั้งใช้ความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละคนในการทำเกมรุก และหน้าที่อีกหนึ่งอย่างที่ต้องทำเสมอสำหรับมิดฟิลด์คู่กลาง คือการตัดบอลหรือตัดเกม เพื่อป้องกันอันตรายจากการบุกที่จะเข้าไปถึงแผงกองหลัง อย่างไรก็ตามนั่นทำให้เมื่อมิดฟิลด์คู่กลางต้องลงไปเล่มเกมรับแล้ว ทำให้การลำเลียงบอลสร้างจังหวะเกมรุกนั้นก็เหลือสามารถคาดเดาได้ว่าจะต้องเป็นจ่ายบอลออกไปให้ผู้เล่นที่อยู่ทางด้านกว้างของสนาม

แผนการเล่นไหนที่ 4-4-2 จะสามารถเอาชนะได้?

เราไม่อาจฟันธงได้ แต่มีผลการแข่งขันให้เห็นมาแล้วมากมายสำหรับทีมที่เล่นเกบุกอย่างอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เกิดช่องว่างมากมาย ซึ่งทำให้ทีมคู่แข่งที่ใช้แผนนี้สามารถฉวยโอกาสโต้กลับเร็วและทำให้เกิดประตูได้ในไม่กี่จังหวะ

2. 4-3-3

แหล่ง: u.goal.com

แผนการเล่นนี้เป็นแผนที่ใช้กันมาอย่างยาวนานสำหรับทีมยักษ์ใหญ่ของสเปนอย่างบาร์เซโลน่า ตั้งแต่ยุคโททอลฟุตบอลของโยฮัน ครัฟ ตามมาด้วยลูกศิษย์อย่างแฟรงค์ ไรจ์การ์ด จนมาถึงยุคของเป๊ป กวาดิโอล่าและหลุยส์ เอนริเก้ในปัจจุบัน ซึ่งแผนเป็นเหมือนแผนพื้นฐานที่เด็กๆทุกคนที่ผ่านศูนย์ฝึกเยาวชนลามาเซียของบาซ่าต้องเข้าในกันเป็นอย่าง ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเด็กคนไหนถูดดัรขึ้นมาเล่นในชุดใหหญ่ก็สามารถปรับตัวในการเล่นกับรุ่นพี่ได้ไม่ยากนัก

แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่ผ่านมาของบาซ่า นอกจากแผนการเล่นนี้แล้ว ยังคงถูกผสมผสานด้วยความสามารถของผู้เล่นชั้นเยี่ยมมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น ชาบี้ เฮอร์นันเดส, โรนัลดินโญ่, อันเดรส อิเนียสต้า และลีโอเนล เมสซี่ เป็นต้น ซึ่งการผสมผสานของรูปแบบการเล่นและความสามารถของนักเตะเหล่านี้นั้น ยังก่อให้ประโยชน์แก่ทีมจากความสามารถในด้านการจ่ายบอล, การเคลื่อนที่ไปกับบอล และการเคลื่อนที่โดยไม่มีลูกบอล ซึ่งช่วยสร้างเกมอันตื่นตาตื่นใจและโอกาสการทำประตูมากมายอีกด้วย

ทีมที่นิยมใช้แผนนี้ ได้แก่ บาร์เซโลน่า, โรม่า, ยูเวนตุส(ในบางนัด), เซลต้า วีโก้ และเชลซี(ในยุค2004-2006)

■จุดแข็ง

ด้วยการยืนตำแหน่งของกองหน้าทางด้านข้างซึ่งทีการยืนตำแหน่งที่กว้างมากกว่าปกติ ทำให้ทีมสามารถกดดันฟูลแบ็คของทีมคู่แข่งได้เป็นอย่างมาก ซึ่งตราบใดที่ผู้เล่นในตำแหน่งนี้มีสามารถยืนตำแหน่งในจุดที่ดีแล้ว สามารถช่วยกดดันให้ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างไม่กล้าที่จะเติมเกมบุกมากนัก นั่นส่งผลให้มิติในเกมบุกของทีมคู่แข่งก็จะน้อยลงไปด้วย

ส่วนการเล่นด้วยมิดฟิลด์ตัวกลางถึง 3 คนนั้น สามารถแบ่งได้เป็น ตัวรับ1 คน และอีก 2 คนซึ่งเล่นเกมรุกและเชื่อมเกมสามารถมีอิสระในการทำเกมได้โดยไม่ต้องห่วงเกมรับ และอีกมิติของเกมรุกคือการเติมเกมของฟูลแบ็ค ซึ่งเมื่อแผงกองกลางสามารถเก็บบอลไว้ได้นานพอ ที่จะมีช่องเปิดให้ฟูลแบ็คสามารเติมเกมขึ้นมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการทำประตูของผุ้เล่นในเกมรุกได้อีกด้วย

แผนนี้ยังสามารถปรับให้เน้นเกมรับยิ่งขึ้นได้ ด้วยการเปลี่ยนการยืนตำแหน่งเป็น 4-1-4-1 ในกรณีที่โดนเกมบุกของทีมคู่แข่งกดดันอย่างหนัก

แหล่ง: static.goal.com

■จุดอ่อน

การจะใช้แผนนี้ให้ประสบความสำเร็จนั้น คุณจำเป็นต้องมีผู้เล่นมีสามารถคิดเร็วทั้งในด้านการหาตำแหน่งและการมีส่วนร่วมกับทีม

การมีส่วนร่วมอย่างมหาศาลของตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ที่จำเป็นจะต้องมีส่วนร่วมกับการครองบอลและการต่อบอลของทีมอยู่เป็นประจำ รวมถึงการจ่ายบอลไปยังด้านข้างเพื่อเพิ่มมิติในเกมรุกอีกด้วย การเลือกผู้เล่นที่เหมาะกับตำแหน่งนี้จึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ทีมประสบความสำเร็จด้วยการใช้แผนนี้ ตัวอย่างเช่น ซามูเอล เอโต้(สมัยเล่นกับบาร์เซโลน่า), ดีดิเย่ ดรอกบา(สมัยเล่นกับเชลซี) และ หลุยส์ ซัวเรส(ที่เล่นกับบาร์เซโลน่าปัจจุนบัน) เป็นต้น ซึ่งพวกเขาเป็นกองหน้าเพียงไม่กี่คนในโลกที่สามารถเล่นได้ดีในตำแหน่งนี้ เมื่อต้องต่อกรเหล่ากองหลังระดับโลก

อีกหนึ่งส่วนที่มีความคล้ายคลึงกันของเหล่าทีมที่ประสบความสำเร็จด้วยแผนนี้ คือการมีสุดยอดกองกลางตัวรับ ไม่ว่าจะเป็นโคล้ด มาเกเลเล่, ฮาเบีย มาสเคราโน่ หรือ เซอร์จิโอ้ บุสเก็ต ซึ่งผู้เล่นเหล่านี้คือคนที่สามารถเก็บกวาดบอลด้านหน้าแผงกองหลังเพื่อให้กองกลางเพื่อนร่วมทีมคนอื่นทำเกมรุกได้อย่างเต็มที่ และถ้าเกิดเพื่อนร่วมทีมรู้สึกขึ้นมาเมื่อใด ว่าไม่สามารถเชื่อใจกองหน้าตัวเป้าหรือกองกลางตัวรับได้แล้ว ระบบทีมทั้งหมดจะพังทลายแน่นอนจากการขาดความเชื่อมั่นในตำแหน่งที่สำคัญนี้

แผนการเล่นไหนที่ 4-4-3 จะสามารถเอาชนะได้?

คำตอบคือ 4-4-2 เนื่องจากมิดฟิงด์ตัวกลางที่มีมากกว่าทำให้สามารถครองบอลและทำเกมรุกได้ง่ายกว่า ในขณะที่ผู้เล่นในด้านกว้างมีความสามารถพร้อมที่จะกดดันฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้าง ทำให้สามารถทำเกมบุกได้จากทุกทิศทางของสนาม

3. 4-2-3-1

แหล่ง: u.goal.com

ในปัจจุบันนี้เราแทบจะเห็นได้ว่าสโมสรมากมายได้ปรับเปลี่ยนมาใช้แผนการเล่นนี้ รวมทั้งทีมใหญ่ๆในอังกฤษ, สเปน และเยอรมัน โดยทีมที่นิยมใช้แผนนี้อยู่บ่อยๆ ได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปารีส แซง-แชร์กแมง และเรอัล มาดริด

■จุดแข็ง

การจ่ายบอลเป็นรูปสามเหลี่ยมสามารถทลายเกมรับของทีมคู่แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการจ่ายบอลแบบแนวตรง ซึ่งนั่นเป็นที่มาของแผนการเล่นนี้ มิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน และมิดฟิลด์ตัวรุกอีก 1 คนช่วยกันประสานงานเพื่อสร้างสรรค์เกมโดยการจ่ายบอลไปในรูปแบบและทิศทางต่างๆ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการจ่ายบอลเป็นแนวตรงของระบบ 4-4-2

การใช้แผนนี้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เสียเรียบในเรื่องจำนวนของกองกลางในสนาม ซึ่งแผนนี้มีความยืดหยุ่นในการเคลื่อนตัวของมิดฟิลด์ตัวรุกในทุกทิศทาง ทั้งในการถอยลงมาช่วยเกมรับ รวมทั้งการเล่นเกมรุกทั้งในด้านการทะลุทะลงตรงกลางสนามและขยับไปช่วยเกมทางด้วยข้าง ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนของผู้เล่นในเกมรุกยังหมายถึงความได้เปรียบในการทำเกมบุกเพื่อทำประตูคู่แข่ง และยังมีกองกลางอีก 2 คนที่คอยช่วย ในกรณีที่โดนเกมโต้กลับเร็วของคู่แข่ง

และด้วยการสนับสนุนที่มีมากมายจากกองกลาง ในการทำเกมหรือป้อนบอลไปสู่กองหน้า ทำให้ผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าของแผนนี้ มีโอกาสทำประตูอย่างมากมาย

แหล่ง: static.sportskeeda.com

■จุดอ่อน

บางครั้งการทุ่มเทของผู้เล่นบางคนก็อาจสร้างปัญหาให้กับทีมที่ใช้แผนนี้ได้ ซึ่งอาจสร้างความสับสนในทิศทางการจ่ายบอลและสร้างความมึนงงให้กับผู้เล่นเกมรับทั้งหมด อย่างที่เห็นได้จากตัวอย่างจากการที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เซทบอลจากกองหลัง โดยเริ่มจากดาเล่ บลิน ซึ่งในตอนนั้นเล่นเป็นเซนเตอร์แบ็ค

อีกเรื่องหนึ่งก็คือความกดดันของผู้เล่นเกมรุก ที่จำเป็นต้องเล่นเกมให้เร็วมากพอที่จะส่งผลให้ผู้เล่นกองกลางและฟูลแบ็คของคู่แข็งไม่สามารถลงมาตั้งโซนเล่นเกมรับได้ทัน ซึ่งนั่นส่งผลให้การเร่งจังหวะอาจทำให้เสียบอลได้ รวมทั้งทำให้สภาพร่างกายของนักเตะอ่อนล้าเร็วขึ้นอีกด้วย

นักเตะเกมรุกยังต้องมีหน้าที่รับผิดชอบมากขึ้นอีก ด้วยการไล่บอลแผงหลังของคู่แข่งไม่ให้จ่ายบอลได้อย่างง่ายดาย และนี่ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นระหว่างผู้จัดการทีมกับนักเตะในบางกรณี เช่นในกรณีของโฆเซ่ มูรินโย่และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่เรอัล มาดริด ซึ่งโรนับโด้ไม่เห็นด้วยกันการที่มูริโย่ให้เค้าไล่บอลกองหลังฝั่งตรงข้ามรวมทั้งลงมาช่วยเล่นเกมรับของทีม ซึ่งมูรินโย่ต้องการให้โรนัลโด้ลงมาช่วยทีมเนเกมรับในบางจังหวะ

แผนการที่ 4-2-3-1 เหมาะสำหรับใช้ในการลงแข่งด้วย?

คำตอบคือ 4-4-2 การจ่ายบอลเป็นสามเหลี่ยมในแดนกลางของแผนนี้จะสามารถสร้างให้ 4-4-2 ได้เป็นอย่างมาก และในอีกด้านหนึ่งรูปแบบการยืนของแผงกองกลางของ 4-4-2ที่เป็นเส้นตรงนั้น ยากที่จะเจาะเกมรับของแผนนี้เข้าไปเพื่อทำประตู

4. 4-5-1 หรือ 4-1-4-1

แหล่ง: i1.wp.com

ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการแพคแผงกองกลางให้แต่เพื่อลดช่องว่างในเกมรับ และต้องการครองบอลไว้ ซึ่งทำให้เป็นการยากต่อคู่แข่งที่จะเจาะเกมรับเข้าไปได้ แผนนี้จึงมักถูกใช้บ่อยๆเมื่อผู้จัดการทีมต้องการหลีกเลี่ยงความพ่ายแพ้ในฟุตบอลถ้วยที่มีการแข่งขันแบบแพ้ตกรอบ

สิ่งที่ได้รับคือเกมรับที่แข็งแกร่งและสามารถควบคุมจังหวะของเกมเอาไว้ได้ แต่สิ่งที่ต้องเสียไปคือความสามารถในการทำเกมรุก เพราะผู้เล่นในแผงกองกลางมีหน้าที่หลักคือการช่วยกันปิดช่องว่างของทีมเพื่อหยุดการทำเกมรุกของทีมคู่แข่ง

4-1-4-1 เป็นแผนที่ปรับมาจาก 4-5-1 อย่างไรก็ตาม แผนทั้งสองแผนที่กล่าวมานี้ ได้รับอิทธิพลมากแนวคิดการใช้ผู้เล่นมิดฟิลด์ตัวกลาง 3 คนในการเดินเกมซึ่งเป็นที่นิยมกันในฟุตบอลยุคปัจจุบัน ทีมที่เราเห็นใช้แผนนี้อยู่เป็นประจำคงหนีไม่พ้นทีมที่ต้องหนีตกชั้นอยู่เป็นประจำอย่างซันเดอร์แลด์ และก็มีทีมอย่างนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดและนอร์วิส ซิตี้ ที่ใช้เป็นบางครั้ง

แหล่ง: 1l96uyvnit-flywheel.netdna-ssl.com

■จุดแข็ง

ด้วยการวางผู้เล่นตรงกลางสนามไว้ถึง 5 คน ส่งผมให้ทีมที่ใช้แผนนี้สามารถครองได้มากอย่างแน่นอน และในบางครั้งคุณคงเคยเห็นว่า บางทีมให้กองหน้าถอยต่ำลงมาช่วยเกมรับด้วย ทำให้เปรียบเสมือนแผนเปลี่ยนไปเป็น 4-6-0 ซึ่งทำให้ทีมคู่แข่งยากที่จะเจาะเข้าไปได้

หรือการปรับระบบเพื่อเล่นเกมรุกมากขึ้นก็เป็นไปได้เหมือนกัน โดยการดันมิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คน ขึ้นไปไปช่วยทำเกมรุกสนับสนุนกองหน้า ซึ่งคล้ายๆกันการเปลี่ยนเป็น 4-3-3 โดยไม่ต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นนั่นเอง และจากที่คุณคงเห็นได้บ่อยๆเช่นกันว่า มีทีมที่เริ่มเกมด้วยแผน 4-3-3 และเปลี่ยนเป็นแผน 4-5-1 ในทันทีหลังจากที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำ

และเป็นทางเลือกที่ง่ายสำหรับทีมที่เน้นการบุกในด้านข้าง แต่ไม่ต้องการให้เกมรับตรงกลางสนามหลวม รวมถึงเหล่าทีมที่กำลังลังแข่งบอลถ้วยที่แข่งแบบเพ้ตกรอบที่ต้องการเน้นผลการแข่งขัน พวกเขาจึงเลือกใช้แผน 4-5-1นี้

■ จุดอ่อน

จุดประสงค์หลักให้ความสำคัญในการครองเกมของแผงกองกลาง ทำให้เห็นได้บ่อยครั้งที่กองหน้าในทีมที่เลือกใช้แฟนนี้มักจะดูโดดเดียว แผงกองกลางไม่ได้พร้อมเสมอในการเติมเกมรุกเพื่อขึ้นไปสนับสนุนกองหน้าของทีมได้เหมือนทีมที่เล่นแผน 4-2-3-1 หรือ 4-3-3 และผลที่ตามมา ซึ่งคุณอาจจะเห็นได้บ่อยๆ คือถึงแม้ทีมที่ใช้แผนนี้จะเน้นเกมรับเป็นหลัก แต่ก็มักจะเสียประตูก่อนเป็นประจำ ด้วยเหตุผลที่กองหน้าพวกเขาไม่สามารถสร้างงานยากๆให้กองหลังฝั่งตรงข้ามได้เลย เนื่องจากโดดเดี่ยวในการเล่นจนเกินไป

แน่นอนว่าแผนนี้สามารถปรับการเล่นได้หลายรูปแบบ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป้ฯการตั้งรับและสวนกลับเร็ว ซึ่งนั่นทำให้ยากในการทำประตูเพราะกองหน้าของทีมต้องทำมันด้วยตัวเองแทบทั้งหมด และถึงแม้ว่าแผงกอลกลางจะสามารถเก็บบอลและทำเกมขึ้นมาได้ แต่ก็มันจะช้าเกินไปจนทีมคู่แข่งสามารถลงมาตั้งรับได้ทัน

แผนไหนที่เหมาะกับการใช้ 4-5-1 ในการรับมือ ?

คำตอบคือ เหมาะกับการตั้งรับกันแผน 4-4-3 ซึงทำให้กองกลางของทีมคู่แข่งครองบอลได้ยาก เพราะมิดฟิลด์ตัวกลางมากพอๆกัน หรือแม้กระทั่งมิดฟิลด์ตัวริมเส้นยังสามารถถอยลงมาช่วยฟูลแบ็คในการเล่นเกมรับ เพื่อจัดการกับกองหน้าตัวริมเส้นของทีมคู่แข่งได้อีกด้วย

5. 3-5-2

แหล่ง: u.goal.com

แผนนี้มักเป็นที่นิยมในอิตาลี ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่ามันดูเป็นการอนุรักษ์นิยมซักนิดนึง เพราะแผนการเล่นนี่มีมานานหลายปีแล้วอาจจะอายุน้อยกว่าแค่ระบบ4-4-2 นอกจากกุนซือในอิตาลีแล้ว หลุยส์ ฟานกัลป์ ในสมัยคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อไม่นานมานี้ ก็พยายามจะให้ยูไนเต็ดใช้แผนนี้ในการเล่น แต่อาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก และอีกคนหนึ่งคือเมาริซิโอ้ โปเชตติโน่ ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมของสเปอร์ และในขณะเดียวกันก็เป็นที่นิยมในการใช้ระดับทีมชาติเช่นกัน

คุณจำเป็นต้องมีนักเตะตำแหน่งวิงแบ็คที่มีความฟิตสูงมากแบบที่ขึ้นเติมเกมรุกและกลับลงมาเล่นเกมรับได้รวดเร็วแบบไม่มีหมดแรง รวมถึงทั้งทีมจะต้องเข้าใจรายละเอียดของแท็คติคเป็นอย่างดีถึงจะสามารถทำให้แผนการเล่นนี้ประสบความสำเร็จได้

ทีมที่ใช้แฟนนี้เป็นประจำ ได้แก่ ยูเวนตุส, ริโน่, ปาแลโม่, ฟิออเรนติน่า, แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด(ยุคหลุยส์ ฟานกัล) และ เนเธอร์แลนด์(ในฟุตบอลโลก2014)

■จุดแข็ง

ถ้าคุณต้องการที่จะหยุดการโต้กลับเร็วของทีมคู่แข่งนั่นเป็นทางเลือกที่ฉลาดแล้วที่เลือกแผนนี้ แผงกองหลัง 3 คนสามารถช่วยกันรับมือกับกองหน้าตัวเป้าของคู่แข่ง หรือแม้กระทั่งจะมีกองกลางตัวรุกเพิ่มมาอีกคน ก็ไม่น่าจะมีปัญหา และในขณะเดียวกันผู้เล่นในตำแหน่งวิงแบ็คสามารถช่วยในการตัดบอลจากผู้เล่นริมเส้นของคู่แข่งได้ ก่อนที่จะเลี้ยงบอลเข้ามาลึกหรือเข้าระยะในการเปิดบอลเพื่อหวังผมในกรอบเขตโทษ

โครงสร้างเกมรับนั้นการให้ผู้เล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางแทบจะลงมายืนค่อนข้างต่ำ เพื่อที่จะได้ช่วยซ้อนเวลาที่วิงแบ็คลงมาเล่นเกมรับไม่ทันหรือพลาดการเข้าสกัดบอล

อย่างไรก็ตาม แผนนี้ไม่ได้มีแค่รับมือกับการโต้กลับเร็วเท่านั้น แต่ยังมี 3 มิดฟิลด์แดนกลาง รวมถึงวิงแบ็คทั้ง 2 ข้าง ที่ทำให้ทีมคู่แข่งต้องเป็นกังวลในการเล่นเกมรับ ในขณะเดียวกันก็มีกองหน้าถึง 2 คน ที่สามารถช่วยกันสร้างโอกาสในการทำประตูแม้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากตำแหน่งอื่นก็ตาม ซึ่งในการใช้แผนการเล่นนี้ยังมีพิษสงอีกอย่างหนึ่งคือเกมโต้กลับด้วยเช่นกัน เพราะมีกองหน้าถึง 2 คนช่วยประสานงานกัน

แหล่ง: apleah.files.wordpress.com

■จุดอ่อน

ความซับซ้อนของแผนการเล่นนี้คือการยืนซ้อนเพื่อนร่วมทีมในขณะที่พวกเขาดันขึ้นไปทำเกมบุก สิ่งที่จำเป็นต้องมี ไม่ใช่เพียงแค่ผู้เล่นที่เล่นเข้ากันได้อย่างกลมกลืน แต่แผงหลัง 3 คนยังมีซักอย่างน้อย 1 คนที่สามารถจ่ายบอลได้อย่างแม่นยำ ขณะที่อีก 2 คนจะต้องมีวินัยและความสามารถในการประกบตัวต่อตัวและการการยืนตำแหน่งอย่างยอดเยี่ยมเลยก็ว่าได้

มีความเป็นไปได้ในการเล่นเกมรับแบบยืนคุมโซนถ้าจะใช้แผนการเล่นนี้ แต่สิ่งที่ยังจำเป็นต้องมีในตัวเหล่าผู้เล่นก็คือการยืนตำแหน่งที่ดี และความเร็วในการไล่ประกบผู้เล่นคู่แข่งที่พยายามหลีกหนีโซนและทะลุผ่านช่องว่างระหว่างผู้เล่นเกมรับ ด้วยเหตุผลนี้เองจึงไม่แปลกที่จะเห็นผู้เล่นในตำแหน่งกลองกลางถอยลงไปยืนแทรกอยู่ระหว่างแผงหลังเพื่อช่วยเกมรับ

แผน 3-5-2 นี้ เหมาะในการรับมือทีมที่ใช้แผนไหน?
คำตอบคือ 4-5-1 ไม่ใช่แค่เพียงเพราะว่ามีผู้เล่นในแดนกลางจำนวนเท่ากันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วแผน 4-5-1 มีผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าเพียงคนเดียว ทำให้แผงกองหลังสามารถดันขึ้นช่วยในเกมรุกได้มากขึ้นนั่นเอง

ปาดน้ำตาแล้ววิเคราะห์! 5 สาเหตุที่ ‘ช้างศึก’ ยังไม่ถึงระดับท็อปเอเชีย

เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ซึ่งผลปรากฎว่า ทีมชาติไทย เป็นที่น่าเสียดาย เมื่อต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับ “มังกรแดง” ทีมชาติจีน ไปด้วยสกอร์ 1-2

คำถาม? แล้วสาเหตุอะไร ที่ทำให้พลพรรคช้างศึกยังไปได้ไม่ไกลกว่าที่คาดหวัง อย่างเช่นรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือรอบตัดเชือก วันนี้เราปาดน้ำตาแล้ววิเคราะห์ นี่คือเหตุผลสำคัญที่เรายังไปไม่ถึงในระดับท็อปของเอเชีย…

5.โค้ชเฉพาะกิจและอย่าไปโทษ ‘โค้ชโต่ย’
“โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ถูกดันขึ้นให้มาขัดตาทัพแทนที่ มิโลวาน ราเยวัช และมีเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียวในการเตรียมทีมพบกับ จอร์แดน และยูเออี นักเตะที่บริหารจัดการก็เท่าที่มีอยู่ เขาไม่ได้เป็นคนเลือกนักเตะเอง อย่างไรก็ตามกุนซือโปรไฟล์บ้านๆรายนี้ ก็ทำให้ช้างศึกที่หมดลุ้นแล้ว กลับมาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ ซึ่งก็ถือว่าดีแล้ว จะโทษเห็นที่จะเป็น สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่ปล่อยให้กุนซือชาวเซิร์บทำทีมนานเกินไป จนต้องมาแก้ไขเปลี่ยนม้ากันกลางศึก 

4.‘ช้างศึก’ แพ้ทางบอลโด่งตามเคย
ทุกยุคทุกสมัยของ ทีมชาติไทย ไม่ว่ารุ่นเก่าจนมาถึงรุ่นปัจจุบัน ต้องบอกว่า ช้างศึก แพ้ทางลูกโด่งมาโดยตลอด เมื่อไหร่ก็ตาม ที่เราเล่นดี คู่ต่อสู้คิดอะไรไม่ออก แค่รู้ว่ากำลังต่อกรกับไทยแลนด์เท่านั้น เขาก็เปลี่ยนสไตล์มาโยนใส่ทั้งริมเส้น หรือเออรี่ครอสจากกลางสนาม และแล้วไม่นานก็สมหวัง เรื่องนี้มันช่วยไม่ได้เพราะนักเตะไทยรูปร่างเล็กหรือเปล่า เห็นทีเราคงทำได้เพียงต้องโทษชาติพันธุ์เท่านั้น 

3.สมาธิความสม่ำเสมอยังไม่ดีพอ
นี่คือปัญหาใหญ่ของ ทีมชาติไทย ที่เราเห็นมาโดยตลอดหลายๆรายการก่อนหน้านี้ บ้างครั้งครึ่งแรกเราเล่นกันเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่ครั้งหลังหนังคนละม้วนกลายเป็นผู้รายใจบาป นั้นเพราะนักเตะเรายังขาดสมาธิทำให้เสียประตูง่าย และความสม่ำเสมอ จนต้องเป็นฝ่ายปราชัยใหกับ ทีมชาติจีน

2.คุณภาพเรื่องตัวผู้เล่นไทย
ผู้เล่นของเราที่มียังมีคุณภาพน้อยเกินไป เพราะตามที่เห็นชุดนี้ เรามีแค่ 3 นักเตะที่ไปค้าแข้งอยู่ในต่างประเทศอย่างเจลีก ญี่ปุ่น รวมถึงอีก 1 รายที่เตรียมไปวัดขนาดฝีเท้าว่าดีพอหรือไม่ในฤดูกาลหน้า ส่วนอีก 3 คนไม่อยากเอ่ยชื่อแต่ก็แค่พอไหว ส่วนอีก 4 คนกล้าพูดตามตรงว่ายังไม่ผ่าน และฝีเท้ายังไม่ดีพอในระดับเอเชีย

1.มาตรฐานตัวผู้เล่นยังห่างกัน
เรื่องนี้สำคัญที่สุด เพราะนักเตะทีมชาติไทย 4 คนที่ผ่านการค้าแข้งและเตรียมย้ายไปเล่นในต่างประเทศ มีคุณภาพที่ดีพอสำหรับต่อกรกับชาติใหญ่ๆในเอเชีย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเหนือกว่า เราจะเห็นได้ว่าบรรดาท็อปไฟว์ของเอเชียอย่าง เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย หรืออิหร่าน ผู้เล่น 11 คนแรกมีความใกล้เคียงกันมาก และสามารถทดแทนกันได้ สำหรับทัพช้างศึกแล้ว 11 คนแรกยังมีความห่างไกลกัน ฉะนั้นขนาดตัวจริงยังห่างกัน ผู้เล่นในม้านั่งสำรองคงไม่ต้องพูดถึง และเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยนเกมที่ใหญ่ๆอย่างเอเชียนคัพได้

CR : mthai