Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisGlobalOptionsFeature.php on line 707

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisGlobalOptionsCustomHtmlTool.php on line 67

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisFollowButtonsToolParent.php on line 81

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisFollowButtonsHeaderTool.php on line 132

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsFeature.php on line 852

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsFeature.php on line 853

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsFeature.php on line 924

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsFeature.php on line 925

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsFeature.php on line 948

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsFeature.php on line 987

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsFloatingTool.php on line 146

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsInlineTool.php on line 132

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisSharingButtonsMobileToolbarTool.php on line 96

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisRecommendedContentFooterTool.php on line 92

Deprecated: Non-canonical cast (boolean) is deprecated, use the (bool) cast instead in /home/ballste1/public_html/wp-content/plugins/addthis-all/backend/AddThisRecommendedContentWhatsNextTool.php on line 105
บอลไทย – หน้า 9 – Ball2StEP

เปิดเงื่อนไข! “ช้างศึก” ลิ่วน็อกเอาท์ ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2019

S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

หลังผ่านไป 2 นัดของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย 2019 ของรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ ทำให้เริ่มเห็นสถานการณ์ต่างๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยผลการแข่งขันนัดล่าสุดทำให้ทีมชาติไทย ยังคงมีความหวังในการเข้ารอบ

โดยสรุปตารางคะแนน ณ ตอนนี้ ยูเออี นำเป็นจ่าฝูง ด้วยการ มีสี่คะแนน ตามมาด้วย อินเดีย และ ไทย ที่มีสามคะแนนเท่ากัน แต่เฮดทูเฮด ของอินเดีย ดีกว่า และ บาห์เรน อันดับ สุดท้าย เป็น บาห์เรน ที่มีหนึ่งคะแนน

โปรแกรมการแข่งขันนัดสุดท้ายของการแข่งขันฟุตบอลเอเชียน 2019 กลุ่ม เอ นัดสุดท้าย

วันที่ 14 มกราคม 2562 เวลา 23.00 น. ตามเวลาประเทศไทย
ยูเออี พบกับ ไทย ที่สนาม ฮัสซา บิน ซายิด, อัล ไอน์
อินเดีย พบกับ บาห์เรน ที่สนาม ชาร์จาห์

เงื่อนไขต่างๆ มีดังนี้
1. กรณีที่ ไทย เก็บชัยชนะได้ (มีหกคะแนน)
– อินเดีย ชนะ (อินเดีย เป็นอันดับ 1 และ ไทยเป็นอันดับ 2)
– เสมอ (ไทย เป็นอันดับ 1 อันดับ 2 ยูเออี (เฮดทูเฮด) )
– บาห์เรน ชนะ (ไทย เป็นอันดับ 1 อันดัย 2 ยูเออี ต้องวัดประตูได้เสียกับ บาห์เรน)

2. กรณีที่ไทย เสมอ (มีสี่คะแนน)
– อินเดีย ชนะ (อินเดีย เป็นอันดับ 1 ตามด้วย ยูเออี และ ไทย ลุ้นการเป็นอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม)
– เสมอ (ยูเออี เป็นอันดับ 1 ตามด้วยอินเดีย และไทย ลุ้นการเป็นอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม)
– บาห์เรน ชนะ (ยูเออี เป็นอันดับ 1 ตามด้วย ไทย และ บาห์เรน ที่มีสี่คะแนนเท่ากัน แต่เฮดทูเฮดไทยดีกว่า)

3. กรณีที่ไทยแพ้ (มีสามคะแนน)
– อินเดีย ชนะ (ยูเออี เป็นอันดับ 1 ตามด้วย อินเดีย  และ ไทย ลุ้นการเป็นอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม)
– เสมอ (ยูเออี เป็นอันดับ 1 ตามด้วย อินเดีย  และ ไทย ลุ้นการเป็นอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม)
– บาห์เรน ชนะ (ยูเออี เป็นอันดับ 1 ตามด้วย บาห์เรน โดยอินเดีย มีสามคะแนนเท่ากับไทย แต่ไทยเป็นอันดับสุดท้าย เพราะเฮดทูเฮดแพ้)

สำหรับรอบ 16 ทีมสุดท้าย ทีมกลุ่มเอ จะพบกับคู่ต่อสู้ดังต่อไปนี้
แชมป์กลุ่มเอ จะพบกับ อันดับ 3 ที่ดีที่สุดจากกลุ่ม C, D หรือ F
โดยจะแข่งขันที่สนาม ซายิด สปอร์ต ซิตี้ ในวันที่ 21 มกราคม 2562

รองแชมป์กลุ่ม เอ จะพบกับ รองแชมป์กลุ่ม C (จีน, เกาหลีใต้, คีร์กิซสถาน, ฟิลิปปินส์)
โดยจะแข่งขันที่สนาม โมฮัมเหม็ด บิน ซายิด ในวันที่ 20 มกราคม 2562

อันดับ 3 กลุ่มเอ ในกรณีที่ได้สิทธิ์ เป็น 4 ใน 6 ทีม ที่มีผลงานดีที่สุด จะพบกับ แชมป์กลุ่ม B หรือ C
กลุ่ม B – จอร์แดน, ปาเลสไตน์, ซีเรีย, ออสเตรเลีย
กลุ่ม C – จีน, เกาหลีใต้, คีร์กิซสถาน, ฟิลิปปินส์

10 เหตุผล ที่ “สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ไม่ควรถูกไล่ออกเวลาบอลไทยแพ้!

ประเทศไทย คือประเทศหนึ่งที่คนในชาติรักและนิยมชมชอบกีฬาฟุตบอลมากเป็นอันดับหนึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก
ทุกครั้งที่ฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขัน ปรากฏการณ์ “ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด” มันจะพลุ่งพล่านจนไม่เป็นอันทำอะไรนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อต้องเห็นทีมรักประสบกับความพ่ายแพ้ 

ประเทศไทย คือประเทศหนึ่งที่คนในชาติรักและนิยมชมชอบกีฬาฟุตบอลมากเป็นอันดับหนึ่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

ทุกครั้งที่ฟุตบอลทีมชาติไทยลงแข่งขัน ปรากฏการณ์ “ฟุตบอลไทยอยู่ในสายเลือด” มันจะพลุ่งพล่านจนไม่เป็นอันทำอะไรนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกครั้งเมื่อต้องเห็นทีมรักประสบกับความพ่ายแพ้ 

ไม่ว่ายุคไหนๆ “แฟนบอลไทย” มักจะเกิดอาการหัวร้อน ต้องลากไส้เอาความผิดพลาดออกมาระบายตามช่องทางต่างๆ 

อย่างที่เห็นปรากฏการณ์หลังบอลแพ้ แฟนบอลไล่โค้ช ด่านักเตะ ไปกระทั่งไล่นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เพื่อสนองความโกรธที่ทำให้ฟุตบอลไทยต้องพบกับความพ่ายแพ้ 

จริงอยู่ความคิดเห็นของแฟนบอลไม่มีใครผิดหรือถูก แต่ปรากฏการณ์ที่ทั่วโลกได้เห็นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สั่งปลด โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกสออกจากตำแหน่ง 

หลังทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในรอบกว่า 20 ปี นำทีมลงสนามในลีก 17 นัด มีแค่ 26 แต้ม และแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นผู้จัดการทีมขัดตาทัพพาทีมชนะ 5 เกมรวด ในรูปแบบการเล่นที่แตกต่างออกไป แต่ใช้นักเตะชุดเดียวกัน

แต่ “ปรากฏการณ์แมนฯ ยูฯ” อาจใช้ไม่ได้กับทีมฟุตบอลอื่นๆในโลกนี้ แต่การทำฟุตบอลบางครั้งแฟนบอลต้องเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่นึกอะไรไม่ออกก็ไล่ไว้ก่อน 

ดังนั้น ขอยก 10 เหตุผลที่แฟนบอลไทยควรรู้ก่อน “บันดาลโทสะ” ไล่ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วงนายกสมาคมฯ เวลาบอลแพ้

ข้อ 1. “บิ๊กอ๊อด” เนรมิตที่ทำการสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จนมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งได้ตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาบริหารงาน ณ อาคาร 40 ปี ในการกีฬาแห่งประเทศไทยฯ ว่างๆ เชิญแฟนบอลมาเยี่ยมชมกันได้

ข้อ 2. “บิ๊กอ๊อด” สร้างความน่าเชื่อถือต่อฟีฟ่า, เอเอฟซี จนนำงบสนับสนุนมาสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลแห่งชาติ ที่มีความสะดวกสบายทันสมัยและครบวงจร ณ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอล ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และเปิดใช้อย่างเป็นทางการให้ทีมชาติไทย ทุกรุ่นทุกอายุเก็บตัวฝึกซ้อมภายในระยะเวลา 2 ปี  

ข้อ 3.  “บิ๊กอ๊อด” สร้างผู้ฝึกสอนในระดับต่างๆ มากกว่า 1,800 คน โดยเฉพาะโค้ชในระดับ “โปร ไลเซนส์” จากที่มีแค่ “โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ คนเดียว ตอนนี้ประเทศไทยมีโค้ช “โปร ไลเซนส์” เพิ่มขึ้นอีก 16 คน และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2562

ข้อ 4. “บิ๊กอ๊อด” ใช้เวลา 2 ปี ปลดหนี้กว่า 300 ล้านบาท ให้สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ทั้งหนี้สรรพากร และหนี้อื่นๆ ที่เกิดก่อนหน้าที่จะเข้ามาบริหาร  

ข้อ 5. “บิ๊กอ๊อด” สร้างระบบการเงินที่มั่นคงให้แก่ฟุตบอลลีกอาชีพได้อย่างรวดเร็ว ทั้งการมอบเงินสนับสนุนแก่สโมสรสมาชิกในทุกระดับ ตรงเวลาตามกำหนดไม่ต้องทวง แถมให้เงินสนับสนุนพิเศษในการนำไปพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามข้อกำหนดเอเอฟซี “คลับไลเซนซิ่ง”

ข้อ 6. “บิ๊กอ๊อด” ไม่เคยอมเงินนักเตะทีมชาติไทย ทุกชุดได้เงิน “รางวัล” ตามที่สัญญาทุกบาทอย่างรวดเร็ว นักกีฬาไม่ต้องโวยวายออกสื่อให้เสียเวลา แถมปฏิวัติเรื่องการกิน อยู่ หลับนอน การเดินทาง นักกีฬาทุกชุดกินดี อยู่ดี ไม่ตกเครื่อง   

ข้อ 7. “บิ๊กอ๊อด” เป็นสมาคมฯยุคแรกที่มีบัญชีรายรับ-รายจ่าย ชัดเจน แยกประเภทต่างๆ อาทิ บัญชีเงินจากฟีฟ่า, บัญชีเงินจากเอเอฟซี, บัญชีเงินจากเอเอฟเอฟ, บัญชีเงินจากค่าปรับไทยลีก และอื่นๆ แถมชี้แจงเงินเข้า-ออกได้อย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ 

ข้อ 8. “บิ๊กอ๊อด” เป็นยุคแรกที่สามารถปราบปรามการทุจริต การล็อคผลบอล มีการจับกุมขบวนการล้มบอล จนได้รับการยกย่องจากสหพันธ์ฟุตบอนานาชาติ และได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่สมาคมฯ ไปให้คำแนะนำในงานสัมมนาที่ฝรั่งเศส

ข้อ 9. “บิ๊กอ๊อด” ติดตามคดีความ เพื่อทวงความยุติธรรม และเงินสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของสมาคมฟุตบอลฯ ชุดเก่ากว่า 1 พันล้านบาท 

ข้อ 10. “บิ๊กอ๊อด” มีการวางรากฐานพัฒนาผู้ตัดสิน ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับ AFC ในโครงการ AFC Expert Pool พร้อมทั้งดึง ฟาฮัด อับดุลลาเยฟ ที่ปรึกษาฝ่ายพัฒนาผู้ตัดสินจากฟีฟ่า และ เอเอฟซี มาเป็นวิทยากรประจำ จนล่าสุดสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ ประกาศรายชื่อ ผู้ตัดสินระดับนานาชาติ (ผู้ตัดสินฟีฟ่า) ประจำปี 2019 เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 62 ปรากฏว่า มีผู้ตัดสินฟุตซอล และฟุตบอลชายหาด ชาวไทย ทั้งหมด 7 คน ขณะที่ “ปนัดดา โคตรเสนาภัทร” ได้เป็นผู้ตัดสินฟีฟ่าหญิงคนแรกของไทย

โปรแกรมถ่ายทอดสดฟุตบอล เอเชียน คัพ AFC Asian Cup 2019

โปรแกรมถ่ายทอดสดเอเชียน คัพ 2019

วันพุธที่ 9 ม.ค. 2562

รอบแบ่งกลุ่ม สายเอฟ

เวลา 18.00 น. ญี่ปุ่น vs เติร์กเมนิสถาน ถ่ายทอดสดทาง Bugaboo tv

ความพร้อม : ญี่ปุ่น อดีตแชมป์เก่า เอเชียน คัพ 4 สมัย ที่อันดับฟีฟ่าแรงกิ้งตอนนี้อยู่ที่ 50 ของโลก คุมทีมโดย ฮาจิเมะ โมริยาซุ กุนซือใหญ่วัย 50 ปี นำทีมโดย ยูโตะ นากาโตโมะ แบ็คซ้ายจอมเก๋าวัย 32 ปี ที่ติดทีมชาติมาแล้วกว่า 110 นัด ยิง 3 ประตู จากสโมสร กาลาตาซาราย ในลีกของตุรกี , มายะ โชชิดะ แนวรับกัปตันทีมจากสโมสร เซาท์แฮมตัน ในพรีเมียร์ลีก , ยูยะ โอซาโกะ , ทาคาชิ อินูอิ ดาวเตะจาก รีล เบติส ทีมในศึกลาลีก้า สเปน และ โยชิโนริ มูโตะ ดาวยิงจาก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ก็ติดมาด้วย

เติร์กเมนิสถาน เข้าร่วมศึก เอเชียน คัพ รอบสุดท้ายเป็นครั้งที่ 2 มีอันดับฟีฟ่าแรงกิ้งอยู่ที่ 127 ของโลก คุมทีมโดย ยาซกูลี่ โฮจาเกลดิเยฟกุนซือวัย 41 ปี นำโดยแข้งตัวหลักอย่าง อาร์สลันมีรัต อามานอฟ , บักติยาร์ ฮอจาห์มีดอฟ , ซอห์รัต โซยูนอฟ และ รุสลัน มินกาซอฟ

——————————-

รอบแบ่งกลุ่ม สายเอฟ

เวลา 20.30 น. อุซเบกิสถาน vs โอมาน ถ่ายทอดสดทาง Bugaboo tv

ความพร้อม : อุซเบกิสถาน ผ่านเข้ารอบสุดท้าย เอเชียน คัพ มาโดยตลอด 7 ครั้งหลังสุด อันดับฟีฟ่าอยู่ที่ 95 ของโลก คุมทีมโดย เฮคเตอร์ คูเปร์ กุนซือใหญ่ชาวอาร์เจนไตน์ วัย 63 ปี นำทัพโดย อิกนาตีย์ เนสเตรอฟ นายทวารจอมเก๋าที่ติดทีมชาติมาแล้วกว่า 102 นัด , อันซูร์ อิสไมลอฟ , โอดิล อาห์เมดอฟ กัปตันทีมตัวเก่ง และ มารัต บิคมาเอฟ ดาวยิงจอมเก๋า

โอมาน เข้าร่วมศึกฟุตบอล เอเชียน คัพ รอบสุดท้าย มาแล้ว 4 ครั้ง อันดับฟีฟ่าอยู่ที่ 82 ของโลก คุมทีมโดย พิม เวอร์บีค เฮดโค้ชชาวดัตช์วัย 62 ปี โดยเกมล่าสุดอุ่นเครื่องชนะ ทีมชาติไทย มาได้ 2-0 นำทีมโดย อาห์เหม็ด อัล มาฮาจีรี แข้งตัวเก่งที่ติดทีมชาติกว่า 163 นัด ยิง 21 ประตู , ซาอัด อัล มูไคนี่ , ฮาริบ อัล ซาดี้ และ อาลี อัล บูไซดี้

——————————-

รอบแบ่งกลุ่ม สายอี

เวลา 23.00 น. กาตาร์ vs เลบานอน ถ่ายทอดสดทาง Bugaboo tv

ความพร้อม : กาตาร์ ผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้ายรายการนี้ทั้งหมด 10 ครั้ง โดยอันดับฟีฟ่าอยู่ที่ 93 ของโลก คุมทีมโดย เฟลิกซ์ ซานเชซ บาส กุนซือใหญ่ชาวสเปน วัย 43 ปี นำทีมโดยแข้งหลักอย่าง ฮัสซัน อัล เฮย์ดอส , อับเดลคาริม ฮัสซัน , อาลี อัสซาด , บูอาเล็ม คูกี และ อิสมาเอล โมฮัมเหม็ด

เลบานอน เข้าร่วมศึกฟุตบอล เอเชียน คัพ รอบสุดท้าย มา 2 ครั้ง โดยที่อันดับฟีฟ่าอยู่ที่ 81 ของโลก คุมทีมโดย มิโอดรัก ราดูโลวิช กุนซือใหญ่ชาวมอนเตรเนโกร วัย 51 ปี นำโดยแข้งหลักอย่าง วาลิด อิสมาอิล , ฮัสซัน มาทุค ดาวยิงกัปตันทีม , โมฮาเหม็ด ไฮดาร์ และ ไฮเธียม ฟาร์

ประกาศรายชื่อ 31 แข้งชบาแก้ว ชุดเตรียมทีมลุยศึก ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019

สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศรายชื่อ นักฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ชุดใหญ่ จำนวน 31 คน เข้าเก็บตัวเตรียมความพร้อม ที่ ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬา ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 7 มิถุนายน-7 กรกฎาคม 2562 โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

ผู้รักษาประตู
1. นางสาววราภรณ์ บุญสิงห์
2. นางสาวสุกัญญา ช.เจริญยิ่ง
3. นางสาวณัฐรุจา มุทนาเวช
4. นางสาวญาดา เซ่งย่อง

กองหลัง 
5. นางสาวกาญจนาพร แสนคุณ
6. นางสาวณัฐกานต์ ชินวงษ์
7. นางสาวดวงนภา ศรีตะลา
8. นางสาวอินทร์อร พันธุ์ชา
9. นางสาวพิสมัย สอนไสย์
10. นางสาวสุนิสา สร้างไธสง
11. นางสาววารุณี เพ็ชรวิเศษ
12. นางสาวดารัตน์ ช่างปลูก
13. นางสาวพรพิรุณ พิลาวัณ
14. นางสาวขวัญฤดี แสงจันทร์

กองกลาง
15. นางสาวพิกุล เขื่อนเพ็ชร
16. นางสาวศิลาวรรณ อินต๊ะมี
17. นางสาวนิภาวรรณ ปัญโญสุข
18. นางสาววิลัยพร บุตรด้วง
19. นางสาวจันทร์เพ็ญ สีเสริม
20. นางสาวสุดารัตน์ ชูชื่น
21. นางสาวรัตติกาล ทองสมบัติ
22. นางสาวแสงระวี มีขำ

กองหน้า
23. นางสาวอรทัย ศรีมะณี
24. นางสาวเสาวลักษ์ เพ็งงาม
25. นางสาวธนีกานต์ แดงดา
26. นางสาวอลิษา รักพินิจ
27. นางสาวกาญจนา สังข์เงิน
28. นางสาวกัญญาณัฐ เชษฐบุตร
29. นางสาวธนัสถา ชาวงษ์
30. นางสาวจิราภรณ์ มงคลดี
31. นางสาวสุชาวดี นิลธำรงค์

สำหรับนักกีฬาที่มีรายชื่อดังกล่าวจะลงทำการฝึกซ้อม ที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพกีฬาฟุตบอล ภายในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2562 เป็นต้นไป

สำหรับโปรแกรมการแข่งขันฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย มีดังนี้

วันที่ 12 มิถุนายน 2562 เวลา 02.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ทีมชาติสหรัฐอเมริกา พบ ทีมชาติไทย ณ สนามสต๊าด ออกุสเต้ เดลูน, รีมส์
วันที่ 16 มิถุนายน 2562 เวลา 23.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ทีมชาติสวีเดน พบ ทีมชาติไทย ณ สนามอลิอันซ์ ริวิเอรา ,นีซ
วันที่ 21 มิถุนายน 2562 เวลา 02.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติชิลี ณ สนามโรอาซอง ปาร์ค ,แรนส์

ตำนานแห่งความสำเร็จ! เนวิน เปิดใจครั้งแรกหลัง ดิโอโก้ ย้ายซบ ยะโฮร์


“บิ๊กเน”เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ “ปราสาทสายฟ้า”บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกมาเปิดเผยความรู้สึกหลังจาก อดีตศูนย์หน้าตัวเก่งของทีม ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ย้ายไปร่วมทัพยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม



#Betway เว็ปตรงสัญชาติอังกฤษ?คุณได้ลองแล้วรึยัง?
? สมาชิกใหม่จะได้รับ?คูปองโบนัส 300 บาท
⚽ โบนัสฝากครั้งแรก(กีฬา) 200% เทิร์น 15 เท่า
? คืนเงินทุกวัน 1% จากยอดเล่น สูงสุดในไทย?
? เข้าร่วมเป็นสมาชิก คลิก 
https://bit.ly/2K2oT9D
?️ สิทธิประโยชน์อีกมากมายรอคุณอยู่?
? ติดต่อเจ้าหน้าที่แชทสด (ตลอด 24 ชม.)
? 
https://goo.gl/MGGYCW

เนวิน ชิดชอบ ออกมาแถลงการณ์ผ่านทางแฟนเพจ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกี่ยวกับการย้ายไปร่วมทัพ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ว่า

ดิโอโก กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
บนวิถีทางของมืออาชีพ
………
มันไม่ใช่ข่าวร้ายในวันสิ้นปี

ดิโอโก้ แจ้งกับผม ตั้งแต่ต้นปี 2018 ก่อนไทยลีกจะเปิดฤดูกาล ว่า “ทันทีที่จบฤดูกาล 2018 ถ้ามีข้อเสนอที่ดีจากสโมสรอื่นเข้ามา ขอให้เขาได้พิจารณา และให้โอกาสเขา ได้ย้ายสโมสร” เป็นวิถีปฏิบัติแบบมืออาชีพของดิโอโก ที่น่ายกย่อง ที่ให้เวลาสโมสร เตรียมตัวหาผู้เล่นใหม่ มาแทนที่ เป็นเวลา 1 ปี ล่วงหน้า

ตลอดฤดูกาล 2018 ทั้ง ดิโอโก และผม ต่างรับทราบซึ่งกันและกันว่า เป็นปีสุดท้ายที่เราจะได้ทำงานร่วมกัน
แต่ บนวิถีทางของมืออาชีพ ดิโอโก้ทุ่มเทเพื่อทีมอย่างเต็มที่ ตามที่เราเห็นกัน ในขณะที่สโมสร ก็ดูแลดิโอโก และครอบครัว ให้มีความสุขกับทุกๆ วันที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างมืออาชีพ เช่นกัน

เมื่อไทยลีก 2018 จบฤดูกาล ดิโอโก้ก็แจ้งอย่างเป็นทางการ ว่าได้รับข้อเสนอที่ดี จากสโมสรในมาเลเซีย และต้องการจะตอบรับข้อเสนอนั้น เพื่อความมั่นคงของครอบครัวเขา
การทำงานร่วมกันระหว่าง ดิโอโก้ กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดำเนินไปด้วยวิถีทางของมืออาชีพ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ด้วยการให้เกียรติต่อกัน และเคารพสัญญาที่มีต่อกัน ที่มีเพิ่มเติมขึ้นมา คือ ความรัก ความผูกพันต่อกัน และความสำเร็จร่วมกัน ทั้ง ดิโอโก้, สโมสร และแฟนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ดิโอโก้ เป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยมีมา และเป็นนักฟุตบอลที่มายกระดับไทยลีก เป็นนักฟุตบอลที่มาช่วยพัฒนานักฟุตบอลไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม
9 ปี ที่ผ่านมา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และได้พิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอด ว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลง เราจะยกระดับตัวเองขึ้นมา เพื่อเอาชนะตัวเองให้ได้
การที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่มี ดิโอโก้ เป็นโอกาส และเป็นแรงกระตุ้นที่เราจะพัฒนา และยกระดับทีมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ดี และทำได้สำเร็จอีกครั้ง เพราะเรามีพลังศรัทธาของแฟนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คอยสนับสนุน และเป็นกำลังใจ ขอให้แฟนๆ มีความมั่นใจ ว่าสโมสรที่ท่านเลือกที่จะให้ความรัก ความศรัทธา แห่งนี้ จะทำให้ท่านมีความสุขกับชัยชนะ และความสำเร็จ เช่นทุกๆ วันที่ผ่านมา

สำหรับ ดิโอโก้ เราจะจดจำเขาในฐานะตำนาน
แห่งความสำเร็จบทหนึ่งของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอให้พวกเราอวยพรให้ผู้ชายคนนี้ ที่เคยนำชัยชนะ, ความสุข และความสำเร็จ มาให้พวกเรา ตลอดเวลา 4 ปี ที่ร่วมกันสู้ และมีลมหายใจเดียวกัน จงประสบความสำเร็จกับเส้นทางสายใหม่ ตามที่เขาได้เลือกแล้ว บนวิถีทางแห่งมืออาชีพ ที่ควรค่าแก่การเคารพและชื่นชม

เนวิน ชิดชอบ
ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
4 มกราคม 2562

ก่อนตัดตัว! วิเคราะห์ 27 ขุนพล ชุดลุยศึก เอเชียน คัพ 2019

ถึงวันตบเท้าเข้าคิวรายงานตัวเรียบร้อย สำหรับ 27 นักเตะทีมชาติไทย ชุดเตรียมทำศึก เอเชียนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และนี่ก็คือสิ่งที่บ่งบอกว่า การเดินทางสู่ความฝันอันยิ่งใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับ 27 รายชื่อนั้น ได้ประกาศตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 6 คนจากชุดพลาดแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2019 หากไม่นับ 4 ผู้เล่นจากลีกต่างประเทศที่กลับมารับใช้ชาติอีกครั้งอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (โอเอช ลูเวิน), ชนาธิป สรงกระสินธ์ (คอนซาโดเล่ ซัปโปโร), ธีรศิลป์ แดงดา ((ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า (ยืมตัว)) และ ธีราทร บุญมาทัน ((วิสเซิ่ล โกเบ (ยืมตัว))

6 รายจาก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่หลุดไปก็คือ นูรูล ศรียานเก็ม, ปกรณ์ เปรมภักดิ์ และ มงคล ทศไกร สามปีกขวา โดยรายสุดท้ายอย่าง “จ่าเย็น” ถึงกับประกาศเลิกเล่นทีมชาติไทยเลยทีเดียว

ส่วนอีกสามคนก็มี มานูเอล ทอม เบียร์ห ที่มีอาการบาดเจ็บ, ฟิลิป โรลเลอร์ และ เควิน ดีรมย์รัม แบ็คขวา กับ แบ็คซ้ายลูกครึ่ง โดย 6 นักเตะที่คัมแบ็คกลับสู่ทีมชาติไทย ก็มีทั้ง ทริสตอง โด และ พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา สองนักเตะใหม่ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด รวมถึง อดิศร พรหมรักษ์, ชินภัทร ลีเอาะ, สุภโชค สารชาติ และแนวรุกที่สร้างความเซอร์ไพรส์สุดๆ อย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในหลายๆ จุด แต่นี่คือ 27 ผู้เล่นก่อนตัดตัวที่มาจากการเฟ้นการคิดการวิเคราะห์ของ มิโลวาน ราเยวัช และทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช ที่มีเดิมพันการผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์เป็นอย่างน้อยของศึกเอเชียนคัพ เป็นบันไดด่านแรกที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

การตอบโต้เสียงวิจารณ์ นั่นคือ การต้องทำงานหนักของ ราเยวัช และต้องทำเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จให้ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวผมเองก็อยากจะวิเคราะห์ในหลายๆ จุดของการเรียกตัวทั้ง 27 คนในครั้งนี้
จะเป็นเช่นไร ลองอ่านกันได้เลยครับ

ผู้รักษาประตู

ถ้าไม่มีอะไรผิดแปลกให้คิดมากนัก ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ทางด้าน กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ จะกลับมาเป็นมือหนึ่ง ทีมชาติไทย ในเอเชี่ยนคัพ 2019 ครั้งนี้แน่นอน ทว่าสิ่งที่ทำให้ต้องลุ้นหนักนั่นคือ “เจ้าตอง” ยังมีอาการบาดเจ็บบริเวณใต้เท้าระหว่างนิ้วโป้ง และนิ้วชี้อยู่ ทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามในลีกรองของเบลเยี่ยมจนถึงปัจจุบัน

และหากอาการบาดเจ็บดังกล่าว ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้ รายชื่อของสามนายทวารของทีมชาติไทย ที่ได้บุกดินแดนอาหรับก็จะเป็นสามคนที่เหมือนกับตอนแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นั่นเอง (ฉัตรชัย บุตรพรหม, ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน และ สรานนท์ อนุอินทร์)

กองหลัง

ในตำแหน่งกองหลัง มานูเอล ทอม เบียร์ห, ฟิลิป โรลเลอร์ และ เควิน ดีรมย์รัม ถูกแทนที่ด้วย อดิศร พรหมรักษ์, ชินภัทร ลีเอาะ, ทริสตอง โด, พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา และ ธีราทร บุญมาทัน ก่อนการตัดตัว

เริ่มต้นที่ตำแหน่งแบ็คขวา การได้ ทริสตอง โด เข้ามาแทนที่ ฟิลิป โรลเลอร์ ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า โรลเลอร์ สอบไม่ผ่านจากผลงาน ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่ผ่านมา ไม่เหมือนกับ มิก้า ชูนวลศรี ที่ได้ไปต่อ โดย ทริสตอง โด มีความหลากหลายในการเล่นเกมรุกด้านขวาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ตำแหน่งแบ็คขวา ยังมี อดิศร พรหมรักษ์ อีกคนที่เล่นได้เช่นเดียวกัน รวมถึง ชินภัทร ลีเอาะ ด้วย นั่นทำให้ทีมชุดนี้ มีแบ็คขวาที่สามารถหุบเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้ถึง 3 คน ซึ่งหมายความว่า เราอาจจะได้เห็นระบบหลังสามเวลาต้องการบุก หรือ เซ็นเตอร์ 3 คน พร้อมวิงแบ็คอีกสองข้าง เวลาต้องการเกมรับเน้นๆ

มากันที่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แน่นอนว่า พรรษา เหมวิบูลย์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว น่าจะเป็นคู่เซ็นเตอร์ที่จะถูกใช้งานเกือบ 100% เต็ม ส่วนตัวซัพพอร์ตรายอื่นๆ ก็มี อดิศร พรหมรักษ์, สุพรรณ ทองสงค์ และ ชินภัทร ลีเอาะ รวมถึง มิก้า ชูนวลศรี ที่เล่นในตำแหน่งนี้ได้เช่นกัน ซึ่งตำแหน่งนี้ อาจจะมีการตัดชื่อ 1 ราย ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ปิดท้ายกันที่ แบ็คซ้าย มีจุดน่าสนใจ นั่นคือ การกลับมาของ ธีราทร บุญมาทัน แต่ทาง ราเยวัช ยังเรียกตัว พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา เข้ามาเสริมทีมด้วย โดยมี เควิน ดีรมย์รัม หลุดออกจากทีมไปแค่รายเดียวในตำแหน่งนี้

ธีราทร บุญมาทัน

ฉะนั้น หาก “เจ้าบาส” กับ “เจ้ามิงค์” กรกช วิริยะอุดมศิริ ติดไปพร้อมกัน เราก็อาจจะได้เห็น ธีราทร บุญมาทัน เล่นในตำแหน่งอื่นๆ เพราะ กรกช เองก็เด่นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วน ธีราทร บุญมาทัน ก็สามารถเล่นได้อีกหลายตำแหน่ง ทั้งมิดฟิลด์ตัวกลาง รวมถึงกราบซ้ายตัวบนก็เล่นได้อีกด้วย

กองกลาง

จากการตัดตัวผู้เล่นแนวรุกทางกราบขวาออกไปถึง 3 ราย ทั้ง นูรูล, มงคล และ ปกรณ์ หลังทั้งหมด “สอบไม่ผ่าน” จากผลงานในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และไม่มีการเพิ่มเติมตำแหน่ง “ปีกธรรมชาติ” เลยแม้แต่คนเดียว โดย ทริสตอง โด ที่แม้จะเล่นได้ แต่เขาก็โดดเด่นขึ้นมาจากตำแหน่งแบ็คขวา เช่นเดียวกับ สิโรจน์ ฉัตรทอง ก็กำเนิดมาจากการเป็นกองหน้ากึ่งปีกมากกว่า ฉะนั้น เป็นไปได้ว่า ระบบของทีมชาติไทย จะเป็น 4-3-3 มากกว่า 4-2-3-1

ชนาธิป

ทั้งนี้ ทีมชุดนี้ มีมิดฟิลด์ตัวกลางทั้งหมด 7 รายด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ 5 นักเตะจากชุดเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ อย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ปกเกล้า อนันต์, สรรวัชญ์ เดชมิตร, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ สุมัญญา ปุริสาย พร้อมกับอีก 2 รายที่เข้ามาอย่าง สุภโชค สารชาติ และ ชนาธิป สรงกระสินธ์

ผมมองว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด ถ้าไม่ใช่ สุภโชค ที่โชคร้าย โดนตัดตัวเพราะเพิ่งหายเจ็บกลับมา ก็มีสิทธิ์ที่ทั้งหมดจะได้ไป “ยูเออี” ครบทั้ง 7 คน พร้อมกับมีโอกาสเล่นในระบบ 4-4-2 ที่ยืนแบบไดมอนด์ด้วย หรือการเล่น 4-2-3-1 แบบถ่าง ชนาธิป หรือ สรรวัชญ์ ไปยืนทางฝั่งซ้าย ก็ได้

กองหน้า

กองหน้า 6 รายที่อยู่ในชุดนี้ มีตำแหน่งกองหน้าเบอร์ 9 แท้ๆ แค่คนเดียวคือ อดิศักดิ์ ไกรษร ส่วนกองหน้าที่เล่นทางกราบได้มี 4 คน นั่นคือ ธีรศิลป์ แดงดา, ศุภชัย ใจเด็ด, ชนานันท์ ป้อมบุบผา และ สิโรจน์ ฉัตรทอง โดยมี ศศลักษณ์ ไหประโคน เป็นกองหน้าด้านข้างแบบโอนลี่ คนเดียวในหมู่แนวรุก

ทีมชาติไทย

ดูแล้ว น่าจะมีใครสักคน ถูกตัดออก และก็อาจจะเป็นกองหน้าที่เล่นทางกราบได้ด้วย เพราะทางกราบสองข้างนั้น มีนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ สามารถเล่นได้ ทั้ง ธีราทร, สรรวัชญ์, ชนาธิป และ สุภโชค ทางฝั่งซ้าย รวมถึง ทริสตอง โด และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ทางฝั่งขวา

…… จาก 27 รายชื่อที่เห็น จะเหลือผู้เล่นทั้งหมด 23 รายชื่อสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชี่ยนคัพ 2019 รอบสุดท้ายจริงๆ ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในอีกไม่ช้า (ประมาณ 10 วันข้างหน้า) ก่อนการบินลัดฟ้าไปยูเออี

หวังว่านักเตะทุกคนที่มีโอกาส ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ และเสริมสร้างความฟิตให้กับตัวเองมากที่สุด

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะสร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ร่วมกันในศึกชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้

CR : จอน truesport

10 นักเตะ “ขิงแก่” ที่ยังมีไฟเล่นไทยลีกฤดูกาล 2019 ได้สบายๆ

โตโยต้า ไทยลีก ปีที่ผ่านมา มีเหล่าดาวรุ่งก้าวมาแจ้งเกิดได้หลายคน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของวงการฟุตบอลไทย นั้นก็ทำให้บรรดาแข้งเก๋า ต้องรักษาสภาพร่างกายของตัวเองเพื่อแย่งพื้นที่ลงสนามให้ลีกสูงสุดให้ได้ และนี่ก็คือ 10 นักเตะ “ขิงแก่” ที่ยังสามารถเล่นไทยลีกฤดูกาล 2019 ได้อย่างสบายๆ

อดุลย์ หมื่นสมาน

อดุลย์ หมื่นสมาน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘มิสเตอร์โปรโมต’  หลังจากสามารถพาทีมเลื่อนชั้นจากลีกรองมาสู่ไทยลีกได้ถึง 5 ครั้ง โดยในฤดูกาลที่ผ่านมาก็เป็นอีกหนึ่งแข้งคนสำคัญในการพา “ต่อพิฆาต” พีที ประจวบ เอฟซี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ล่าสุด กัปตันดุล อดุลย์ หมื่นสมาน ในวัย 37 ปี ก็ได้รางวัลตอบแทนด้วยการต่อสัญญาอยู่กับทีมออกไปอีก 1 ปี นั่นหมายความว่าแฟนบอลเราจะได้เห็นเขาลงไปวาดลวดลายในสนามสามอ่าว สเตเดี้ยม เหมือนเดิม แม้อายุอานามจะใกล้เลข 4 แล้ว แต่ก็ยังสามารถวิ่งไล่แย่งบอลรุ่นน้องได้อย่างไม่มีปัญหา ที่สำคัญประสบการณ์อันโชกโชน บวกกับมันสมองในการเล่นบอลอย่างชาญฉลาด ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากมาย

สุเชาว์ นุชนุ่ม

ในยุคที่ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ใช้เหล่าดาวรุ่งจากระบบอคาเดมี่ของ ก้าวมาเป็นกำลังหลักสำคัญในการไล่ล่าความสำเร็จนั้น บางครั้งก็ต้องมีแข้งเก๋าค่อยเป็นรุ่นพี่ในสนาม ช่วยประคองน้องๆด้วย ซึ่ง สุเชาว์ นุชนุ่ม ก็มีบทบาทเป็นอย่างมาก

ฤดูกาลที่ผ่านมา “กัปตันกบ” สุเชาว์ อาจไม่ได้ลงสนามครบทุกเกมให้กับทีม แต่ตัวเลขการลงสนาม 27 นัด (ตัวจริง 20) ในไทยลีก ก็แสดงให้เห็นไม่ธรรมดาสำหรับแข้งอายุ 35 ปี และในฤดูกาลหน้าที่จะย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 สุเชาว์ นุชนุ่ม ก็จะยังคงโลดเล่นในลีกสูงสุดให้กับ บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด ได้อย่างสบาย กับภารกิจล่าแชมป์ลีกให้สโมสรต่อไป

อมร ธรรมนาม

ผลงาน 8 ประตูจากการลงสนาม 32 นัดให้กับ พีที ประจวบ ทีมน้องใหม่ไฟแรงแห่งศึกในโตโยต้าไทยลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ทำให้ชื่อเสียงของ อมร ธรรมนาม กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง

ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนกำลังโรยรา และเลิกเล่นไปทีละคนสองคน แต่สำหรับ อมร ธรรมนาม กลับมาทำผลงานได้อย่างร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งๆที่เส้นทางชีวิตของเขาก่อนหน้านี้ เป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอาจนต้องไปขายป๊อปคอร์นเลี้ยงชีพแล้ว

ผลงานของเขาในปีที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าสภาพร่างกายยังเล่นไหว และปีหน้าก็ยังคงเป็นกำลังหลักของ พีที ประจวบ เอฟซี อีกอย่างน้อย 1 ปี

สมภพ นิลวงษ์

สมภพ นิลวงษ์ เป็นอีกหนึ่งแข้งเก๋าของ พีที ประจวบ ยูไนเต็ด ที่น่าจะได้อยู่กับทีมต่อ จากผลงานการคุมหลังบ้านของเขาในปีที่ผ่านมา

แม้ว่า สมภพ จะไม่ใช่แกนหลักที่ลงสนามอย่างสม่ำเสมอในปีที่ผ่านมา แต่หลายๆเกม “โค้ชวัง” ธวัชชัย ก็ต้องใช้แนวรับมากประสบการณ์ลงไปช่วย เขาจึงตอบโจทย์ได้อย่างดี และในฤดูกาลหน้า สมภพ นิลวงษ์ ​ที่จะอายุครบ 36 ปี ในเดือนมีนาคม ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในเกมรับของ พีที ประจวบ ที่ถึงอายุจะมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าแข้งรุ่นน้องทีมตรงข้ามจะผ่านเขาได้ง่ายๆ

พิชิตพงษ์ เฉยฉิว

อดีตกองกลางทีมชาติไทย วัย 36 ปี มีส่วนสำคัญในการพา “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี เลื่อนชั้นมาเล่นในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรก ทำให้ในฤดูกาลหน้าเราก็จะได้เห็นฝีเท้าของ พิชิตพงษ์ ในลีกสูงสุดอีกครั้ง

อายุที่มากขึ้น คงไม่ใช่ปัญหาในการเป็นตัวคุมจังหวะเกมแดนกลางให้กับ เชียงใหม่ เอฟซี ในฤดูกาลหน้า ที่สำคัญประสบการณ์การค้าแข้งอันโชกโชนของเขา ก็น่าจะช่วยทีมได้มาก ในการเป็นน้องใหม่ในลีกสูงสุด

สุรีย์ สุขะ

หนึ่งในแบ็คขวาที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในเมืองไทย สำหรับ สุรีย์​ สุขะ ยังคงยืนระยะค้าแข้งในลีกสูงสุดได้อย่างสบายๆ โดยในปีที่ผ่านมาก็เล่นให้กับ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี  ไปถึง 23 นัด (ราชบุรี มิตรผล 11, อุบล ยูเอ็มที 12)

โตโยต้า ไทยลีก 2019 สุรีย์ สุขะ ก็ยังคงเป็นอีกกำลังสำคัญของ ราชบุรี มิตรผล แม้ว่าอาจจะไม่เติมเกมรุกได้อย่างดุดันเหมือนสมัยวัยรุ่น แต่ความเก๋าของเขาก็จะช่วย “ราชันมังกร” ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นเกมรับที่ยังคงไว้ใจได้เสมอในการยืนตำแหน่งแบ็คขวาให้กับทีม

เอกลักษณ์ ทองกริต

ยังไม่รู้ว่าฤดูกาลหน้า จะอยู่ทีมไหนสำหรับ เอกลักษณ์ ทองกริต นักเตะที่ถูก “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปจาก ราชบุรี มิตรผล เอฟซี แต่ว่าไม่สามารถเบียดตำแหน่งตัวจริงได้ก่อนถูกปล่อยให้กับอดีตต้นสังกัดยืมตัว

แบ็คซ้ายมากประสบการณ์ในวัย 35 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่หลายทีมเฝ้ามองสถานการณ์ของเขา หาก ราชบุรี มิตรผล ไม่ยืมต่อก็ทีมอื่นๆก็พร้อมเสนอตัวยื่นข้อเสนอไปยัง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อายุที่มากขึ้นไม่ใช่ปัญหาของ เอกลักษณ์ ทองกริต ในการไล่แย่งบอลจากแนวรุกฝ่ายตรงข้าม แถมมีจุดเด่นจากลูกวางบอลยาวที่ยังไว้ใจได้

อนุชา กิจพงษ์ศรี

อีกหนึ่งแบ็คซ้ายรุ่นราวคราวเดียวกันกับ เอกลักษณ์​ ทองกริต ที่จะได้กลับมาวาดลวยลายในฟุตบอลลีกสูงสุดอีกครั้ง นั่นคือ อนุชา กิจพงษ์ศรี แบ็คซ้ายจาก “ช้างขาวจ้าวเกาะ” ตราด เอฟซี ทีมน้องใหม่โตโยต้าไทยลีก 2019

อนุชา กิจพงษ์ศรี ย้ายมาร่วมทัพ ตราด เอฟซี ในเลกสองฤดูกาลที่ผ่านมา และก็เป็นกำลังหลักในการพาทีมเลื่อนชั้น และเขาก็น่าจะได้รับรางวัลในการต่อสัญญาออกไปอีก 1ปี และจากประสบการณ์อันโชกโชนน่าจะช่วยทีมได้เยอะสำหรับการเล่นลีกสูงสุดปีแรกของ ตราด เอฟซี

คาตาโนะ ฮิโรมิจิ

อีกหนึ่งคีย์แมนสำคัญในการพาทีม ตราด เอฟซี เลื่อนชั้นมาเล่นในลีกสูงสุดก็คือ คาตาโนะ ฮิโรมิจิ ปราการหลังมากประสบการณ์ในวัย 36 ปี ที่กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลจังหวัดตราดไปแล้ว และปีหน้าเขาก็จะเป็นกำลังหลัก ในพาทีมอยู่รอดปลอดให้ในลีกสูงสุดให้ได้

เมษายน ปีหน้า คาตาโนะ จะมีอายุครบ 37 ปี แม้ว่าอายุอานามจะมาก แต่การรักษาสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยมบวกกับระเบียบวินัยที่เขามี น่าจะยืนระยะในลีกสูงสุดเมืองไทยได้สบาย

พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์

การประกาศอำลาสโมสร บีจี ที่เขาอยู่มาอย่างยาวนานถึง 10 ปี ทำให้หลายทีมในลีกสูงสุดตาลุกวาว และอยากจะได้มิดฟิลด์มากประสบการณ์คนนี้ไปยืนคุมแผงแดนกลาง

แม้อายุมากขึ้นแต่ พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์​ ก็ยังแสดงให้เห็นว่า คุณภาพของฝีเท้าและสภาพร่างกายยังสามารถเล่นในลีกสูงสุดได้อย่างสบาย โดยเฉพาะการยืนในตำแหน่งมิดฟิดล์ที่อาจจะต้องใช้พละกำลังมาก แต่ด้วยความที่เป็นนักเตะที่ดูแลร่างกายตนเองอย่างดีอยู่เสมอมา ช่วยให้เขาปะทะฝีเท้ากับแข้งรุ่นน้องบนลีกสูงสุดได้อย่างไม่มีปัญหา


Toyota Sponsor

CR : thaileague.co.th

กำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ และการขึ้นทะเบียน โอนย้ายนักกีฬา ประจำฤดูกาล 2562

บริษัท ไทยลีก จำกัด ได้วางกำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ ฤดูกาล 2562 และกำหนดการขึ้นทะเบียน โอนย้ายนักกีฬา รวมถึงระบบการขอใบโอนย้ายระหว่างประเทศ (TMS)

สำหรับกำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ ฤดูกาล 2562 มีดังต่อไปนี้
รายการไทยลีก 1 หรือ โตโยต้า ไทยลีก มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ และปิดฤดูกาลในวันที่ 26 ตุลาคม 2562
รายการไทยลีก 2 หรือ เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และปิดฤดูกาลใน วันที่ 27 ตุลาคม 2562
รายการไทยลีก 3 หรือ ออมสิน ลีก โปร  มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และปิดฤดูกาลใน วันที่ 13 ตุลาคม 2562
รายการไทยลีก 4 หรือ ออมสิน ลีก  มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์

โดยสมาชิกและสโมสรสามารถลงทะเบียนนักกีฬา และโอนย้ายนักกีฬา 2 ครั้ง  โดยครั้งแรกเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 และครั้งที่สองเริ่ม วันที่ 24 มิถุนายน 2562 ถึง วันที่ 19 กรกฎาคม 2562
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและตารางกำหนดการการแข่งได้ตามเอกสารด้านล่าง

กำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ และการขึ้นทะเบียน โอนย้ายนักกีฬา ฤดูกาล 2562
https://goo.gl/C28qNe 

แจ้งปฏิทินตารางการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพประจาปี 2562
https://goo.gl/xoushK

Calendar of Competitions 2019
https://goo.gl/yFN6fj

ส่อง 10 นักเตะอาเซียน ที่น่าย้ายมาไทยลีก ในปี 2019

ฤดูกาล 2018 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นฤดูกาลแรกที่ ไทยลีก ลีกสูงสุดของไทยเปิดโควต้านักเตะอาเซียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งนอกจากจะเป็นการเปิดตลาดลีกไทยสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ยังถือเป็นการเปิดประตูให้กับนักเตะร่วมภูมิภาคในการมาค้าแข้งในลีกที่หลายคนยกให้เป็นลีกที่ดีที่สุดของอาเซียน
และในฤดูกาล 2019 ที่กำลังจะมาถึง โควต้าอาเซียนของไทยลีกก็จะยิ่งเติบโตมากขึ้น จากการเพิ่มโควต้าของผู้เล่นจาก 1 เป็น 3 คนต่อทีม หลายสโมสรเริ่มขยับ คว้าตัวนักเตะเสริมทัพบ้างแล้ว แต่ยังมีพ่อค้าแข้งอีกหลายรายที่น่าสนใจ แต่จะมีใครบ้าง?

อิวาน ดิมาส | Evan Dimas
กองกลางร่างเล็กตัวเด็ดของทีมชาติอินโดนีเซียคนนี้ เคยผ่านประสบการณ์การทดสอบฝีเท้าในลีกรองของสเปนกับ ยากอสเตร่า และ เอสปันญ่อล เบ มาแล้ว และด้วยทักษะอันล้นเหลือ ทำให้เจ้าตัวได้รับฉายา Wonderkid ที่บ้านเกิด ฤดูกาลที่ผ่านมาเจ้าตัวไปสร้างชื่อกับ เซลังงอร์ ในลีกมาเลเซีย และดูเหมือนว่าสถานีต่อไปที่เขาหมายจะมาพิชิต คือศึกไทยลีกนี่แหละ

จัน วัฒนากา | Chan Vathanaka
แคล้วคลาดกันตลอดสำหรับ จัน วัฒนากา ดาวยิงทีมชาติกัมพูชากับไทยลีก เพราะไม่ว่าจะมีข่าวสักกี่ครั้งกับทีมไหนๆ ดาวดังเบอร์ 1 คนปัจจุบันของทัพนักรบอังกอร์ก็ยังไม่ยอมใจอ่อนเสียที และแม้ผลงานในตอนที่ย้ายมาเล่นกับ ปาหัง เมื่อต้นฤดูกาล 2018 จะไม่ดีนักจนต้องกลับไปเรียกความมั่นใจกับ บึงเกต อังกอร์ ในตอนนี้ แต่เชื่อแน่ว่าเจ้าตัวพร้อมที่จะพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง และคราวนี้อาจถึงเวลาแล้วที่เขาจะมาลองของกับไทยลีกเสียที

เหงียน กวงไฮ | Nguyễn Quang Hải
ตัวรุกคนสำคัญของทีมชาติเวียดนาม ที่สร้างชื่อจากทีมชุด U-23 ที่คว้ารองแชมป์เอเชียและอันดับ 4 เอเชี่ยนเกมส์ จนได้ขึ้นไปติดทีมชุดใหญ่เรียบร้อยแล้ว หลายคนมองว่าสไตล์การเล่นของเขาคล้ายคลึงกับ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่ตัวเล็ก ไปกับบอลได้ดี และทีเท้าซ้ายที่คมพอๆ กัน ดูจากฝีเท้าและผลงาน ไม่ต้องสงสัยว่านี่คืออีกคนที่สมควรมาไทยลีก ประเด็นก็คือ ฮานอย เอฟซี ต้นสังกัดปัจจุบันและเขาจะมองว่าที่นี่เล็กเกินไปรึเปล่า?

อิร์ฟาน และ อิคห์ซาน ฟานดี้ | Irfan & Ikhsan Fandi
ขอจับรวมมาเป็นแพ็คคู่ เพราะทั้งสองคือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ฟานดี้ อาหมัด ตำนานดาวยิงและกุนซือทีมชาติสิงคโปร์คนปัจจุบัน ซึ่งได้รับการถ่ายทอด DNA ลูกหนังมาอย่างเต็มเปี่ยม จากตำแหน่งการเล่นที่เป็นตัวรุกเช่นเดียวกับคุณพ่อ ทั้งคู่เคยผ่านประสบการณ์ในวัยเด็กที่ยุโรปมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิร์ฟาน ผู้พี่ที่เกือบได้ย้ายไปเล่นให้ บราก้า ทีมดังแห่งโปรตุเกส ทว่าเรื่องอาการโฮมซิกที่เป็นเหตุให้การเจรจาล่ม อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ทีมในไทยลีกต้องคิดหนักหากหวังอยากได้ตัวจริงๆ


แมทธิว เดวี่ส์ | Matthew Davies
แบ็กขวาลูกครึ่งมาเลเซีย-ออสเตรเลียรายนี้ อาจจะไม่ได้สูงเหมือนกับผู้เล่นตำแหน่งเดียวกันโดยส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่นคือการอ่านเกม สามารถตัดบอลได้ดี นอกจากนี้ยังผ่านบอลแม่นและสามารถยิงไกลได้ ยิ่งไปกว่านั้น การได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม ปาหัง ตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี ยังสะท้อนว่าเขามีความเป็นผู้นำสูง ถือเป็นตัวเลือกในตำแหน่งฟูลแบ็กที่น่าสนใจสำหรับหลายทีมในไทยลีกเลยทีเดียว

เจมส์ ยังฮัสแบนด์ | James Younghusband
หลายคนอาจจะคุ้นชื่อเขาในฐานะ “เด็กเทพ FM” รุ่นแรกๆ แต่ในชีวิตจริง เจมส์ ลูกครึ่งฟิลิปิโน่-อังกฤษและพี่คนโตแห่งตระกูลยังฮัสแบนด์ ถือเป็นนักเตะสายเลือดลูกครึ่งคนแรกๆ ที่นำทีมชาติฟิลิปปินส์ก้าวสู่การเป็นอีกหนึ่งทีมที่น่าจับตามองของภูมิภาค และแม้อายุปัจจุบันจะปาเข้าไป 32 ปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นตัวความหวังของ “ดิ อัซคาลส์” ได้เสมอ ถึงเวลานี้เขาแทบไม่มีอะไรให้ต้องพิสูจน์ในดินแดนมาตุภูมิแล้ว บางทีอาจถึงเวลาอันเหมาะสมที่จะออกมาแสวงหาความท้าทายในต่างแดนเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมชาติอีกหลายๆ คนที่มาแล้วก่อนหน้านี้

อันดิก เวอร์มันสยาห์ | Andik Vermansyah
นี่คือปีกร่างเล็กความเร็วสูงอีกคนหนึ่งของทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งก้าวข้ามอุปสรรคทางฐานะจนกลายมาเป็นนักเตะอาชีพได้สำเร็จ ดังนั้นเรื่องหัวจิตหัวใจไม่มีถอย ยิ่งไปกว่านั้น ยังผ่านประสบการณ์ในมาเลเซีย ซูเปอร์ลีก มาแล้วกับ เซลังงอร์ และ เคดาห์ ล่าสุดเจ้าตัวเปรยๆ ว่า เริ่มอิ่มตัวกับชีวิตในแดนเสือเหลือง และอยากออกมาหาประสบการณ์ใหม่ที่ไทยลีกแล้ว

ซอว์ มิน ตุน | Zaw Min Tun
กัปตันทีมชาติเมียนมาร์คนปัจจุบันถือเป็นปราการหลังพันธุ์อึดที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดี และสามารถสอดขึ้นมาทำประตูได้เป็นระยะๆ ประสบความสำเร็จในบ้านเกิดกับ ยาดานาร์บอน และ ย่างกุ้ง ยูไนเต็ด จนแทบไม่มีอะไรต้องไขว่คว้าอีกแล้ว อันที่จริงเจ้าตัวมีโอกาสย้ายมาไทยลีกตั้งแต่ฤดูกาลที่ผ่านมา ทว่าพลาดโอกาสไปหลังเจรจากันไม่ลงตัว แต่จากกระแสฟีเวอร์ของ อ่อง ธู เชื่อได้เลยว่า ซอว์ มิน ตุน จะไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือซ้ำสองแน่นอน

อดัม สวานดี้ | Adam Swandi
ถือเป็นหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งสิงคโปร์ที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งแห่งยุค เพราะเคยผ่านประสบการณ์ฝึกลูกหนังจาก เม็ตซ์ ทีมในลีกฝรั่งเศสมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พัฒนาการทางลูกหนังของเขายังเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤดูกาลล่าสุด ที่แม้จะย้ายมาร่วมทีม อัฃบิเร็กซ์ นิงาตะ (สิงคโปร์) เป็นปีแรก แต่ก็นำทีมกวาดเรียบทุกแชมป์ในประเทศ พร้อมคว้าตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมอีกรางวัล แม้อายุจะแค่เพียง 22 ปีในตอนนี้ แต่ผลงานของเขาบ่งบอกชัดเจนว่า พร้อมสำหรับลีกที่มาตรฐานสูงกว่าอย่างไทยลีกแล้ว

หาให้ได้ก่อนเอเชี่ยนคัพ! โค้ชโชคแนะนำ 5 สิ่งต้องมี! ชี้ไทยขาดนักเตะอย่าง ลีซอ

   โค้ชโชค โชคทวี พรหมรัตน์ เผยว่าทีมชาติไทยต้องการนักเตะที่สร้างความแตกต่างในเกมรุกได้ เพราะในทีมชุดซูซูกิ คัพ มีเพียง สุมัญา ปุริสายเพียงคนเดียวเท่านั้น 
โดยอดีตกุนซือทีมชาติไทยชุดเเชมป์ซีเกมส์เผยผ่านเพจ “ช้างศึก” ว่าทีมชาติมีตัวพลิกแพลงน้อยเกินไปจนเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถชนะ มาเลเซีย ในเกมรอบรองชนะเลิศเลกที่ 2 ได้  ปกเกล้า, ธนบูรณ์, สรรวัชญ์ และ ฐิติพันธ์ คือนักเตะในปรัชญาฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช นั่นคือ การควบคุม ทั้งผลการแข่งขัน วิธีเล่น, ดีเทลนักเตะ นำมาซึ่งผลการแข่งขันตามเป้าหมาย 
   โดยวิถีฟุตบอลมันไม่จริงทั้งหมด เมื่อเกมแข่งมีเวลา 90 นาที พร้อมเงื่อนไขต่างสถานการณ์ของกฎประตูทีมเยือน การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จจึงไม่เกิดการพลิกแพลง แท็คติกจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ในเรื่องนักเตะ เจ้าของฉายา “นกกระยางดำ” ยังบอกว่า ด้วยฝีเท้าของแข้งไทยชุดนี้ถ้าให้เล่นเกมรุกก็ทำได้แบบไม่ขัดเขิน ความแตกต่างหนึ่งเดียวของไทยจึงมีตัวเลือกเพียง สุมัญญา ปุริสาย แต่ด้วยเวลาและสถานการณ์ที่ถูกส่งลงไป จึงแทบเป็นเกมที่ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจ นอกจากประตูนำ 2-1 เท่านั้น 
   ฉะนั้นการค้นหานักเตะที่สร้างความแตกต่าง ก่อนฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียจะเริ่มขึ้น นอกเหนือจาก 4 นักเตะที่ค้าแข้งอยู่ต่างประเทศแล้ว เรายังจำเป็นต้องหา นักเตะอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม, ธีรเทพ วิโนทัย เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับทีมไทยทุกระดับการแข่งขัน จงอย่ามองข้ามเด็ดขาด ติดตามเต็มๆได้ที่ ลิ้งด้านล่างนี้
Read more at https://www.facebook.com/changsuek/

“โชคทวี พรหมรัตน์”
แนะนำ 5 สิ่งต้องมี
ก่อน “ช้างศึก” ลุยเอเชียน คัพ
#ChangsueksTalk
_______________
การเดินทางไปชมเกมที่ ทีมชาติไทย พบ มาเลเซีย ในอาเซียนคัพ 2018 รอบรองชนะเลิศ ถึงขอบสนาม ผมได้มีโอกาสนั่งชมเกมคู่กับ “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ อดีตนักเตะและโค้ชทีมชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง
เราได้พูดคุยและพูดถึงเกมการแข่งขันแบบถึงพริกถึงขิง ก่อนที่ “ช้างศึก” จะตกรอบด้วยกฎประตูทีมเยือน และนี่คือ 5 สิ่งที่ต้องมีที่ “โชคทวี พรหมรัตน์” แนะนำ ก่อนที่ “ช้างศึก” จะลุยเอเชียน คัพ 2019 ต้นปีหน้า

1.คาแรคเตอร์ ไม่ยอมแพ้
คาแรคเตอร์ ไม่ยอมแพ้ ที่สาบสูญอันเนื่องมาจากสถานการณ์นำพา มันเกิดขึ้นชัดเจนกับ 2 เกมในทัวร์นาเมนต์นี้ ครั้งแรกคือเกมบุกเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 ต่อมาคือค่ำคืนที่เสมอ มาเลเซีย 2-2 ก่อนตกรอบ จะเห็นได้ว่า ไม่มีนักเตะไทยคนไหนแสดงให้เห็นถึงความกระหายชัยชนะ เมื่อจวนตัวก็พยายามเล่นเซฟโซน บุคลิกเกลียดความพ่ายแพ้จึงสำคัญ โดยเฉพาะเกมเสมอมาเลเซีย 2-2 ผู้เขียนอยู่ในสนามและไม่อยากเชื่อว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลง นักเตะไทยหลายคนให้จมลึกลงไปในพื้นที่ปลอดภัย ไม่กล้าแสดงฝีเท้าที่แท้จริงผลที่ออกมาคือ ตกรอบ แบบเจ็บปวด โดย “โค้ชโชค” มั่นใจว่าทางแก้ของทีม “ช้างศึก” คาดว่าได้ถูกวางไว้แล้วจากการมาของ 4 ขุนพลไทยที่ค้าแข้งต่างแดนอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ที่ได้พิสูจน์แล้วว่า กว่าจะได้เป็นนักเตะตัวหลักกับสโมสรต่างประเทศ พวกเขาต้องกระหายชัยชนะขนาดไหน?
2.ความแตกต่าง
ปกเกล้า, ธนบูรณ์, สรรวัชญ์ และ ฐิติพันธ์ คือนักเตะในปรัชญาฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช นั่นคือ การควบคุม ทั้งผลการแข่งขัน วิธีเล่น, ดีเทลนักเตะ นำมาซึ่งผลการแข่งขันตามเป้าหมาย โดยวิถีฟุตบอลมันไม่จริงทั้งหมด เมื่อเกมแข่งมีเวลา 90 นาที พร้อมเงื่อนไขต่างสถานการณ์ของกฎประตูทีมเยือน การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จจึงไม่เกิดการพลิกแพลง แท็คติกจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนักเตะ เจ้าของฉายา “นกกระยางดำ” บอกว่า ด้วยฝีเท้าของแข้งไทยชุดนี้ถ้าให้เล่นเกมรุกก็ทำได้แบบไม่ขัดเขิน ความแตกต่างหนึ่งเดียวของไทยจึงมีตัวเลือกเพียง สุมัญญา ปุริสาย  แต่ด้วยเวลาและสถานการณ์ที่ถูกส่งลงไป จึงแทบเป็นเกมที่ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจ นอกจากประตูนำ 2-1 เท่านั้น  ฉะนั้นการค้นหานักเตะที่สร้างความแตกต่าง ก่อนฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียจะเริ่มขึ้น นอกเหนือจาก 4 นักเตะที่ค้าแข้งอยู่ต่างประเทศแล้ว เรายังจำเป็นต้องหา นักเตะอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม, ธีรเทพ วิโนทัย เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับทีมไทยทุกระดับการแข่งขัน จงอย่ามองข้ามเด็ดขาด
3.วิสัยทัศน์
หลังจบเกม โชคทวี พรหมรัตน์ ได้กล่าวว่า การสร้างสิ่งที่มองไม่เห็น หรือ “วิสัยทัศน์” ในการทำงานเป็นทีมจากนอกสนาม จะช่วยเสริมศักยภาพของนักบอลไทยให้ยกระดับได้ เช่น การยกให้เกมนั้นๆ สำคัญจนแพ้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นการกระตุ้นชั้นดี
การตั้งเป้าหมายสูงๆ และการสร้างสถานการณ์ที่พลาดไม่ได้ก็ควรมี เพราะคำพูดว่า “ไม่เป็นไร ยังไงก็แชมป์” ไม่ช่วยทีมฟุตบอลฮึดสู้จนวินาทีสุดท้ายได้ แต่การวางเป้าหมายว่า แชมป์เท่านั้น หรือสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ยกระดับทีมได้มากกว่า
โดยฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 จึงเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ คือการวางวิสัยทัศน์ที่ไกล และ ชัดเจน เพื่อให้ “ช้างศึก” ไม่หลงอยู่ในภวังค์ที่ว่า ไม่เป็นไร, นี่ระดับเอเชีย, แค่นี้พอแล้ว ซึ่งคำพูดทั้งหมดล้วนไม่ก่อให้เกิดปาฎิหาริย์
4.ทำการบ้านให้หนักขึ้น
ต่อจากนี้ฟุตบอลไทยจะเข้าสู่โหมดระดับเอเชียเต็มตัว การเตรียมทีมให้พร้อมและทำการบ้านให้หนักขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ที่ทีมไทยอยู่ในสายเอ ร่วมกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (เจ้าภาพ), อินเดีย, บาห์เรน ที่มองจากชื่อชั้นยกเว้นเจ้าภาพ ดูคุณภาพทีมจะใกล้เคียงกัน
กระนั้นหากวัดตามฟีฟ่า แรงกิ้ง มีตัวเลขวัดผลแบบสากล ทีมช้างศึก เป็นรองทุกทีม อย่างไรก็ตามด้วยความที่แต่ละทีมไม่ค่อยได้วัดฝีเท้ากันบ่อยนัก การรู้ซึ่งศักยภาพคู่ต่อสู้จึงจำเป็น
สำหรับเป้าหมายที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย วางไว้นั้น คือผ่านรอบแบ่งกลุ่มให้ได้สถานเดียว บวกกับระบบการแข่งขันที่เปิดโควตาอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม โอกาสที่ ทีมไทย จะเข้ารอบน็อกเอาต์จึงมีสูงขึ้น แต่การคว้าสิทธิ์เข้ารอบแบบอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ “ช้างศึก” ควรต้องทำให้ได้มากกว่าไปรอลุ้นระทึก
5.กองเชียร์ 100 เปอร์เซนต์
ถึงตรงนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากองกำลังแห่งกองเชียร์ไทยอีกแล้ว ที่จะทำให้ “ช้างศึก” เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โดย “โค้ชโชค” เชื่อว่า การให้การสนับสนุนทุกช่องทางจากแฟนบอลไทย เพื่อให้นักบอลไทยได้รู้ว่า พวกเขาไม่ได้เดินอย่างเดียวดาย เรียกร้อง ตะโกนเชียร์ เอาให้หนักก่อนเกม เชียร์ให้สุดใจ กระตุ้นพวกเขาระหว่างเกมไม่ให้ตกหลุมแห่งอารมณ์ และเมื่อจบเกมก็ปลุกกำลังใจพวกเขาให้ลุกขึ้นสู้ต่อ ,เมื่อทุกอย่างมาพร้อมกัน เชื่อว่า “ความฝัน” ที่แฟนบอลอยากจะเห็น “ช้างศึก” ก้าวไปในที่ที่ไม่เคยไป ก็จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

#ช้างศึก #เชียร์ไทยใช้ใจล้วนๆ #THAIFOOTBALL #ฟุตบอลไทย #บอลไทย #ทีมชาติไทย #changsuek #นักฟุตบอลทีมชาติไทย #นักบอลทีมชาติไทย #เชียร์ไทยไปให้สุดทุกแมตช์ #ฟุตบอลทีมชาติไทย #โชคทวีพรหมรัตน์

CR : แฟนเพจช้างศึก