ตำนานแห่งความสำเร็จ! เนวิน เปิดใจครั้งแรกหลัง ดิโอโก้ ย้ายซบ ยะโฮร์


“บิ๊กเน”เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่ “ปราสาทสายฟ้า”บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกมาเปิดเผยความรู้สึกหลังจาก อดีตศูนย์หน้าตัวเก่งของทีม ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ย้ายไปร่วมทัพยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม



#Betway เว็ปตรงสัญชาติอังกฤษ?คุณได้ลองแล้วรึยัง?
? สมาชิกใหม่จะได้รับ?คูปองโบนัส 300 บาท
⚽ โบนัสฝากครั้งแรก(กีฬา) 200% เทิร์น 15 เท่า
? คืนเงินทุกวัน 1% จากยอดเล่น สูงสุดในไทย?
? เข้าร่วมเป็นสมาชิก คลิก 
https://bit.ly/2K2oT9D
?️ สิทธิประโยชน์อีกมากมายรอคุณอยู่?
? ติดต่อเจ้าหน้าที่แชทสด (ตลอด 24 ชม.)
? 
https://goo.gl/MGGYCW

เนวิน ชิดชอบ ออกมาแถลงการณ์ผ่านทางแฟนเพจ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกี่ยวกับการย้ายไปร่วมทัพ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ว่า

ดิโอโก กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
บนวิถีทางของมืออาชีพ
………
มันไม่ใช่ข่าวร้ายในวันสิ้นปี

ดิโอโก้ แจ้งกับผม ตั้งแต่ต้นปี 2018 ก่อนไทยลีกจะเปิดฤดูกาล ว่า “ทันทีที่จบฤดูกาล 2018 ถ้ามีข้อเสนอที่ดีจากสโมสรอื่นเข้ามา ขอให้เขาได้พิจารณา และให้โอกาสเขา ได้ย้ายสโมสร” เป็นวิถีปฏิบัติแบบมืออาชีพของดิโอโก ที่น่ายกย่อง ที่ให้เวลาสโมสร เตรียมตัวหาผู้เล่นใหม่ มาแทนที่ เป็นเวลา 1 ปี ล่วงหน้า

ตลอดฤดูกาล 2018 ทั้ง ดิโอโก และผม ต่างรับทราบซึ่งกันและกันว่า เป็นปีสุดท้ายที่เราจะได้ทำงานร่วมกัน
แต่ บนวิถีทางของมืออาชีพ ดิโอโก้ทุ่มเทเพื่อทีมอย่างเต็มที่ ตามที่เราเห็นกัน ในขณะที่สโมสร ก็ดูแลดิโอโก และครอบครัว ให้มีความสุขกับทุกๆ วันที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่างมืออาชีพ เช่นกัน

เมื่อไทยลีก 2018 จบฤดูกาล ดิโอโก้ก็แจ้งอย่างเป็นทางการ ว่าได้รับข้อเสนอที่ดี จากสโมสรในมาเลเซีย และต้องการจะตอบรับข้อเสนอนั้น เพื่อความมั่นคงของครอบครัวเขา
การทำงานร่วมกันระหว่าง ดิโอโก้ กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ดำเนินไปด้วยวิถีทางของมืออาชีพ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย ด้วยการให้เกียรติต่อกัน และเคารพสัญญาที่มีต่อกัน ที่มีเพิ่มเติมขึ้นมา คือ ความรัก ความผูกพันต่อกัน และความสำเร็จร่วมกัน ทั้ง ดิโอโก้, สโมสร และแฟนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
ดิโอโก้ เป็นนักฟุตบอลที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เคยมีมา และเป็นนักฟุตบอลที่มายกระดับไทยลีก เป็นนักฟุตบอลที่มาช่วยพัฒนานักฟุตบอลไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม
9 ปี ที่ผ่านมา บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และได้พิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอด ว่าทุกๆ การเปลี่ยนแปลง เราจะยกระดับตัวเองขึ้นมา เพื่อเอาชนะตัวเองให้ได้
การที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่มี ดิโอโก้ เป็นโอกาส และเป็นแรงกระตุ้นที่เราจะพัฒนา และยกระดับทีมกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเราเชื่อมั่นว่าเราจะทำได้ดี และทำได้สำเร็จอีกครั้ง เพราะเรามีพลังศรัทธาของแฟนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คอยสนับสนุน และเป็นกำลังใจ ขอให้แฟนๆ มีความมั่นใจ ว่าสโมสรที่ท่านเลือกที่จะให้ความรัก ความศรัทธา แห่งนี้ จะทำให้ท่านมีความสุขกับชัยชนะ และความสำเร็จ เช่นทุกๆ วันที่ผ่านมา

สำหรับ ดิโอโก้ เราจะจดจำเขาในฐานะตำนาน
แห่งความสำเร็จบทหนึ่งของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอให้พวกเราอวยพรให้ผู้ชายคนนี้ ที่เคยนำชัยชนะ, ความสุข และความสำเร็จ มาให้พวกเรา ตลอดเวลา 4 ปี ที่ร่วมกันสู้ และมีลมหายใจเดียวกัน จงประสบความสำเร็จกับเส้นทางสายใหม่ ตามที่เขาได้เลือกแล้ว บนวิถีทางแห่งมืออาชีพ ที่ควรค่าแก่การเคารพและชื่นชม

เนวิน ชิดชอบ
ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
4 มกราคม 2562

ก่อนตัดตัว! วิเคราะห์ 27 ขุนพล ชุดลุยศึก เอเชียน คัพ 2019

ถึงวันตบเท้าเข้าคิวรายงานตัวเรียบร้อย สำหรับ 27 นักเตะทีมชาติไทย ชุดเตรียมทำศึก เอเชียนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และนี่ก็คือสิ่งที่บ่งบอกว่า การเดินทางสู่ความฝันอันยิ่งใหญ่กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว

สำหรับ 27 รายชื่อนั้น ได้ประกาศตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด 6 คนจากชุดพลาดแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2019 หากไม่นับ 4 ผู้เล่นจากลีกต่างประเทศที่กลับมารับใช้ชาติอีกครั้งอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ (โอเอช ลูเวิน), ชนาธิป สรงกระสินธ์ (คอนซาโดเล่ ซัปโปโร), ธีรศิลป์ แดงดา ((ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า (ยืมตัว)) และ ธีราทร บุญมาทัน ((วิสเซิ่ล โกเบ (ยืมตัว))

6 รายจาก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่หลุดไปก็คือ นูรูล ศรียานเก็ม, ปกรณ์ เปรมภักดิ์ และ มงคล ทศไกร สามปีกขวา โดยรายสุดท้ายอย่าง “จ่าเย็น” ถึงกับประกาศเลิกเล่นทีมชาติไทยเลยทีเดียว

ส่วนอีกสามคนก็มี มานูเอล ทอม เบียร์ห ที่มีอาการบาดเจ็บ, ฟิลิป โรลเลอร์ และ เควิน ดีรมย์รัม แบ็คขวา กับ แบ็คซ้ายลูกครึ่ง โดย 6 นักเตะที่คัมแบ็คกลับสู่ทีมชาติไทย ก็มีทั้ง ทริสตอง โด และ พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา สองนักเตะใหม่ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด รวมถึง อดิศร พรหมรักษ์, ชินภัทร ลีเอาะ, สุภโชค สารชาติ และแนวรุกที่สร้างความเซอร์ไพรส์สุดๆ อย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง

แม้จะมีเสียงวิจารณ์ในหลายๆ จุด แต่นี่คือ 27 ผู้เล่นก่อนตัดตัวที่มาจากการเฟ้นการคิดการวิเคราะห์ของ มิโลวาน ราเยวัช และทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช ที่มีเดิมพันการผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์เป็นอย่างน้อยของศึกเอเชียนคัพ เป็นบันไดด่านแรกที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้

การตอบโต้เสียงวิจารณ์ นั่นคือ การต้องทำงานหนักของ ราเยวัช และต้องทำเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จให้ได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวผมเองก็อยากจะวิเคราะห์ในหลายๆ จุดของการเรียกตัวทั้ง 27 คนในครั้งนี้
จะเป็นเช่นไร ลองอ่านกันได้เลยครับ

ผู้รักษาประตู

ถ้าไม่มีอะไรผิดแปลกให้คิดมากนัก ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ทางด้าน กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ จะกลับมาเป็นมือหนึ่ง ทีมชาติไทย ในเอเชี่ยนคัพ 2019 ครั้งนี้แน่นอน ทว่าสิ่งที่ทำให้ต้องลุ้นหนักนั่นคือ “เจ้าตอง” ยังมีอาการบาดเจ็บบริเวณใต้เท้าระหว่างนิ้วโป้ง และนิ้วชี้อยู่ ทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามในลีกรองของเบลเยี่ยมจนถึงปัจจุบัน

และหากอาการบาดเจ็บดังกล่าว ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพปกติได้ รายชื่อของสามนายทวารของทีมชาติไทย ที่ได้บุกดินแดนอาหรับก็จะเป็นสามคนที่เหมือนกับตอนแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ นั่นเอง (ฉัตรชัย บุตรพรหม, ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน และ สรานนท์ อนุอินทร์)

กองหลัง

ในตำแหน่งกองหลัง มานูเอล ทอม เบียร์ห, ฟิลิป โรลเลอร์ และ เควิน ดีรมย์รัม ถูกแทนที่ด้วย อดิศร พรหมรักษ์, ชินภัทร ลีเอาะ, ทริสตอง โด, พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา และ ธีราทร บุญมาทัน ก่อนการตัดตัว

เริ่มต้นที่ตำแหน่งแบ็คขวา การได้ ทริสตอง โด เข้ามาแทนที่ ฟิลิป โรลเลอร์ ก็ค่อนข้างชัดเจนว่า โรลเลอร์ สอบไม่ผ่านจากผลงาน ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่ผ่านมา ไม่เหมือนกับ มิก้า ชูนวลศรี ที่ได้ไปต่อ โดย ทริสตอง โด มีความหลากหลายในการเล่นเกมรุกด้านขวาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ ตำแหน่งแบ็คขวา ยังมี อดิศร พรหมรักษ์ อีกคนที่เล่นได้เช่นเดียวกัน รวมถึง ชินภัทร ลีเอาะ ด้วย นั่นทำให้ทีมชุดนี้ มีแบ็คขวาที่สามารถหุบเป็นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟได้ถึง 3 คน ซึ่งหมายความว่า เราอาจจะได้เห็นระบบหลังสามเวลาต้องการบุก หรือ เซ็นเตอร์ 3 คน พร้อมวิงแบ็คอีกสองข้าง เวลาต้องการเกมรับเน้นๆ

มากันที่ตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แน่นอนว่า พรรษา เหมวิบูลย์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว น่าจะเป็นคู่เซ็นเตอร์ที่จะถูกใช้งานเกือบ 100% เต็ม ส่วนตัวซัพพอร์ตรายอื่นๆ ก็มี อดิศร พรหมรักษ์, สุพรรณ ทองสงค์ และ ชินภัทร ลีเอาะ รวมถึง มิก้า ชูนวลศรี ที่เล่นในตำแหน่งนี้ได้เช่นกัน ซึ่งตำแหน่งนี้ อาจจะมีการตัดชื่อ 1 ราย ก็ต้องรอดูกันต่อไป

ปิดท้ายกันที่ แบ็คซ้าย มีจุดน่าสนใจ นั่นคือ การกลับมาของ ธีราทร บุญมาทัน แต่ทาง ราเยวัช ยังเรียกตัว พีระพัฒน์ โน้ตชัยยา เข้ามาเสริมทีมด้วย โดยมี เควิน ดีรมย์รัม หลุดออกจากทีมไปแค่รายเดียวในตำแหน่งนี้

ธีราทร บุญมาทัน

ฉะนั้น หาก “เจ้าบาส” กับ “เจ้ามิงค์” กรกช วิริยะอุดมศิริ ติดไปพร้อมกัน เราก็อาจจะได้เห็น ธีราทร บุญมาทัน เล่นในตำแหน่งอื่นๆ เพราะ กรกช เองก็เด่นมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วน ธีราทร บุญมาทัน ก็สามารถเล่นได้อีกหลายตำแหน่ง ทั้งมิดฟิลด์ตัวกลาง รวมถึงกราบซ้ายตัวบนก็เล่นได้อีกด้วย

กองกลาง

จากการตัดตัวผู้เล่นแนวรุกทางกราบขวาออกไปถึง 3 ราย ทั้ง นูรูล, มงคล และ ปกรณ์ หลังทั้งหมด “สอบไม่ผ่าน” จากผลงานในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และไม่มีการเพิ่มเติมตำแหน่ง “ปีกธรรมชาติ” เลยแม้แต่คนเดียว โดย ทริสตอง โด ที่แม้จะเล่นได้ แต่เขาก็โดดเด่นขึ้นมาจากตำแหน่งแบ็คขวา เช่นเดียวกับ สิโรจน์ ฉัตรทอง ก็กำเนิดมาจากการเป็นกองหน้ากึ่งปีกมากกว่า ฉะนั้น เป็นไปได้ว่า ระบบของทีมชาติไทย จะเป็น 4-3-3 มากกว่า 4-2-3-1

ชนาธิป

ทั้งนี้ ทีมชุดนี้ มีมิดฟิลด์ตัวกลางทั้งหมด 7 รายด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ 5 นักเตะจากชุดเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ อย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ปกเกล้า อนันต์, สรรวัชญ์ เดชมิตร, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ สุมัญญา ปุริสาย พร้อมกับอีก 2 รายที่เข้ามาอย่าง สุภโชค สารชาติ และ ชนาธิป สรงกระสินธ์

ผมมองว่า หากไม่มีอะไรผิดพลาด ถ้าไม่ใช่ สุภโชค ที่โชคร้าย โดนตัดตัวเพราะเพิ่งหายเจ็บกลับมา ก็มีสิทธิ์ที่ทั้งหมดจะได้ไป “ยูเออี” ครบทั้ง 7 คน พร้อมกับมีโอกาสเล่นในระบบ 4-4-2 ที่ยืนแบบไดมอนด์ด้วย หรือการเล่น 4-2-3-1 แบบถ่าง ชนาธิป หรือ สรรวัชญ์ ไปยืนทางฝั่งซ้าย ก็ได้

กองหน้า

กองหน้า 6 รายที่อยู่ในชุดนี้ มีตำแหน่งกองหน้าเบอร์ 9 แท้ๆ แค่คนเดียวคือ อดิศักดิ์ ไกรษร ส่วนกองหน้าที่เล่นทางกราบได้มี 4 คน นั่นคือ ธีรศิลป์ แดงดา, ศุภชัย ใจเด็ด, ชนานันท์ ป้อมบุบผา และ สิโรจน์ ฉัตรทอง โดยมี ศศลักษณ์ ไหประโคน เป็นกองหน้าด้านข้างแบบโอนลี่ คนเดียวในหมู่แนวรุก

ทีมชาติไทย

ดูแล้ว น่าจะมีใครสักคน ถูกตัดออก และก็อาจจะเป็นกองหน้าที่เล่นทางกราบได้ด้วย เพราะทางกราบสองข้างนั้น มีนักเตะในตำแหน่งอื่นๆ สามารถเล่นได้ ทั้ง ธีราทร, สรรวัชญ์, ชนาธิป และ สุภโชค ทางฝั่งซ้าย รวมถึง ทริสตอง โด และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ทางฝั่งขวา

…… จาก 27 รายชื่อที่เห็น จะเหลือผู้เล่นทั้งหมด 23 รายชื่อสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชี่ยนคัพ 2019 รอบสุดท้ายจริงๆ ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในอีกไม่ช้า (ประมาณ 10 วันข้างหน้า) ก่อนการบินลัดฟ้าไปยูเออี

หวังว่านักเตะทุกคนที่มีโอกาส ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ ลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ และเสริมสร้างความฟิตให้กับตัวเองมากที่สุด

และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะสร้างความฝันอันยิ่งใหญ่ร่วมกันในศึกชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้

CR : จอน truesport

10 นักเตะ “ขิงแก่” ที่ยังมีไฟเล่นไทยลีกฤดูกาล 2019 ได้สบายๆ

โตโยต้า ไทยลีก ปีที่ผ่านมา มีเหล่าดาวรุ่งก้าวมาแจ้งเกิดได้หลายคน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของวงการฟุตบอลไทย นั้นก็ทำให้บรรดาแข้งเก๋า ต้องรักษาสภาพร่างกายของตัวเองเพื่อแย่งพื้นที่ลงสนามให้ลีกสูงสุดให้ได้ และนี่ก็คือ 10 นักเตะ “ขิงแก่” ที่ยังสามารถเล่นไทยลีกฤดูกาล 2019 ได้อย่างสบายๆ

อดุลย์ หมื่นสมาน

อดุลย์ หมื่นสมาน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘มิสเตอร์โปรโมต’  หลังจากสามารถพาทีมเลื่อนชั้นจากลีกรองมาสู่ไทยลีกได้ถึง 5 ครั้ง โดยในฤดูกาลที่ผ่านมาก็เป็นอีกหนึ่งแข้งคนสำคัญในการพา “ต่อพิฆาต” พีที ประจวบ เอฟซี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ล่าสุด กัปตันดุล อดุลย์ หมื่นสมาน ในวัย 37 ปี ก็ได้รางวัลตอบแทนด้วยการต่อสัญญาอยู่กับทีมออกไปอีก 1 ปี นั่นหมายความว่าแฟนบอลเราจะได้เห็นเขาลงไปวาดลวดลายในสนามสามอ่าว สเตเดี้ยม เหมือนเดิม แม้อายุอานามจะใกล้เลข 4 แล้ว แต่ก็ยังสามารถวิ่งไล่แย่งบอลรุ่นน้องได้อย่างไม่มีปัญหา ที่สำคัญประสบการณ์อันโชกโชน บวกกับมันสมองในการเล่นบอลอย่างชาญฉลาด ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องใช้แรงมากมาย

สุเชาว์ นุชนุ่ม

ในยุคที่ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ใช้เหล่าดาวรุ่งจากระบบอคาเดมี่ของ ก้าวมาเป็นกำลังหลักสำคัญในการไล่ล่าความสำเร็จนั้น บางครั้งก็ต้องมีแข้งเก๋าค่อยเป็นรุ่นพี่ในสนาม ช่วยประคองน้องๆด้วย ซึ่ง สุเชาว์ นุชนุ่ม ก็มีบทบาทเป็นอย่างมาก

ฤดูกาลที่ผ่านมา “กัปตันกบ” สุเชาว์ อาจไม่ได้ลงสนามครบทุกเกมให้กับทีม แต่ตัวเลขการลงสนาม 27 นัด (ตัวจริง 20) ในไทยลีก ก็แสดงให้เห็นไม่ธรรมดาสำหรับแข้งอายุ 35 ปี และในฤดูกาลหน้าที่จะย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 36 สุเชาว์ นุชนุ่ม ก็จะยังคงโลดเล่นในลีกสูงสุดให้กับ บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด ได้อย่างสบาย กับภารกิจล่าแชมป์ลีกให้สโมสรต่อไป

อมร ธรรมนาม

ผลงาน 8 ประตูจากการลงสนาม 32 นัดให้กับ พีที ประจวบ ทีมน้องใหม่ไฟแรงแห่งศึกในโตโยต้าไทยลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ทำให้ชื่อเสียงของ อมร ธรรมนาม กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง

ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นหลายคนกำลังโรยรา และเลิกเล่นไปทีละคนสองคน แต่สำหรับ อมร ธรรมนาม กลับมาทำผลงานได้อย่างร้อนแรงอีกครั้ง ทั้งๆที่เส้นทางชีวิตของเขาก่อนหน้านี้ เป็นนักเตะที่ไม่มีทีมไหนเอาจนต้องไปขายป๊อปคอร์นเลี้ยงชีพแล้ว

ผลงานของเขาในปีที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นว่าสภาพร่างกายยังเล่นไหว และปีหน้าก็ยังคงเป็นกำลังหลักของ พีที ประจวบ เอฟซี อีกอย่างน้อย 1 ปี

สมภพ นิลวงษ์

สมภพ นิลวงษ์ เป็นอีกหนึ่งแข้งเก๋าของ พีที ประจวบ ยูไนเต็ด ที่น่าจะได้อยู่กับทีมต่อ จากผลงานการคุมหลังบ้านของเขาในปีที่ผ่านมา

แม้ว่า สมภพ จะไม่ใช่แกนหลักที่ลงสนามอย่างสม่ำเสมอในปีที่ผ่านมา แต่หลายๆเกม “โค้ชวัง” ธวัชชัย ก็ต้องใช้แนวรับมากประสบการณ์ลงไปช่วย เขาจึงตอบโจทย์ได้อย่างดี และในฤดูกาลหน้า สมภพ นิลวงษ์ ​ที่จะอายุครบ 36 ปี ในเดือนมีนาคม ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในเกมรับของ พีที ประจวบ ที่ถึงอายุจะมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าแข้งรุ่นน้องทีมตรงข้ามจะผ่านเขาได้ง่ายๆ

พิชิตพงษ์ เฉยฉิว

อดีตกองกลางทีมชาติไทย วัย 36 ปี มีส่วนสำคัญในการพา “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี เลื่อนชั้นมาเล่นในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรก ทำให้ในฤดูกาลหน้าเราก็จะได้เห็นฝีเท้าของ พิชิตพงษ์ ในลีกสูงสุดอีกครั้ง

อายุที่มากขึ้น คงไม่ใช่ปัญหาในการเป็นตัวคุมจังหวะเกมแดนกลางให้กับ เชียงใหม่ เอฟซี ในฤดูกาลหน้า ที่สำคัญประสบการณ์การค้าแข้งอันโชกโชนของเขา ก็น่าจะช่วยทีมได้มาก ในการเป็นน้องใหม่ในลีกสูงสุด

สุรีย์ สุขะ

หนึ่งในแบ็คขวาที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดในเมืองไทย สำหรับ สุรีย์​ สุขะ ยังคงยืนระยะค้าแข้งในลีกสูงสุดได้อย่างสบายๆ โดยในปีที่ผ่านมาก็เล่นให้กับ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี  ไปถึง 23 นัด (ราชบุรี มิตรผล 11, อุบล ยูเอ็มที 12)

โตโยต้า ไทยลีก 2019 สุรีย์ สุขะ ก็ยังคงเป็นอีกกำลังสำคัญของ ราชบุรี มิตรผล แม้ว่าอาจจะไม่เติมเกมรุกได้อย่างดุดันเหมือนสมัยวัยรุ่น แต่ความเก๋าของเขาก็จะช่วย “ราชันมังกร” ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเล่นเกมรับที่ยังคงไว้ใจได้เสมอในการยืนตำแหน่งแบ็คขวาให้กับทีม

เอกลักษณ์ ทองกริต

ยังไม่รู้ว่าฤดูกาลหน้า จะอยู่ทีมไหนสำหรับ เอกลักษณ์ ทองกริต นักเตะที่ถูก “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด คว้าตัวไปจาก ราชบุรี มิตรผล เอฟซี แต่ว่าไม่สามารถเบียดตำแหน่งตัวจริงได้ก่อนถูกปล่อยให้กับอดีตต้นสังกัดยืมตัว

แบ็คซ้ายมากประสบการณ์ในวัย 35 ปี เป็นอีกหนึ่งคนที่หลายทีมเฝ้ามองสถานการณ์ของเขา หาก ราชบุรี มิตรผล ไม่ยืมต่อก็ทีมอื่นๆก็พร้อมเสนอตัวยื่นข้อเสนอไปยัง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อายุที่มากขึ้นไม่ใช่ปัญหาของ เอกลักษณ์ ทองกริต ในการไล่แย่งบอลจากแนวรุกฝ่ายตรงข้าม แถมมีจุดเด่นจากลูกวางบอลยาวที่ยังไว้ใจได้

อนุชา กิจพงษ์ศรี

อีกหนึ่งแบ็คซ้ายรุ่นราวคราวเดียวกันกับ เอกลักษณ์​ ทองกริต ที่จะได้กลับมาวาดลวยลายในฟุตบอลลีกสูงสุดอีกครั้ง นั่นคือ อนุชา กิจพงษ์ศรี แบ็คซ้ายจาก “ช้างขาวจ้าวเกาะ” ตราด เอฟซี ทีมน้องใหม่โตโยต้าไทยลีก 2019

อนุชา กิจพงษ์ศรี ย้ายมาร่วมทัพ ตราด เอฟซี ในเลกสองฤดูกาลที่ผ่านมา และก็เป็นกำลังหลักในการพาทีมเลื่อนชั้น และเขาก็น่าจะได้รับรางวัลในการต่อสัญญาออกไปอีก 1ปี และจากประสบการณ์อันโชกโชนน่าจะช่วยทีมได้เยอะสำหรับการเล่นลีกสูงสุดปีแรกของ ตราด เอฟซี

คาตาโนะ ฮิโรมิจิ

อีกหนึ่งคีย์แมนสำคัญในการพาทีม ตราด เอฟซี เลื่อนชั้นมาเล่นในลีกสูงสุดก็คือ คาตาโนะ ฮิโรมิจิ ปราการหลังมากประสบการณ์ในวัย 36 ปี ที่กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลจังหวัดตราดไปแล้ว และปีหน้าเขาก็จะเป็นกำลังหลัก ในพาทีมอยู่รอดปลอดให้ในลีกสูงสุดให้ได้

เมษายน ปีหน้า คาตาโนะ จะมีอายุครบ 37 ปี แม้ว่าอายุอานามจะมาก แต่การรักษาสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยมบวกกับระเบียบวินัยที่เขามี น่าจะยืนระยะในลีกสูงสุดเมืองไทยได้สบาย

พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์

การประกาศอำลาสโมสร บีจี ที่เขาอยู่มาอย่างยาวนานถึง 10 ปี ทำให้หลายทีมในลีกสูงสุดตาลุกวาว และอยากจะได้มิดฟิลด์มากประสบการณ์คนนี้ไปยืนคุมแผงแดนกลาง

แม้อายุมากขึ้นแต่ พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์​ ก็ยังแสดงให้เห็นว่า คุณภาพของฝีเท้าและสภาพร่างกายยังสามารถเล่นในลีกสูงสุดได้อย่างสบาย โดยเฉพาะการยืนในตำแหน่งมิดฟิดล์ที่อาจจะต้องใช้พละกำลังมาก แต่ด้วยความที่เป็นนักเตะที่ดูแลร่างกายตนเองอย่างดีอยู่เสมอมา ช่วยให้เขาปะทะฝีเท้ากับแข้งรุ่นน้องบนลีกสูงสุดได้อย่างไม่มีปัญหา


Toyota Sponsor

CR : thaileague.co.th

กำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ และการขึ้นทะเบียน โอนย้ายนักกีฬา ประจำฤดูกาล 2562

บริษัท ไทยลีก จำกัด ได้วางกำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ ฤดูกาล 2562 และกำหนดการขึ้นทะเบียน โอนย้ายนักกีฬา รวมถึงระบบการขอใบโอนย้ายระหว่างประเทศ (TMS)

สำหรับกำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ ฤดูกาล 2562 มีดังต่อไปนี้
รายการไทยลีก 1 หรือ โตโยต้า ไทยลีก มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ และปิดฤดูกาลในวันที่ 26 ตุลาคม 2562
รายการไทยลีก 2 หรือ เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และปิดฤดูกาลใน วันที่ 27 ตุลาคม 2562
รายการไทยลีก 3 หรือ ออมสิน ลีก โปร  มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ และปิดฤดูกาลใน วันที่ 13 ตุลาคม 2562
รายการไทยลีก 4 หรือ ออมสิน ลีก  มีกำหนดการเปิดฤดูกาลในวันที่ 9 กุมภาพันธ์

โดยสมาชิกและสโมสรสามารถลงทะเบียนนักกีฬา และโอนย้ายนักกีฬา 2 ครั้ง  โดยครั้งแรกเริ่มตั้งแต่วันนี้ ถึง วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562 และครั้งที่สองเริ่ม วันที่ 24 มิถุนายน 2562 ถึง วันที่ 19 กรกฎาคม 2562
สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและตารางกำหนดการการแข่งได้ตามเอกสารด้านล่าง

กำหนดการแข่งขันกีฬาฟุตบอลลีกอาชีพฯ และการขึ้นทะเบียน โอนย้ายนักกีฬา ฤดูกาล 2562
https://goo.gl/C28qNe 

แจ้งปฏิทินตารางการแข่งขันฟุตบอลลีกอาชีพประจาปี 2562
https://goo.gl/xoushK

Calendar of Competitions 2019
https://goo.gl/yFN6fj

หาให้ได้ก่อนเอเชี่ยนคัพ! โค้ชโชคแนะนำ 5 สิ่งต้องมี! ชี้ไทยขาดนักเตะอย่าง ลีซอ

   โค้ชโชค โชคทวี พรหมรัตน์ เผยว่าทีมชาติไทยต้องการนักเตะที่สร้างความแตกต่างในเกมรุกได้ เพราะในทีมชุดซูซูกิ คัพ มีเพียง สุมัญา ปุริสายเพียงคนเดียวเท่านั้น 
โดยอดีตกุนซือทีมชาติไทยชุดเเชมป์ซีเกมส์เผยผ่านเพจ “ช้างศึก” ว่าทีมชาติมีตัวพลิกแพลงน้อยเกินไปจนเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถชนะ มาเลเซีย ในเกมรอบรองชนะเลิศเลกที่ 2 ได้  ปกเกล้า, ธนบูรณ์, สรรวัชญ์ และ ฐิติพันธ์ คือนักเตะในปรัชญาฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช นั่นคือ การควบคุม ทั้งผลการแข่งขัน วิธีเล่น, ดีเทลนักเตะ นำมาซึ่งผลการแข่งขันตามเป้าหมาย 
   โดยวิถีฟุตบอลมันไม่จริงทั้งหมด เมื่อเกมแข่งมีเวลา 90 นาที พร้อมเงื่อนไขต่างสถานการณ์ของกฎประตูทีมเยือน การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จจึงไม่เกิดการพลิกแพลง แท็คติกจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากนี้ในเรื่องนักเตะ เจ้าของฉายา “นกกระยางดำ” ยังบอกว่า ด้วยฝีเท้าของแข้งไทยชุดนี้ถ้าให้เล่นเกมรุกก็ทำได้แบบไม่ขัดเขิน ความแตกต่างหนึ่งเดียวของไทยจึงมีตัวเลือกเพียง สุมัญญา ปุริสาย แต่ด้วยเวลาและสถานการณ์ที่ถูกส่งลงไป จึงแทบเป็นเกมที่ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจ นอกจากประตูนำ 2-1 เท่านั้น 
   ฉะนั้นการค้นหานักเตะที่สร้างความแตกต่าง ก่อนฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียจะเริ่มขึ้น นอกเหนือจาก 4 นักเตะที่ค้าแข้งอยู่ต่างประเทศแล้ว เรายังจำเป็นต้องหา นักเตะอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม, ธีรเทพ วิโนทัย เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับทีมไทยทุกระดับการแข่งขัน จงอย่ามองข้ามเด็ดขาด ติดตามเต็มๆได้ที่ ลิ้งด้านล่างนี้
Read more at https://www.facebook.com/changsuek/

“โชคทวี พรหมรัตน์”
แนะนำ 5 สิ่งต้องมี
ก่อน “ช้างศึก” ลุยเอเชียน คัพ
#ChangsueksTalk
_______________
การเดินทางไปชมเกมที่ ทีมชาติไทย พบ มาเลเซีย ในอาเซียนคัพ 2018 รอบรองชนะเลิศ ถึงขอบสนาม ผมได้มีโอกาสนั่งชมเกมคู่กับ “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ อดีตนักเตะและโค้ชทีมชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง
เราได้พูดคุยและพูดถึงเกมการแข่งขันแบบถึงพริกถึงขิง ก่อนที่ “ช้างศึก” จะตกรอบด้วยกฎประตูทีมเยือน และนี่คือ 5 สิ่งที่ต้องมีที่ “โชคทวี พรหมรัตน์” แนะนำ ก่อนที่ “ช้างศึก” จะลุยเอเชียน คัพ 2019 ต้นปีหน้า

1.คาแรคเตอร์ ไม่ยอมแพ้
คาแรคเตอร์ ไม่ยอมแพ้ ที่สาบสูญอันเนื่องมาจากสถานการณ์นำพา มันเกิดขึ้นชัดเจนกับ 2 เกมในทัวร์นาเมนต์นี้ ครั้งแรกคือเกมบุกเสมอ ฟิลิปปินส์ 1-1 ต่อมาคือค่ำคืนที่เสมอ มาเลเซีย 2-2 ก่อนตกรอบ จะเห็นได้ว่า ไม่มีนักเตะไทยคนไหนแสดงให้เห็นถึงความกระหายชัยชนะ เมื่อจวนตัวก็พยายามเล่นเซฟโซน บุคลิกเกลียดความพ่ายแพ้จึงสำคัญ โดยเฉพาะเกมเสมอมาเลเซีย 2-2 ผู้เขียนอยู่ในสนามและไม่อยากเชื่อว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลง นักเตะไทยหลายคนให้จมลึกลงไปในพื้นที่ปลอดภัย ไม่กล้าแสดงฝีเท้าที่แท้จริงผลที่ออกมาคือ ตกรอบ แบบเจ็บปวด โดย “โค้ชโชค” มั่นใจว่าทางแก้ของทีม “ช้างศึก” คาดว่าได้ถูกวางไว้แล้วจากการมาของ 4 ขุนพลไทยที่ค้าแข้งต่างแดนอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ที่ได้พิสูจน์แล้วว่า กว่าจะได้เป็นนักเตะตัวหลักกับสโมสรต่างประเทศ พวกเขาต้องกระหายชัยชนะขนาดไหน?
2.ความแตกต่าง
ปกเกล้า, ธนบูรณ์, สรรวัชญ์ และ ฐิติพันธ์ คือนักเตะในปรัชญาฟุตบอลของ มิโลวาน ราเยวัช นั่นคือ การควบคุม ทั้งผลการแข่งขัน วิธีเล่น, ดีเทลนักเตะ นำมาซึ่งผลการแข่งขันตามเป้าหมาย โดยวิถีฟุตบอลมันไม่จริงทั้งหมด เมื่อเกมแข่งมีเวลา 90 นาที พร้อมเงื่อนไขต่างสถานการณ์ของกฎประตูทีมเยือน การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จจึงไม่เกิดการพลิกแพลง แท็คติกจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องนักเตะ เจ้าของฉายา “นกกระยางดำ” บอกว่า ด้วยฝีเท้าของแข้งไทยชุดนี้ถ้าให้เล่นเกมรุกก็ทำได้แบบไม่ขัดเขิน ความแตกต่างหนึ่งเดียวของไทยจึงมีตัวเลือกเพียง สุมัญญา ปุริสาย  แต่ด้วยเวลาและสถานการณ์ที่ถูกส่งลงไป จึงแทบเป็นเกมที่ไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจ นอกจากประตูนำ 2-1 เท่านั้น  ฉะนั้นการค้นหานักเตะที่สร้างความแตกต่าง ก่อนฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียจะเริ่มขึ้น นอกเหนือจาก 4 นักเตะที่ค้าแข้งอยู่ต่างประเทศแล้ว เรายังจำเป็นต้องหา นักเตะอย่าง จักรพันธ์ แก้วพรม, ธีรเทพ วิโนทัย เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับทีมไทยทุกระดับการแข่งขัน จงอย่ามองข้ามเด็ดขาด
3.วิสัยทัศน์
หลังจบเกม โชคทวี พรหมรัตน์ ได้กล่าวว่า การสร้างสิ่งที่มองไม่เห็น หรือ “วิสัยทัศน์” ในการทำงานเป็นทีมจากนอกสนาม จะช่วยเสริมศักยภาพของนักบอลไทยให้ยกระดับได้ เช่น การยกให้เกมนั้นๆ สำคัญจนแพ้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็เป็นการกระตุ้นชั้นดี
การตั้งเป้าหมายสูงๆ และการสร้างสถานการณ์ที่พลาดไม่ได้ก็ควรมี เพราะคำพูดว่า “ไม่เป็นไร ยังไงก็แชมป์” ไม่ช่วยทีมฟุตบอลฮึดสู้จนวินาทีสุดท้ายได้ แต่การวางเป้าหมายว่า แชมป์เท่านั้น หรือสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ยกระดับทีมได้มากกว่า
โดยฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 จึงเป็นวัตถุดิบชั้นดีให้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ คือการวางวิสัยทัศน์ที่ไกล และ ชัดเจน เพื่อให้ “ช้างศึก” ไม่หลงอยู่ในภวังค์ที่ว่า ไม่เป็นไร, นี่ระดับเอเชีย, แค่นี้พอแล้ว ซึ่งคำพูดทั้งหมดล้วนไม่ก่อให้เกิดปาฎิหาริย์
4.ทำการบ้านให้หนักขึ้น
ต่อจากนี้ฟุตบอลไทยจะเข้าสู่โหมดระดับเอเชียเต็มตัว การเตรียมทีมให้พร้อมและทำการบ้านให้หนักขึ้น ในการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 2019 ที่ทีมไทยอยู่ในสายเอ ร่วมกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ (เจ้าภาพ), อินเดีย, บาห์เรน ที่มองจากชื่อชั้นยกเว้นเจ้าภาพ ดูคุณภาพทีมจะใกล้เคียงกัน
กระนั้นหากวัดตามฟีฟ่า แรงกิ้ง มีตัวเลขวัดผลแบบสากล ทีมช้างศึก เป็นรองทุกทีม อย่างไรก็ตามด้วยความที่แต่ละทีมไม่ค่อยได้วัดฝีเท้ากันบ่อยนัก การรู้ซึ่งศักยภาพคู่ต่อสู้จึงจำเป็น
สำหรับเป้าหมายที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย วางไว้นั้น คือผ่านรอบแบ่งกลุ่มให้ได้สถานเดียว บวกกับระบบการแข่งขันที่เปิดโควตาอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 จาก 6 กลุ่ม โอกาสที่ ทีมไทย จะเข้ารอบน็อกเอาต์จึงมีสูงขึ้น แต่การคว้าสิทธิ์เข้ารอบแบบอัตโนมัติ เป็นสิ่งที่ “ช้างศึก” ควรต้องทำให้ได้มากกว่าไปรอลุ้นระทึก
5.กองเชียร์ 100 เปอร์เซนต์
ถึงตรงนี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่ากองกำลังแห่งกองเชียร์ไทยอีกแล้ว ที่จะทำให้ “ช้างศึก” เดินหน้าสร้างสรรค์ผลงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
โดย “โค้ชโชค” เชื่อว่า การให้การสนับสนุนทุกช่องทางจากแฟนบอลไทย เพื่อให้นักบอลไทยได้รู้ว่า พวกเขาไม่ได้เดินอย่างเดียวดาย เรียกร้อง ตะโกนเชียร์ เอาให้หนักก่อนเกม เชียร์ให้สุดใจ กระตุ้นพวกเขาระหว่างเกมไม่ให้ตกหลุมแห่งอารมณ์ และเมื่อจบเกมก็ปลุกกำลังใจพวกเขาให้ลุกขึ้นสู้ต่อ ,เมื่อทุกอย่างมาพร้อมกัน เชื่อว่า “ความฝัน” ที่แฟนบอลอยากจะเห็น “ช้างศึก” ก้าวไปในที่ที่ไม่เคยไป ก็จะเกิดขึ้นในไม่ช้า

#ช้างศึก #เชียร์ไทยใช้ใจล้วนๆ #THAIFOOTBALL #ฟุตบอลไทย #บอลไทย #ทีมชาติไทย #changsuek #นักฟุตบอลทีมชาติไทย #นักบอลทีมชาติไทย #เชียร์ไทยไปให้สุดทุกแมตช์ #ฟุตบอลทีมชาติไทย #โชคทวีพรหมรัตน์

CR : แฟนเพจช้างศึก