Blog
เปิดบททดสอบสุดโหด ของ พลทหาร “ซอน เฮือง มิน”
ไม่มีข้อแม้ใดๆ จริงๆ สำหรับ “โสมขาว”เกาหลีใต้ สำหรับการมีกฎหมายให้ชายชาวเกาหลีใต้ทุกคนต้องฝึกทหารเป็นเวลา 2 ปี แน่นอนว่าแตกต่างจากบ้านเราที่มีข้อยกเว้น ทั้งการเรียนนักศึกษาวิชาทหาร หรือเวลาในการฝึกที่มากที่สุดสำหรับคนที่จับได้ใบแดงก็แค่ 1 ปีเท่านั้น ส่วนเกาหลีไม่มียกเว้นใดๆ หาก ผู้ชายทุกคน ไม่มีการจับฉลาก ยังไงก็ต้องเป็นทหาร อย่างดารา นักร้องดังๆ คนมีชื่อเสียงก็ไม่มีการยกเว้น

สำหรับกรณีที่มีการยกเว้น เฉพาะคนที่มีเกณฑ์ดังต่อไปนี้เท่านั้น
-
ข้อยกเว้นทางด้านเกณฑ์สุขภาพ ส่วนสูงและน้ำหนักไม่ผ่าน
-
ข้อยกเว้นทางการทุพพลภาพหรือการเจ็บป่วย พูดไมไ่ด้, แขนขาผิดรูป เป็นต้น
-
ข้อยกเว้นด้านความประพฤติ (ติดคุกเกิน 1 ปี 6 เดือน)
-
ข้อยกเว้นทางด้านร่างกาย แปลงเพศ เป็นต้น
-
ข้อยกเว้นทางด้านการดำรงชีวิต กำพร้า พ่อและแม่ก่อนอายุ 13 ขวบ เป็นต้น
-
ข้อยกเว้นทางด้านความสามารถ

และแน่นอนคนในวงการกีฬาจะรู้กันดีว่า หากพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาถึง 2 ปี มีทางลัดก็คือ นักกีฬาทีมชาติเกาหลีใต้และแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือเอเชียนเกมส์ ได้เหรียญทอง ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้ารับการฝึกทหาร 2 ปี แต่ก็ยังมีเงื่อนไขคือ ยังจะต้องมาฝึก 3 สัปดาห์ รวมทั้งบําเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชนเป็นเวลา 500 ชั่วโมง ตามกฎหมายของเกาหลีใต้
ซอนเอืองมิน ต้องเจอกับอะไรบ้าง

สำหรับ ซอน เขาโชคดีมากที่พยายามเต็มสุดความสามารถและได้ เหรียญทองฟุตบอลชาย เอเชียน เกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนิเซีย ทำให้ได้รับการยกเว้น ทั้ง 22 คนที่ลงเล่นในทัวร์นาเม้นดังกล่าวถือว่ารอดตัวไป ทว่าเขายังต้องมี ภารกิจ ฝึก 3 สัปดาห์ ซึ่งกำหนดการก่อนหน้านี้คือจบซีซั่น 2019/20 ทว่าเกิดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ขยับเวลามาฝึกในช่วงนี้
โดยระยะเวลาประมาณ 20 วันนี้เขาจะเข้าค่ายทหาร แต่ด้วยความเป็นซุปตาร์ ทำให้มีแฟนคลับจำนวนมากพยายามแอบตามไปดูการฝึกของเจ้าตัว ถึงกับต้องออกมาเผยผ่านสื่อว่าขอร้องให้ทุกคนกลับไป เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังถือว่าไม่ปลอดภัย หลังเกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในเอเชีย (เป็นรองแค่ จีน) ร่วมๆ 1 หมื่นกว่าคน
โดยการฝึกของกองหน้า ไก่เดือนทอง จะไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ ต้องฝึกเหมือนกับทหารเกณฑ์คนอื่นๆ ทว่าเขาได้เปรียบแน่นอน เพราะร่างกายของนักกีฬา ยิ่งเป็นนักกีฬาระดับลีกอังกฤษ จะมีพละกำลัง และความฟิตอยู่ในระดับที่สูง ทว่ามันมีมากกว่านั้นแน่นอน เพระการฝึกในช่วง 20 วัน สิ่งที่สำคัญที่เขาจะได้ไปคือการฝึกในด้านจิตใจ
โดยแข้งชาวโสมขาวจะต้องหายใจในห้องรมแก๊สน้ำตา, เรียนรู้การใช้ปืนไรเฟิ่ล, การฝึกเข้าระเบียบแถว แน่นอนว่าแม้จะมีร่างกายแข็งแกร่งดั่งรองแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ ลีก แต่ในการฝึกเรื่องจิตใจและความกล้าหาญ ถือว่าไม่สามารถวัดทางด้านพละกำลังได้ เพราะฉะนั้นเกาหลีใต้ ประเทศที่ไม่ไว้หน้าใคร แม้คุณจะเป็นลูกท่าน หลานเธอ หากเข้าสู่การเป็นทหารทุกคนจะโดนปฏิบัติแบบคนธรรมดาเหมือนกันหมด
นอกจากนี้การฝึก ต่อสู้ระยะประชิด, เคลื่อนที่ในรูปแบบต่างๆ และต้อง เดินสวนสนาม 30 กิโลเมตร พร้อมแบกของหนัก 40 กิโลกรัม ก็น่าจะท้าทายร่างกายของเจ้าตัวไม่น้อย การรับมือกับปัญหาการนำวัตถุอันตรายด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ เพื่อเป็นอาวุธ มันยากกว่าการเลี้ยงฟุตบอลรอบสนาม 100 รอบแน่ๆ

โดยด่านที่จะทำให้ ซอนเฮืองมิน และทหารใหม่คนอื่นๆ จำไปตลอดชีวิตก็คือ ต้องเข้าไปในห้องรมแก๊ส แน่นอนว่าทุกคนจะสวมหน้ากากป้องกันก่อนจะเข้าไปอัดอยู่ในห้องเล็กๆ และหลังจากนั้นครูฝึกจะเปิดแก๊ซ ซึ่งไม่มีผลอันตรายในระยะยาว ก่อนจะให้ทุกคนถอดหน้ากาก โดยคนที่ผ่านการฝึกมาแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันทรมานมากเหลือเกิน ทหารทุกคนไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนั้นต่างก็ตะเกียกตะกาย บ้างก็ลงไปนอนกับพื้น และต่างกอดกัดเพื่อให้ผ่านจุดที่ทรมานมากที่สุด บางคนอาจจะถึงกับทนไม่ไหว พยายามจะวิ่งไปที่ประตู เพื่อหาอากาศบริสุทธิ์ ทว่าจะมีครูฝึกคอยเฝ้าประตู โดยครูฝึกจะสวมหน้ากากป้องกันอยู่ตลอดการฝึก
แม้ว่าการฝึกในช่วงเวลาแค่ 20 วัน อาจจะมองว่าน้อยกว่าการฝึกถึง 700 กว่าวันจากการฝึกปกติของทหารเกาหลีใต้ แต่การได้ไปเข้าค่ายทหารในครั้งนี้ของ ซอน นอกจากจะทำให้ร่างกายเข้าฟิตไม่ต่างจากการฝึกฟุตบอลกับสโมสร เจ้าตัวจะได้การฝึกหัวจิตหัวใจ และความแกร่งในการรับมือกับสถานการณ์กดดัน แน่นอนว่าเรื่องนี้มันจะช่วยในอาชีพการค้าแข้งของเขาต่อไปไม่มากก็น้อย
สิ่งใดจะทำให้ เอ็มบัปเป้… เซมาหาหงส์แดง
อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกฟุตบอล ยิ่งในช่วง โควิด-19 ทุกทีมประสบปัญหาการเงินกันทั้งหมดทั้งสิ้น ทว่าเรื่องซื้อขายยังไงก็ต้องเกิดขึ้น อยู่ที่ว่าในปีนี้จะมีบิ๊กดีลหรือไม่กับผลกระทบดังกล่าว ถึงอย่างไรล่าสุดกับ ซาดิโอ มาเน่ ทีมมีข่าวในช่วงหลังว่าได้รับความสนใจจาก “ราชันชุดขาว” โดยหากดีลนี้เกิดขึ้นจริงแน่นอนว่าอาจจะทำลายสถิติการซื้อขายของทีมหงส์แดง ที่เคยส่งตัว คูตี้ ให้ บาซ่า ด้วยมูลค่า 145 ล้านปอนด์

แต่ทว่าสิ่งที่หงส์แดงจะต้องเผชิญคือการหาตัวแทนเข้ามา แน่นอนทีมระดับนี้จะให้ปั้นนักเตะเกิดใหม่คงรอไม่ได้แล้ว เพราะความสำเร็จต้องต่อเนื่อง ชื่อของ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าจาก ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ดูจะสมน้ำสมเนื้ออย่างยิ่ง ทั้งศักยภาพ และมูลค่าที่อาจจะมากกว่า มาเน่ ด้วยซ้ำ แต่มันจะมีเหตุผลอะไรที่ทำให้ แข้งชาวน้ำหอมจะมาสวมชุด ลิเวอร์พูล ได้จริงๆ เพราะตัวเขาเองก็มีโอกาสเลือกไปอยู่ทีมยักษ์ใหญ่มากมายทั่วยุโรป
เฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป (เอฟเอสจี)

น่าจะเป็นปราการด่านแรกเลยสำหรับการเริ่มต้นดีลนี้ ถึงแม้ทีมงาน รวมถึง า เจอร์เก้น คล็อปป์ หากต้องการนักเตะคนไหนก็ตามก็ต้องผ่านการอนุมัติจาก กลุ่นทุนอเมริกาเจ้าของสโมสร โดยมีคนกลางอย่าง ไมเคิ่ล เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้อำนวยการกีฬา “หงส์แดง” เป็นคนคอยประสานงาน เนื่องจากดีลนี้เป็นดีลประวัติศาสตร์ จะเป็นการทำลายสถิติซื้อตัวสูงสุดของทีมแน่นอน และเพดานทุกอย่างจะพังลง ทั้งค่าตัว, ค่าเหนื่อย และความเป็นซุปตาร์ของ บัปเป้ แม้ตัวเขาเองจะอายุไม่เยอะ และถือว่าอยู่ในกลุ่มดาวรุ่ง แต่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเขาคือนักเตะที่กลายเป็นทรัพย์สิน และมูลค่ามหาศาลของต้นสังกัดไหนก็ตามที่ได้เขาไป
ไนกี้

อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ เอฟเอสจี ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นคือการได้ เซ็นสัญญากับ ไนกี้ บริษัทผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกเข้ามาเป็นผู้ผลิตชุดแข่งรายใหม่ ด้วยมูลค่ามากถึง 100 ล้านปอนด์ (ราว 3,800 ล้านบาท) แถม ไนกี้ กับ เปแอสเช และตัวนักเตะเองก็คุ้นเคยกันดีสามารถเจรจาดีลนี้ให้จบได้แบบสวยๆ ได้อีกทาง เพราะฉะนั้นหากดูการเงินตอนนี้พวกเขามีมากถึง 150 ล้านปอนด์ (ราว 5,700 ล้านบาท) เพราะรวมถึงรายได้ในปีนี้ทำกำไรถึง 42 ล้านปอนด์ (ราว 1,596 ล้านบาท) ตัวเลขนี่ยังไม่รวมการขายสตาร์ของทีมหากย้ายออกไปจริงๆ
มาเน่ (หรือ ซาลาห์)

จริงแล้ว ซาลาห์ กับ มาดริด ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้มาตั้งนานแล้ว และคนที่กลายเป็นแข้งในสายตาของพวกเขากลับกลายเป็น ซาดิโอ ซึ่งโชว์ฟอร์มได้ดี และคงเส้นคงวามากๆ ในช่วงหลายปีหลัง เพราะฉะนั้นการที่ตัวเขาต้องการย้ายออกจากทีมจริงๆ และทาง ราชันชุดขาว พร้อมจะทุ่มงบอย่างน้อยที่ หงส์แดงได้ตั้งเอาไว้คือ 150 ล้านปอนด์ (ราว 5,700 ล้านบาท) เพราะฉะนั้นหาก มาเน่ กับ มาดริด จูบปากกันจริงๆ แน่นอนว่า เอ็มบัปเป้ ก็ต้องดับฝันตัวเองกับการไปเล่นที่ เบอร์นาบิว เพราะเรื่องค่าตัวว่ากันตามตรงแล้ว มาเน่ ยังไงก็ประหยัดกว่าแน่นอน แถมได้เรื่องของประสบการณ์ในถ้วยยุโรปใบใหญ่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย เพราะฉะนั้นวัดใจ มาดริด เช่นกันว่าเขาพร้อมจะเดิมหมากเกมนี้ยังไง
กาตาร์ สปอร์ตส์ อินเวสเมนต์ส (คิวเอสไอ)

นี่คือ กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากกาตาร์ ที่ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินเลยแม้แต่นิดเดียว กับการเจอพิษ โควิด-19 เล่นงาน เพราะฉะนั้นพวกเขาไม่จำเป็นต้องร้อนรนในการหาเงินมาโปะหนี้ หรือจ่ายส่วนต่างๆ ของสโมสร แน่นอนว่าการเล่นเกมธุรกิจในครั้งนี้หากต้องขาย เอ็มบัปเป้ จริงๆ พวกเขาต้องการไม่ต่ำกว่า ในการที่จ่ายค่าตัวให้ โมนาโก 166 ล้านปอนด์ (ราว 6,308 ล้านบาท) อีกทั้งตัวนักเตะเองมีสัญญา จนถึงช่วงซัมเมอร์ 2022 หมากเกมนี้ เปแอสเช มีแต่ได้กับได้ หากจะเรียกค่าสินสอดของนักเตะ พวกเขาไม่เร่งรีบจะขาย แถมสามารถเรียกเงินได้ตามต้องการอีกด้วย
ตัวนักเตะเอง

และแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือตัวนักเตะเองนั่นแหละ ว่าอยากจะย้ายมาหาความท้าทายที่อังกฤษหรือไม่ หากดูศักยภาพของเจ้าตัวแล้ว ยังไงก็เหลือ สเปน และ อังกฤษ ที่จะสามารถทำให้ความรู้สึกท้าทายมันพลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้ง และแน่นอน มาดริด กับ ลิเวอร์พูล เป็นตัวเลือกที่เพอร์เฟ็คมากๆ ทีมนึงเจ้ายุโรปตลอดกาล อีกทีมหนึ่งกำลังเริ่มต้นสร้างความยิ่งใหญ่ แน่นอนว่า ดีลของ เอ็มบัปเป้ กับทีม ลิเวอร์พูล จะเข้าใกล้ความจริงเข้าไปอีกนิด เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า มีแค่ 2 ทีมเท่านั้นในตอนนี้ที่ดูจะเป็นคู่แข่งในการแย่งตัวแข้งแชมป์โลก นั้นก็คือ มาดริด และ ลิเวอร์พูล สุดท้ายแล้วในตลอดรอบนี้หากอะไรๆ เป็นใจ ก็จะเหลือม้าเพียง 2 ตัว คือ ราชัน กับ หงส์แดง ซึ่งมีนักเตะ 2 คนที่จะเข้ามาเป็นคนควบม้า มาเน่ กับ บัปเป้ จะเริ่มสร้างมหากาพย์ และเราอาจจะได้เห็นการทุ่มเงินมหาศาลท่ามกลางพิษโควิด-19 ที่กำลังระบาด
สื่อนอกตีข่าว เอเอฟซี เผยรูปแบบการแข่งขันใหม่ศึก ACL 2020
รอลุ้น! สื่อนอกตีข่าว เอเอฟซี เผยรูปแบบการแข่งขันใหม่ศึก ACL 2020
@import url(https://ball2step.com/wp-content/plugins/siteorigin-panels/css/front-legacy.css); #pgc-17655-0-0 { width:100% } #pg-17655-0 , #pl-17655 .so-panel { margin-bottom:30px } #pg-17655-0 { margin-left:-15px;margin-right:-15px } #pg-17655-0 > .panel-grid-cell , #pg-17655-0 > .panel-row-style > .panel-grid-cell { padding-left:15px;padding-right:15px } #pl-17655 .so-panel:last-child { margin-bottom:0px } @media (max-width:780px){ #pl-17655 .panel-grid-cell { float:none;width:auto } #pl-17655 .panel-grid { margin-left:0;margin-right:0 } #pl-17655 .panel-grid-cell { padding:0 } #pl-17655 .panel-grid .panel-grid-cell-empty { display:none } #pl-17655 .panel-grid .panel-grid-cell-mobile-last , #pg-17655-0 > .panel-grid-cell , #pg-17655-0 > .panel-row-style > .panel-grid-cell:last-child { margin-bottom:0px } #pg-17655-0 > .panel-grid-cell , #pg-17655-0 > .panel-row-style > .panel-grid-cell { margin-bottom:30px } }
ไม่ต้องพึ่งเงินเยียวยา! 6 ทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ขาดทุนยับ ในตลาดซื้อ-ขาย

เรื่องการซื้ออ กับการขาย แน่นอนว่าจะต้องคิดถึงเรื่องของธุรกิจ การทำการค้า ซึ่งการจะอยู่ได้ การซื้อนั้นจำเป็นต้องมีตัวเลขที่น้อยกว่าการขายออกไป ไม่นั้นเท่ากับการบริหารของคุณนั้นล้มเหลว ทว่าในโลกของฟุตบอลแตกต่างออกไป ซึ่งเมื่อมามองดูตัวเลข การซื้อและขายนักเตะ ไม่สามารถบอกได้ว่า สโมสรแห่งนั้น ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการบริหารทีม
วะนนี้เราจะไปย้อนดูในช่วง 20 ปีหลังสุดกันว่า 6 ทีมจากลีกสูงสุดในอังกฤษ ทีมไหนบ้างที่ขาดทุนย่อยยับกับการซื้อ-ขายนักเตะ แต่พวกเขายังยืนหยัดอยู่ในหัวแถวของทีมทำเงินในระดับโลก ณ ปัจจุบัน
ท็อตแนม ฮอตสเปอร์
ถูกยกให้เป็นทีมลุ้นแชมป์ในช่วง 5 ปีหลังสุดสำหรับทีมไก่เดือยทอง ที่ยกระดับขึ้นมามากในยุค 2000 ทว่าการซื้อ-ขายของพวกเขาในยุคปี 2000 เพิ่งจะเฟื่องฟุูในช่วง 10 ปีหลังมานี้เอง หลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาได้ขายนักเตะได้ราคาเหลือเกินจากการปั้นขึ้นมา แล้วขายออกไปโดย ลูก้า โมดริช และ แกเร็ธ เบล คือ 2 ตัวอย่างที่ทำให้เห็นเด่นชัด หลัง เรอัล มาดริดทุ่มซื้อด้วยมูลค่าหลายล้านปอนด์ โดยกองกลางชาวโครเอเชีย จากไปด้วยมูลค่า 31 ล้านปอนด์ ส่วนปีกพญาวานรชาวเวร ก้มีสถิติอยู่ที่ 90 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่นับรวม ดิมิทาร์ เบอร์บาทอฟ (แมนฯ ยูไนเต็ด – 34 ล้านปอนด์) และ ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนฯ ซิตี้ – 47 ล้านปอนด์) ฯลฯ ดูแล้วพวกเขาน่าจะเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในตลาดซื้อขาย
ทว่าความจริงคือพวกเขานั้นขาดทุนมากถึง 350 ล้านปอนด์ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหากเอาตัวเลขมาบวกลบกันแล้ว เพราะช่วงหลังทีมสีขาวจากลอนดอนซื้อนักเตะอยู่ในเรทราคาที่ไม่เบาเลยทีเดียวทั้ง สตีเฟน เบิร์กไวน์ (พีเอสวี – 27 ล้านปอนด์) , มุสซา ซิสโซโก้ (นิวคาสเซิล – 31 ล้านปอนด์) , ดาบินซอน ซานเชซ (อาแจ็กซ์ – 36 ล้านปอนด์) , จิโอวานี โล เซลโซ (เรอัล เบติส – 52 ล้านปอนด์) และ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล (54 ล้านปอนด์) ซึ่งนักเตะพวกนี้อยู่ในทีมปัจจุบันทั้งสิ้น
อาร์เซนอล

อีกหนึ่งทีมดังจากลอนดอน ที่เคยเฟื่องฟูสุดๆ ในยุคต้น 2000 ทั้งแชมป์ไร้พ่าย และการได้ไปโลดแล่นในเวทียุโรปอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากนั้นพวกเขาร้างความสำเร็จในโทรฟี่ใหญ่ๆ มาโดยตลอด แถมอันดับหลุดท็อป 6 ให้เห็นบ่อยครั้ง ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือการซื้อ-ขายของพวกเขาทำได้ไม่บาลานซ์สักท่าไหร แม้ทีมอื่นๆ จะขายนักเตะได้ราคาที่เกิน 50 ล้านปอนด์ขึ้นไปเป็นอย่างน้อยแต่ ไอ้ปืนใหญ่ ยังมีสถิติการขายนักเตะแพงที่สุดนั้นก็คือ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) โดยมันเกิดขึ้นเมื่อปี 2000 พอดิบพอดี
ส่วนการซื้อนั้นต้องบอกว่าจัดหนักไม่เบา กรานิท ชาก้า (กลัดบัค – 40 ล้านปอนด์) , เมซุต เออซิล (เรอัล มาดริด – 42 ล้านปอนด์) , อเล็กซองดร์ ลากาเซ็ตต์ (ลียง – 47 ล้านปอนด์) , ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ นิโกลาส์ เปเป้ (ลีลล์ – 72 ล้านปอนด์) นี่คือสถิติ 1 ถึง 5 แน่นอนว่าทุกคนคือทีมชุดปัจจุบัน ทว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้พวกเขาขาดทุนในตลอดซื้อขายไปถึง 410 ล้านปอนด์ เข้าป้ายมาเป็นอันดับ 5
ลิเวอร์พูล

โคตรทีมแห่งยุคในตอนนี้อย่างแท้จริงสำหรับ หงส์แดง แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะมีสถิติการซื้อนักเตะที่ขำๆ ไม่หนักแน่นเหมือนทีมใหญ่ๆ ทีมอื่น ทว่าตั้งแต่ยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ พวกเขาอัดวงเงินแบบไม่อั้น และดูเหมือนมันจะประสบความสำเร็จดีทีเดียวอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้สัก 4 ปี พวกเขายังอยู่ในระดับเท่าทุน ถึงกับกำไรด้วยซื้อในตลาดซื้อขาย เพราะทำสถิติการขายได้ดีกว่าใครเพื่อน ทั้ง เฟร์นันโด ตอร์เรส (เชลซี – 52 ล้านปอนด์) , ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้ – 57 ล้านปอนด์) , หลุยส์ ซัวเรซ (บาร์เซโลนา – 73 ล้านปอนด์) และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ (บาร์เซโลนา – 130 ล้านปอนด์) จะเห็ฯ ได้ว่าพวกเขาขายนักเตะด้วยมูลค่าสูงกว่า ครึ่งร้อยลานปอนด์ไปหลายคน และมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ ที่เป็นเพชรเม็ดงานที่ขายได้ราคาเกิน 100 ล้านปอนด์เข้าไปอีก
ทว่าช่วง 4 ปีหลังจากกำไร พวกเขายอมขาดทุนในตลาดนักเตะ เพื่อแลกกับความสำเร็จ โดยการดึง ซาดิโอ มาเน (เซาแธมป์ตัน – 37 ล้านปอนด์) , โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (โรมา – 37 ล้านปอนด์) , ฟาบินโญ (โมนาโก – 40 ล้านปอนด์) , นาบี เกอิต้า (แอร์เบ ไลป์ซิก – 54 ล้านปอนด์) , อลิสซอน เบ็คเกอร์ (โรมา – 56 ล้านปอนด์) และ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (เซาแธมป์ตัน – 76 ล้านปอนด์) แน่นอนว่ามันได้ผลเกินคาด เพราะแข้งแต่ล่ะคนที่เข้ามานั้นยกระดับทีมได้จริง ทว่าพวกเขาต้องยอมรับที่ติดลบไปมากถึง 446 ล้านปอนด์
เชลซี

ไม่มีทีมไหนในลีกอังกฤษอีกแล้วที่ขายนักเตะเกิน 1,000 ล้านปอนด์ใน 20 ปีหลัง แล้วจะขาดทุนย่อยยับ แต่ เชลซี ทำได้ หากไปดูการขายของพวกเขาต้องซูฮกว่าทำได้ดีทีเดียว ขายหนัก ขายเยอะ และขายได้ราคาทั้ง ออสการ์ (เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี – 54 ล้านปอนด์) , ดิเอโก้ คอสต้า (แอตเลติโก มาดริด – 59 ล้านปอนด์) และล่าสุดกับการขายซุปตาร์อย่าง เอเด็น อาซาร์ (เรอัล มาดริด – 90 ล้านปอนด์) เมื่อรวมตัวเลขการขายใน 20 ปีหลังพวกเขาทำไปได้ถึง 1,030 ล้านปอนด์ มากที่สุดแล้ว ณ ปัจจุบัน
ทว่านั้นไม่ใช่ตัวชี้วัด เมื่อการซื้อของพวกเขากลับถีบตัวถึง 1,860 ล้านปอนด์ ก็แน่นอนว่าขนาดเจ้าบุญทุ่มแห่งเมือง แมนเชสเตอร์ ทั้ง ยูไนเต็ด และ ซิตี้ ยังคงต้องเป็นรองในเรื่องนี้ ทว่าการซื้อแต่ล่ะตัวของพวกเขามักจะไม่สนใจว่าราคาเท่าไหร หากเสี่ยหมีต้องการ คือไปเอามาให้ได้ ยกตัวอย่าง จอร์จินโญ (นาโปลี – 51 ล้านปอนด์) , คริสเตียน พูลิซิช (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ เคปา อาร์ริซาบาลากา (แอธเลติก บิลเบา – 72 ล้านปอนด์) เป็นทีมเดียวที่มีนายทวารเป็นสถิติการซื้อขายของสโมสรอีกด้วย
แมนฯ ยูไนเต็ด

ยูไนเต้ด เป็นอีกทีมที่ขายนักเตะได้ราคามาตลอดทุกช่วงใน 20 ปีหลัง โดยพวกเขาถือว่าเป็นทีมที่มูลค่ามากที่สุดในเกาะอังกฤษมาตลอดเช่นกัน ทั้งการขาย อังเคล ดิ มาเรีย (เปแอสเช – 56 ล้านปอนด์) , โรเมลู ลูกากู (อินเตอร์ มิลาน – 58 ล้านปอนด์ และตัวทีเด็ดตลอดการ ยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด – 84 ล้านปอนด์) ทว่าด้วยการเป็นทีมที่มีเงินเยอะ และเจ้าบุญทุ่มมาแต่ไหนแต่ไร พวกเขาสะสมการขายไปได้เพียง 629 ล้านปอนด์ แต่กลับมีตัวเลขการซื้อที่พุ่งไปถึง 1,600 ล้านปอนด์
ทั้งนี้ในช่วงหลังๆ ในทีมของยูไนเต็ดนั้นประกอบไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี และต้องแลกมาด้วยเรื่องของการโดนโก่งค่าตัว ทว่ามันเป็นแบบนั้นทุกตลาดการซื้อขายทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ – 49 ล้านปอนด์) , บรูโน เฟร์นันเดส (สปอร์ติง ลิสบอน – 49 ล้านปอนด์) , เฟร็ด (ชัคตาร์ – 53 ล้านปอนด์) , อองโตนี มาร์กซิยาล (โมนาโก – 54 ล้านปอนด์) , แฮร์รี แม็คไกวร์ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 78 ล้านปอนด์) และ ปอล ป็อกบา (ยูเวนตุส – 94 ล้านปอนด์) ถึงอย่างไรการติดลบมากมายในตลาดนักเตะ ส่งผลน้อยเหลือเกินหากเปรียบเทียบรายได้รวมของสโมสรได้ทุกๆ ด้าน
แมนฯ ซิตี้

ไม่น่าแปลกใจอยู่แล้วว่าอันดับ 1 ต้องเป็นพวกเขาสำหรับ ทีมสีฟ้า แห่งแมนเชสเตอร์ ความสำเร็จต้องแลกด้วยเงิน ที่นี่คือคำตอบ หากเปรียบเทียบใน 6 ทีมทั้งหมดที่กล่าวมาพวกเขาคือทีมที่ขายนักเตะได้เงินน้อยมากที่สุด 539 ล้านปอนด์ ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นทีมที่ซื้อนักเตะสูงถึง 1,840 ล้านปอนด์ เป็นรอง เชลซี ไม่กี่ล้านปอนด์เท่านั้น โดยการขาดแล้วได้ราคามากที่สุด ยังน้อยกว่า มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) ของไอ้ปืนใหญ่ นั้นก็คือ ดานิโล (ยูเวนตุส – 33 ล้านปอนด์) ถือว่าหากมาพูดกันในเรื่องของการ ซื้อ-ขายนักเตะเพียงอย่างเดียว ฝ่ายบริหารคงโดนไล่ออกยกชุด
ทว่าการซื้อของพวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่ซื้อแบบ 100 ล้านปอนด์ขึ้นไป แต่ซื้อแบบเรื่อยๆ และตัวเลขไม่หนีกันมากทั้ง ริยาด มาห์เรซ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 61 ล้านปอนด์) , โรดรี (แอตเลติโก มาดริด – 63 ล้านปอนด์) และสถิติอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ (โวล์ฟสบวร์ก – 68 ล้านปอนด์) แต่ก็เข้าใจได้ว่าทีมระดับเจ้าของที่รวยล้นฟ้า ตัวเลขที่ขาดทุนไปเพียงแค่ 1,298 ล้านปอนด์ ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงได้แน่นอน และพวกเขาจะยังคงทำสถิติขาดทุนในตลาดนักเตะไปเรื่อยๆ หากไม่โดนแบนไปซะก่อน
เป้าหมายผีแดง ! วิลเชียร์ เผยชื่อดาวรุ่งที่เก่งสุดในพรีเมียร์ลีก ณ ปัจจุบัน
แจ็ค วิลเชียร์ มิดฟิลด์เชิงสูงของ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยืนยันว่าแข้งเป้าหมายของปีศาจแดงอย่าง ดีแคลน ไรซ์ คือดาวรุ่งที่เก่งสุดบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ณ ปัจจุบัน
“สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากสุดในวงการฟุตบอลตอนนี้ก็คือ พรีเมียร์ลีกของเรามีนักเตะดาวรุ่งเก่ง ๆ กำลังทำผลงานโดดเด่นอยู่หลายคนจนนับไม่ถ้วน” หนูแจ็ค เปิดประเด็นหลังแฟน ๆ ถามผ่าน IG
“แต่ถ้าถามว่าใครเก่งสุดในบรรดาพวกเขาเหล่านั้น ? คำตอบชัดเจนสุด ๆ ว่าเป็น ดีแคลน ไรซ์ ซึ่งพวกเราซ้อมร่วมกันทุกวันจนผมแน่ใจว่าไม่มีดาวรุ่งคนไหนเก่งได้เท่านี้อีกแล้ว”
“ผมมั่นใจว่า ดีแคลน จะเติบโตขึ้นไปเป็นยอดนักเตะได้ตามแนวทางของตัวเอง พรสวรรค์ที่เขามีอยู่นั้นสูงจนน่าเหลือเชื่อ มีเท้าซ้าย-เท้าขวาที่ทรงประสิทธิภาพ แถมยังนิสัยดีมากอีกด้วย ฉันรักนายนะเจ้าหนู !”
เป้าหมายผีแดง ! วิลเชียร์ เผยชื่อดาวรุ่งที่เก่งสุดในพรีเมียร์ลีก ณ ปัจจุบัน
ใครเหมาะสมเป็นแบ็คตัวจริง สิงโตคำราม ทีมชาติอังกฤษ

มาในยุคที่ทีมชาติอังกฤษมี 3 เซ็นเตอร์แบ็คในฝั่งขวาที่ผลงานโดดเด่นขึ้นมาอย่างร้อนแรง โดยประกอบไปด้วย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จาก ลิเวอร์พูล, อารอน วาน-บาสซาก้า จาก แมนฯ ยูไนเต็ด และ รีซ เจมส์ จาก เชลซี ทั้ง 3 คนยังมีอายุที่มากนัก บวกกับผลงานในนามสโมสรขึ้นมาเป็นตัวจริงที่ทีมจะขาดไม่ได้ แถมสัญชาติอังกฤษทั้งหมด
แน่นอนว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต คงต้องดูสถิติและผลงานในเรื่องของตัวเลขเป็นหลัก ว่าใครจะเหมาะสมในการยึดตำแหน่งตัวจริง
เกมรับ
ต้องบอกว่าเลยว่าฝั่งของ หงส์แดง แพ้ราบคาบ นักเตะอย่าง เทรนท์ เป็นรองทุกคน โดยในปีนี้ พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2019/20 เจ้าตัวสามารถปะทะบอลสำเร็จเพียงแค่ 1.6 ครั้ง/เกม เท่านั้น และมีเปอร์เซ็นชนะในการปะทะเกินครึ่งมานิดหน่อยที่ 53.3 เปอร์เซ็น ส่วนทาง รีซ เจมส์ ดีกว่านิดหน่อย ปะทะ 1.9 ครั้ง/เกม แถมชนะมากถึง 65.5 เปอร์เซ็น ถึงอย่างไรทั้ง 2 คนต้องสิโรราบให้กับ อารอน วาน-บิสซาก้า ที่มาเหนือกว่าทุกคนด้วยการ ปะทะบอกมากถึง 3.8 ครั้ง/เกม และชนะมาอีกด้วยถึง 82.6 เปอร์เซ็น
![]()
จริงอยู่ที่ตัวเลขเกมรับจะออกมาจากทีมที่โดนบุกจะแสดงตัวเลขในการเข้าปะทะมากหน่อย เพราะหงส์แดงปีนี้พวกเขาแข็งแกร่งมา ส่วนใหญ่จะทำเกมบุกใส่คู่แข่ง แต่เมื่อมามองค่าของ เปอร์เซ็น ต้องยอมรับว่าทาง วาน-บิสซาก้า ดีกว่าทุกคนจริงๆ เขาเข้าบอลทุกครั้ง แทบจะมีความผิดพลาดน้อยมากๆ
เกมรุก
ถือว่าจุดเด่นของ เทรนท์ ค่อนข้างมาดีในด้านเกมรุก เพราะเจ้าตัวสามารถ จ่ายบอลให้เพื่อนได้มากถึง 7.5 ครั้ง/เกม นี่ยังไม่รวมลูกเตะมุมที่เขาเป็นคนรับผิดชอบอีกด้วย ส่วนที่ตามมาก็คือ เจสว์ 5.8 ครั้ง/เกม ด้าน วาน-บิสซาก้า ที่เด่นเกมรับผ่านบอลน้อยมากเพียงแค่ 2.86 ครั้ง/เกม แถมตัวเลขที่บกย่องว่า แข้งของหงส์แดงเล่นเกมบุกได้เมามันส์คือ สร้างโอกาสให้เพื่อนได้มากถึง 2.6 ครั้ง/เกม ชนะที่ เจมส์ 1.3 ครั้ง/เกม และ วาน-บิสซาก้า 0.7/เกม แข้งผีแดงสร้างโอกาสเกมล่ะไม่ถึง 1 ครั้งด้วยซ้ำ

ทว่ามามองเรื่องการจ่ายแม่น ผ่านบอลสำเร็จ ต้องยกให้นักเตะอายุน้อยที่สุดใน 3 คนนี้อย่าง เจมส์ ที่จ่ายสำเร็จมากถึง 87.0 เปอร์เซ็น รองลงมา วาน-บิสซาก้า 79.9 เปอร์เซ็น และ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 75.8 เปอร์เซ็น แถมกรเลี้ยงบอล เจมส์ เหนือกว่าใครเพื่อน 2.3 ครั้ง/เกม และสำเร็จถึง 79.3 เปอร์เซ็น วาน-บิสซาก้า 1.7 ครั้ง/เกม 68.0 เปอร์เซ็น และ เทรนท์ รั้งท้าย 0.6 ครั้ง/เกม
มีส่วนกับประตู

ในยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า นักเตะเกมรับ ยิ่งเป็นแบ็คทั้ง 2 ข้างจะมีหน้าที่หลักรับผิดชอบแค่เกมรับอย่างเดียว เพราะเรามักจะเห็น แบ็คเติมเกมรุก และมีส่วนกับประตูบ่อยครั้งขึ้น เพราะฉะนั้นในกรณีนี้เราจะนำมานับเป็นคะแนนด้วยว่าแข้งคนไหนที่มีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตู แม้จะต้องเล่นในเกมรับเป็นหลัก
![]()
คนแรกที่มาเหนือทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่นคงต้องเป็น อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เจ้าตัวยิงประตูในเกมลีกไป 2 ประตู แถมทำได้ถึง 12 แอสซิสต์ มีค่าเฉลี่ยทำประตูหรือแอสซิสต์ได้ทุกๆ 182.1 นาที ส่วนคนที่ตามมาคือ เจมส์ ที่แม้จะยิงไม่ได้ แต่ 2 แอสซิสต์ของเขา ก็มีส่วน ร่วมกับประตูทุกๆ 534 นาที ด้าน วาน-บิสซาก้า ทำประตูไม่ได้เช่นกัน และทำแอสซิสต์เท่ากับ เจมส์ อยู่ที่ 2 ครั้ง ทว่าเจ้าตัวลงเล่นมากกว่า เมื่อเฉลี่ยแล้ว มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงทุกๆ 1,180.5 นาที
สรุปใครกันล่ะที่ควรเป็นตัวจริง

หากจะฟันธงตรงๆ คงยาก เพราะมันมีองค์ประกอบอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับ 3 คนนี้ที่ทางโค้ชจะต้องเป็นคนตัดสินใจ แต่หากให้เลือกมาต้องบอกว่า สูสีจริงๆ เกมรับต้องยกให้ วาน-บิสซาก้า เขาชนะทุกคน เกมรุก เทรนท์ และ เจมส์ ทำได้ดีพอๆ กัน แต่ความเก๋าเกม และการมีส่วนร่วมกับประตู อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คือคนที่ทำได้ดีที่สุด แถมประสบการณ์ของเจ้าตัวความนิ่งกับสถานการณ์กดดันน่าจะผ่านมาเยอะกว่าใครเพื่อน เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า หากทีมเน้นเกมรับ วาน-บิสซาก้า เหมาะเป็นตัวจริง หากเน้นเกมรุก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เหมาะเป็นตัวจริง ส่วนดาวรุ่งอย่าง เจมส์ รอแค่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกนิด เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงที่สมน้ำสมเนื้อมากกว่านี้
5 แข้ง เซ็นสัญญาล่วงหน้ากับทีมดัง

ช่วงหลายปีหลัง เราเริ่มจะเห็นการเซ็นสัญญานักเตะล่วงหน้า อาจจะไม่แปลกถ้าคุณเซ็นสัญญาผู้เล่นล่วงหน้าแค่ 1-2 เดือน ก่อนจะย้ายทีม แต่หากเซ็นสัญญาล่วงหน้า 1 ปี และปล่อยให้ทีมเก่ายืมตัว เราก็เริ่มจะเห็นกันเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีหลังนี่เอง โดยดีลรูปแบบนี้เรายกตัวอย่าง ลิเวอร์พูล ซื้อ นาบี เกอิต้า จาก ไลป์ซิก พวกเขาปล่อยให้ต้นสังกัดเก่าใช้งานไปเลย 1 ปี และจ่าค่าตัวเรียบร้อยล่วงหน้าอีกด้วย ฝั่ง เชลซี สดๆ ร้อนๆ กับ คริสเตียน พูลิซิช จากดอร์ทมุนด์ ก็ทำแบบนั้นเช่นกัน แต่ของพวกเขาทำสัญญาล่วงหน้า ครึ่งปี วันนี้เราจะพาไปดู 5 นักเตะ ที่มีทีมใหญ่จับจองตัวไว้ก่อนแล้ว และจะย้ายทีมในช่วงตลาดรอบหน้า
ฮาคิม ซิเยค : อาแจกซ์ ไป เชลซี
สงสัยจะติดใจกับการทำสัญญาล่วงหน้า เพราะนี่เป็นรายที่ 2 ต่อจาก คริสเตียน พูลิซิช ที่พวกเขาเดินหน้าเซ็นสัญญาก่อนครึ่งปี และค่อยได้ใช้งาน สำหรับแข้งรายนี้ไม่ต้องบรรยายมากนักหลายคนรู้จักเขาดี ยิ่งในปีก่อนที่พาทางด้าน อัศวินแดงดำ กรุยทางไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้ายศึก ชปล. โดยระหว่างทางพวกเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอด และเป็นตัว ซิเยค เองที่แจ้งเกิดแบบเต็มตัว
เชลซี ไม่ต้องคิดอะไรมากในดีลนี้พวกเขา แม้ว่าสตาร์ชาวโมรอคโก เนื้อหอมสุด ๆ แถมถูกคาดหมายเอาไว้ว่าจะมีค่าตัวสูงถึง 60 ล้านปอนด์ ทว่าสุดท้ายแล้วทีมดังจากลอนดอนได้ตัวเขามาเพียงแค่ 37 ล้านปอนด์เท่านั้น ทว่าก็ต้องแลกกับการรอคอยสักนิดกว่าจะได้เห็นฟอร์ม
อันโตนี : เซาเปาโล ไป อาแจกซ์

ได้ชื่อว่าเป็นทีมจอมปั้นนักเตะอยู่แล้วสำหรับ อาแจกซ์ ทีมดังจากลีกแดนกังหันลม พวกเขาไม่เคยไม่มีสุดยอดนักเตะอยู่ในทีม และสามารถซื้อในราคาที่ถูกๆ แต่ขายออกไประดับหมื่นล้าน ล่าสุดหลังต้องเสียตัว ซิเยค ไปให้ เชลซี แบบล่วงหน้า แน่นอนว่าพวกเขาก็ทำการเซ็นล่วงหน้าเช่นกัน นักเตะคนนั้นคือ อันโตนี แนวรุกเนื้อหอมจาก เซาเปาโล ที่จะได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวแน่นอนในปีหน้า
สำหรับแข้งวัยเพียงแค่ 20 ปี ยิงให้ต้นสังกัดได้ 10 ประตู ไม่ใช่คนที่ยิงแบบถล่มทลาย แต่จุดเด่นของเขาคือการสร้างสรรค์เกมรุก และให้โอกาสแก่เพื่อนๆ ในการยิงประตู ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ เซาเปาโล เลยทีเดียว ทั้งนี้ก็เช่นเคย อาแจกซ์ ได้ตัวเขามาเพียงแค่ 18 ล้านปอนด์ และถ้าเข้ามาซึมซับกับทีม และปรับตัวเข้ากับลีกยุโรปได้ ยังไงๆ แข้งรายนี้ก็คือกำไรของสโมสรต่อไป
อเล็กซานเดอร์ นูเบล : ชาลเก้ 04 ไป บาเยิร์น มิวนิค

ไม่ช้าก็เร็ว ยุคของ มานูเอล นอยเออร์ กำลังจะหมดไปแล้ว และเจ้าตัวเองก็ทราบจุดนั้นดี และสำหรับดีลนี้ นอยเออร์ เองก็เป็นคนออกมากล่าวชมสโมสรที่ดึงตัวมือกาวรายนี้มา เพราะเขาบอกว่าจะสามารถขึ้นมายึดความยิ่งใหญ่ได้หมดทั้งในระดับสโมสร และทีมชาติ และตัวเขาเองจะมอบทุกอย่างที่มีให้น้องชายผู้นี้
นูเบล มือกาววัย 23 ปีจาก ชาลเก้ 04 คือผู้ที่มีฉายาว่า นิว นอยเออร์ โดยในดีลนี้ทางเสือใต้ไม่ต้องออกสตางค์สักบาทเดียว เพราะในกรณีของ นูเบล เข้ากฎบอสแมน (นักเตะทุกๆ คนสามารถตัดสินใจได้ว่าเมื่อหมดสัญญาปัจจุบันกับสโมสร จะต่อสัญญากับสโมสรเดิมหรือเลือกเซ็นสัญญากับสโมสรใหม่) นั้นทำให้ทุกอย่างดูเหมือนจะคุ้มไปก่อนที่นักเตะจะย้ายมาอีกด้วยซ้ำ
มัทเธอุส เฟอร์นันเดส : พัลไมรัส ไป บาร์เซโลนา

เจ้าหนูรายนี้อยู่ในความสนใจของทีมดังจาก ลา ลีกา มาตลอด พวกเขาให้แมงมองตามดูพัฒนาการตลอดตั้งแต่อยู่กับ โบตาโฟโก และ พัลไมรัส อีกทั้งการทำให้สิ่งที่ตัดสินใจง่ายเข้าไปอีก คือนักเตะ ย้ายมาเล่นในรูปแบบการยืมตัวกับ เรอัล บายาโดลิด ทีมลีกสูงสุดของ สเปน ตรงนี้เองที่บอร์ดบริหารของ บาซ่า ตัดสินใจทันทีว่าจะเซ็นสัญญากับเจ้าตัว มิดฟิลด์วัย 21 ปีคนนี้แจ้งเกิดเต็มตัวที่ ลา ลีกา และเขาก็พร้อมแล้วกับการเดินทางจากบ้านเกิดแบบถาวร
ค่าตัว 5.8 ล้านปอนด์ และอาจจะมีเพิ่มเติมในอนาคตอีกประมาณ 3 ล้านปอนด์ อยู่ที่ผลงาน ถือว่าเป็นการเซ็นสัญญาที่ดีมากๆ ในยุคนี้กับการได้นักเตะดีๆ มาเพียงแค่ไม่ถึง 10 ล้านปอนด์ เพราะเจ้าตัวพิสูจน์ตัวเองมาแล้วทั้งในระดับสโมสร และทีมชาติตั้งแต่ชุด U-17 ไล่มาเรื่อยจนถึงชุด U-20
ตรินเกา : บรากา ไป บาร์เซโลนา

รอบนี้จัดการเซ็นสัญญาถาวรล่วงหน้าถึง 2 ดีล โดยแข้งชาวฝอยทอง โชว์เพลงแข้งจนทำให้ บาซ่า อดรนทนไม่ไหว การเล่นของเขากับ บรากา คือความน่าสนใจมากๆ 3 ประตูกับอีก 6 แอสซิสต์ กับการได้รับฉายายาว่า “นิวคริสเตียโน โรนัลโด้” นักเตะรายนี้คือแข้งในอนาคตและ บาร์เซโลน่า ต้องออกแรงเหนื่อยกว่าดีลก่อนสำหรับการแย่งตัวมา เพราะมีหลายทีมให้ความสนใจ
แต่การทำงานที่เด็ดขาดของพวกเขาก็ต้องย่อมใช้ทุนทรัพย์สักเล็กน้อย โดยพวกเขายอมจ่าย 26 ล้านยูโร เพื่อแลกกับพรสวรรค์อันสูงส่งที่จะได้มาในอนาคต และหากเจ้าตัวเข้ามาปรับการเล่นได้รวดเร็ว เราอาจจะไม่ต้องรอกันนานสำหรับ 11 ตัวจริงในทีมชุดใหญ่
ส่องความชิว ของ“โรนัลดินโญ่” ในเรือนจำ
ส่องความชิว ของ”เหยินน้อย” โรนัลดินโญ่ ในเรือนจำ
ในวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา เป็นข่าวหน้าหนึ่งไปทั่วสำหรับ ราชาลูกหนัง อย่าง โรนัลดินโญ่ ตำนานลูกหนังชาวบราซิล ที่มีภาพหลุดออกมาว่าเจ้าตัวนั้นกำลังเดินทางเข้าคุก โดยมีกุญแจมือพร้อมผู้คุมเดินตามติดแบบแนบชิด ในเนื้อหาข่าวระบุว่าเจ้าตัวโรนัลดินโญ่ และพี่ชายถูกควบคุมตัวหลังใช้พาสปอร์ตปลอมเข้าประเทศปารากวัย ส่งผลให้ ศาลปฏิเสธให้ประกันตัว ทำให้โรนัลดินโญ่ต้องถูกขังในคุกปารากวัย อาจจะนานถึง 6 เดือน
หลังจากข่าวดังกล่าวแพร่ออกไป ทั้ง FAKE NEWS และสื่อไร้จรรยาบรรณต่างๆ ก็สาดโคลนใส่เจ้าตัว ทั้งบอกว่าตกอับ ไม่มีเงินเหลือแล้ว ติดยา มั่วเซ็กส์ ทว่าสุดท้ายแล้วไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า การเข้าไปอยู่ในเรือนจำ หรือที่บ้านเราเรียกว่า ติดคุก ชีวิตของเขาแทบจะไม่ต่างจากอยู่ข้างนอกๆ เผลอๆ จะชิวซะมากกว่าด้วย วันนี้เราจะพาไปดูว่า ตลอด 1 เดือนที่เขาอยู่ในคุกชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
วันแรกที่เรือนจำ

ต้องบอกก่อนว่า ที่ โรนัลดินโญ่ ติดคุกครั้งนี้ เขาไม่ได้อยู่ในเรือนจำที่ลำบากมากนัก เป็นคุกที่ร่มรื่น ค่อนข้างสบาย แถมใหญ่โต แม้จะมีนักโทษอยู่เพียง 200 คนเท่านั้น ทว่าแต่ล่ะคนไม่ใช่ตาสีตาสา ชาวบ้านธรรมดาๆ มีทั้ง นักการเมืองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนใหญ่ติดด้วยความผิดคดีทุจริต และจะมีนักโทษที่ค้ายาระดับบิ๊กๆ แน่นอนว่าในอเมริกาใต้ หากคุณมีเงินการติดคุกไม่ได้น่ากลัวแม้แต่น้อย พวกเขารอวันที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ โดยที่ดังกล่าวมีมาตรการรัดกุมในด้านความปลอดภัย

ทั้งนี้ชีวิตแต่ล่ะวันของเขาอาจจะขาดสิ่งอำนวยความสะดวกไปบ้างแต่ก็มีพร้อมทั้ง เตียงนอน, ทีวี, พัดลม นอกจากนี้เขายังติดคุกกับพี่ชายที่คอยเป็นเพื่อน ส่วนนักโทษคนอื่นๆ กลับคิดว่าตัวเองถูกหวยที่ได้รวมชายคาเดียวกันกับ ตำนานลูกหนัง เพราะฉะนั้นเขาสบายมากๆ เพราะ บลาส เวรา พัศดีผู้ดูแลเรือนจำปารากวัย ยืนยัน เหยินน้อยจะได้กินอาหารจากข้างนอกได้ สามารถนำเครื่องนอนเข้ามาได้ อาจจะมีแค่สิ่งเดียวที่อาจจะขัดใจนิดหน่อยคือเขาต้องใช้ห้องน้ำรวม
อยู่ไม่ถึง 1 เดือน คว้า 1 แชมป์

เกิดมาเพื่อคว้าแชมป์จริงๆ แม้ติดคุกยังไม่วายจะได้ชูโทรฟี่ หลังจากติดคุกได้เพียงไม่กี่วัน ผู้ดูแลเรือนจำปารากวัย จัดอีเว้นต้อนรับเจ้าตัวด้วยการจัดฟุตบอลในเรือนจำ มีผู้สนใจร่วมเล่นมากมาย แน่นอนว่าแชมป์รายการนี้ตกเป็นของทีม โรนัลดินโญ่ เจ้าตัว ทำไป 5 ประตู 6 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมของตัวเองเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ขาดลอย 11-2 ในเกมนัดชิงชนะเลิศ เรียกได้ว่า มีส่วนทุกประตูก็ว่าได้ ทว่าถ้วยรางวัลอาจจะไม่ใหญ่โตนัก เมื่อเทียบกับ บัลลงดอร์ หรือทุกๆ โทรฟี่ที่เคยได้รับ แต่เขาก็ได้หมูตัวใหญ่มาหนึ่งตัว สุดท้ายแล้วเจ้าหมูตัวนั้นโดนอบรมควันและย่างกิน ปาร์ตี้อย่างสนุกสนาน

อย่างที่บอกไปว่าเพื่อนคนคุกของเขาส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อ นายตำรวจยศใหญ่ๆ การจะนำสุรา หรือสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาบำเรอตัวเองนั้นแทบจะไม่ต้องแอบหรือยัดในรูทวารตามหนัง หรือซีรี่ดังๆ ที่เราดู หากมีเงินคุณก็จะอยู่อย่างสุขสบาย

นอกจากนี้ล่าสุด ทางเรือนจำก็เผยภาพกลัวว่าแฟนๆ จะคิดถึงตำนานคนนี้ ด้วยการเผยภาพเจ้าตัวในขณะที่เจ้าตัวกำลังเล่น “ฟุตวอลเลย์” ในเรือนจำ ในช่วงที่รอความคืบหน้าของคดี หน้าตาของเขาไม่ได้ดูตึงเครียด หรือเป็นกังวลใดๆ ผิดกันยังคงมีรอยยิ้มตลอดเวลา ราวกับว่ามาพักผ่อนตากอากาศอย่างไงอย่างงั้น
แล้วคดีนี้จะจบอย่างไร

เบื้องต้นศาลสั่งจำคุก 6 เดือน ทว่า เซอร์คิโอ กีรอซ ทนายความ กำลังทำเรื่องขอต่อศาลให้ ให้ปล่อยตัวทั้งคู่ออกจากห้องขัง เปลี่ยนเป็นกักบริเวณในบ้าน โดยจะทำข้อตกลงว่าจะไม่เดินทางออกนอกประเทศในช่วงเวลาดังกล่าวหลังจากครบตามกำหนด
แต่ก็คงต้องลุ้นกันหน่อย เพราะทางเรือนจำต้องการให้เขาเป็นเหมือนทูตวัฒนธรรม เพราะหลังจากแข้งวัย 39 ปี ติดคุก เรือนจำแห่งนี้กลับม่ชื่อเสียงขึ้นมาเลยทีเดียว แถมเป็นที่สนใจของคนส่วนใหญ่ ถึงอย่างไรหากเจ้าตัวต้องโทษครบตามกำหนดจริง ซึ่งเวลาเหลือเพียง 5 เดือนก็คงไม่เป็นกังวลอะไรมากนัก เพราะโลกภายนอกตอนนี้วุ่นวายน่าดู กับ ไวรัสร้าย โควิด-19 การอยู่ในนั้นก็เหมือนการป้องกันตัวเอง คิดซะว่ามาพักผ่อนที่ “เรือนจำ รีสอร์ท แอนด์ สปา ล่ะกันเนาะ”
U-23 ที่ดีที่สุด ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
ในยุคนี้นักเตะดาวดังเริ่มแจ้งเกิดตั้งแต่อายุน้อยๆ ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ก็เช่นกันพวกเขาสามารถสร้างแข้งที่มีคุณภาพ ถึงแม้อายุยังไม่แตะ 23 ปี วันนี้เราจะรวบรวมสุดยอดในทุกตำแหน่ง สำหรับ THE BEST U-23
ผู้รักษาประตู : ดีน เฮนเดอร์สัน

สโมสรปัจจุบันคือ “ดาบคู่” เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แต่สโมสรที่แท้จริงคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครสามารถจะรับไม้ต่อจาก เด เคอา ในถิ่นผีแดง เจ้าตัวแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาสุดในรุ่น เก็บคลีนชีตใน พรีเมียร์ลีก ไปแล้ว 10 นัด โดยมีรุ่นใหญ่ที่ทำได้เท่าเขาคือ อลีสซง เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล) และ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล (เลสเตอร์ ซิตี้) โดยอันดับ 1 เป็น นิค โป๊ป (เบิร์นลี่ย์)
เซ็นเตอร์ : ชักลาร์ โซยุนชู

ไม่มีนี่แปลกจริงๆ สำหรับ แนวรับหุ่นหนา เขาถูกซื้อตัวมาแทนที่ของ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ที่ เลสเตอร์ ซิตี้ จัดการขายให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยราคาค่าตัว 80 ลป. ทว่าดาวเตะเลือดไก่งวงเข้ามารับหน้าที่แทนและทำได้ดีจนพาทีมติด ท็อป 3 ของลีก ณ ปัจจุบัน เข้าจับคู่กับรุ่นน้าอย่าง จอห์นนี่ อีแวนส์ ช่วยทีมเสียไปเพียงแค่ 28 ประตู จาก 28 เกม
เซ็นเตอร์ : โจ โกเมซ
ได้รับโอกาสมากขึ้นหลังจากรุ่นพี่ในทีมได้รับบาดเจ็บ ไปคน สองคน กราฟชีวิตเขาขึ้นๆ ลงๆ จากอาการบาดเจ็บของเจ้าตัวเอง แต่ทว่าการลงเล่นในปีนี้ดีขึ้น 19 เกมในลีกที่เขาลงช่วยทีม เสียไปเพียงแค่ 5 ประตู แน่นอนว่าส่วนหนึ่งคือ คู่หูสุดแกร่งของ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่เมื่อได้จับคู่กันแล้วเหมือนเพิ่มเลเวลให้ตัวเขาเอง
แบ็กขวา : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

ยังอยู่ที่พลพรรคหงส์แดง ที่ติดแน่นอนไม่ต้องคิดมากสำหรับเจ้าพ่อลูกนิ่ง ดีกรีแชมป์สโมสรโลก ถึงแม้จะมีคู่แข่งสำคัญอย่าง อาร์รอน วาน-บิสซาก้า จาก แมนฯ ยูไนเต็ด และ รีช เจมส์ ของ เชลซี 2 ดาวดังจากชาติบ้านเกิเดียวกัน ประเทศอังกฤษ แต่เมื่อมากางสถิติซีมีส่วนร่วมนี้ เจ้าตัว ยิงไป 2 ประตูกับ 12 แอสซิสต์ในลีก ถือว่าถวายพานให้เพื่อนน้อยกว่าเพียงแค่ เควิน เดอ บรอยน์ จาก แมนฯ ซิตี้ เท่านั้น
แบ็กซ้าย : บูกาโย่ ซาก้า

ถูกยกให้เป็นแข้งของอนาคตกันเลยทีเดียวสำหรับ นักเตะผิวดำชาวอังกฤษ ที่ในปีนี้ อาร์เซน่อล ให้โอกาสนักเตะลงเล่นชุดใหญ่ ด้วยแข้งอายุน้อยกันเยอะ หลังจากการเข้ามาทำทีมของ มิเกล อาเตต้า มีทั้ง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์, รีส เนลสัน, โจ วิลล็อค และ กาเบรียล มาร์ติเนล ทว่า บูกาโย่ ซาก้า โดดเด่นจริงๆ ทั้งเกมรับ เกมรุก
มิดฟิลด์ : วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้

อาจจะตกใจเล็กน้อยว่าเจ้าตัวอายุยังไม่ถึง 23 ปี แน่นอนครับ นี่คือแข้งดาวรุ่งจริงๆ แม้จะมีการเล่นเหมือนคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะแล้วก็ตาม เจ้าตัวทำผลงานได้ดีจริงๆ ในปีนี้ หลังถูกดึงมาแทน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ การพัฒนามีขึ้นทุกๆ ปี การพาจิ้งจอกสยามคั่วแชมป์ในปีนี้ รวมถึงน่าจะได้ไปเล่นในเวทียุโรปปีหน้าถือว่าสอบผ่าน
มิดฟิลด์ : รูเบน เนเวส

3 ปีแล้วที่เจ้าตัวย้ายมาเล่นให้ทีมหมาป่า และดูเหมือนว่าจะเล่นได้ดี โดดเด่นขึ้นเรื่อย เทคนิกฟุตบอลถือว่าสุดยอด จุดเด่นทั้งเกมรุกเกมรับ และยังมีทีเด็ดจากลูกยิงฟรีคิก, ลูกยิงไกล ถือว่าครบ จบหมดในคนเดียว ทว่าปีนี้อาจจะยิงน้อยไปหน่อยแค่ 2 ประตู แต่ดูโดยรวมแล้ว มีส่วนร่วมกับเกมถือว่าน่าพอใจกับฟอร์มการเล่น
มิดฟิลด์ : เจมส์ แมดดิสัน

จำชื่อนี้ไว้ เพราะเขาจะอยู่ในรายชื่อนักเตะที่มีทีมใหญ่ๆ ต้องการตัวไปร่วมทีม เพราะฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น ไปกับบอลได้ดี เปิดพอใช้ แต่ทีเด็ดคือการจบสกอร์ ที่สร้างโอกาสให้ตัวเองเยอะมาก แม้จะมีคุ่แข่งในตำแหน่งเดียวกันเพียบทั้ง แจ็ค กรีลิช หรือ ฟิล โฟเด้น แต่ปีนี้ต้องยกให้เขากับการ ยิง 6 กับ 3 แอสซิสต์ จาก 25 เกมที่ลงช่วยทีม
กองหน้า : ริชาร์ลิซอน

แข้งดังชาวแซมบ้า เขาสารพัดประโยชน์มากๆ ในตำแหน่งแนวรุก เพราะสามารถเล่นได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปีก, หน้าต่ำ หรือกองหน้าตัวเป้า และปีนี้เขาเล่นครบหมดแล้วกับการลงไป 27 เกมในลีก ยิงไปแล้ว 10 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ ช่วยให้ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ยังมีลุ้นเวทียุโรป แถมผลงานส่วนตัวที่ร้อนแรงยังคงทำให้เขาติดทีมชาติ บราซิล อย่างต่อเนื่อง
กองหน้า : มาคัส แรชฟอร์ด

ยังเป็นความหวังสูงสุดในแนวรุกของ ยูไนเต็ด ในปีนี้จริงๆ เพราะหากเขาลงเล่นเมื่อไหร ทีมมักจะทำผลงานได้ดี และเจ้าตัวถือเป็นเดอะแบกในหลายๆ เกมของทีม น่าเสียดายที่ช่วงหลายเกมหลังมีอาการบาดเจ็บ ทำให้เราไม่ได้เห็นชุดที่ดีที่สุดของ ผีแดง แต่ถึงอย่างไรสถิติบอกชัดว่าเขาทำได้ดีแค่ไหนกับการ ยิงทุกๆ 1 ประตู ใน 104 นาที
กองหน้า : แทมมี่ อับราฮัม







