ไม่ต้องพึ่งเงินเยียวยา! 6 ทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ขาดทุนยับ ในตลาดซื้อ-ขาย

เรื่องการซื้ออ กับการขาย แน่นอนว่าจะต้องคิดถึงเรื่องของธุรกิจ การทำการค้า ซึ่งการจะอยู่ได้ การซื้อนั้นจำเป็นต้องมีตัวเลขที่น้อยกว่าการขายออกไป ไม่นั้นเท่ากับการบริหารของคุณนั้นล้มเหลว ทว่าในโลกของฟุตบอลแตกต่างออกไป ซึ่งเมื่อมามองดูตัวเลข การซื้อและขายนักเตะ ไม่สามารถบอกได้ว่า สโมสรแห่งนั้น ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการบริหารทีม

วะนนี้เราจะไปย้อนดูในช่วง 20 ปีหลังสุดกันว่า 6 ทีมจากลีกสูงสุดในอังกฤษ ทีมไหนบ้างที่ขาดทุนย่อยยับกับการซื้อ-ขายนักเตะ แต่พวกเขายังยืนหยัดอยู่ในหัวแถวของทีมทำเงินในระดับโลก ณ ปัจจุบัน

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ พบ นอริช ซิตี้ พร้อมลิ้ง ...

ถูกยกให้เป็นทีมลุ้นแชมป์ในช่วง 5 ปีหลังสุดสำหรับทีมไก่เดือยทอง ที่ยกระดับขึ้นมามากในยุค 2000 ทว่าการซื้อ-ขายของพวกเขาในยุคปี 2000 เพิ่งจะเฟื่องฟุูในช่วง 10 ปีหลังมานี้เอง หลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาได้ขายนักเตะได้ราคาเหลือเกินจากการปั้นขึ้นมา แล้วขายออกไปโดย ลูก้า โมดริช และ แกเร็ธ เบล คือ 2 ตัวอย่างที่ทำให้เห็นเด่นชัด หลัง เรอัล มาดริดทุ่มซื้อด้วยมูลค่าหลายล้านปอนด์ โดยกองกลางชาวโครเอเชีย จากไปด้วยมูลค่า 31 ล้านปอนด์ ส่วนปีกพญาวานรชาวเวร ก้มีสถิติอยู่ที่ 90 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่นับรวม ดิมิทาร์ เบอร์บาทอฟ (แมนฯ ยูไนเต็ด – 34 ล้านปอนด์) และ ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนฯ ซิตี้ – 47 ล้านปอนด์) ฯลฯ ดูแล้วพวกเขาน่าจะเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในตลาดซื้อขาย

ทว่าความจริงคือพวกเขานั้นขาดทุนมากถึง 350 ล้านปอนด์ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหากเอาตัวเลขมาบวกลบกันแล้ว เพราะช่วงหลังทีมสีขาวจากลอนดอนซื้อนักเตะอยู่ในเรทราคาที่ไม่เบาเลยทีเดียวทั้ง สตีเฟน เบิร์กไวน์ (พีเอสวี – 27 ล้านปอนด์) , มุสซา ซิสโซโก้ (นิวคาสเซิล – 31 ล้านปอนด์) , ดาบินซอน ซานเชซ (อาแจ็กซ์ – 36 ล้านปอนด์) , จิโอวานี โล เซลโซ (เรอัล เบติส – 52 ล้านปอนด์) และ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล (54 ล้านปอนด์) ซึ่งนักเตะพวกนี้อยู่ในทีมปัจจุบันทั้งสิ้น

อาร์เซนอล

อาร์เซนอลอาจหั่นค่าเหนื่อยนักเตะ หากชวดตั๋ว ชปล.ซีซั่นหน้า

อีกหนึ่งทีมดังจากลอนดอน ที่เคยเฟื่องฟูสุดๆ ในยุคต้น 2000 ทั้งแชมป์ไร้พ่าย และการได้ไปโลดแล่นในเวทียุโรปอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากนั้นพวกเขาร้างความสำเร็จในโทรฟี่ใหญ่ๆ มาโดยตลอด แถมอันดับหลุดท็อป 6 ให้เห็นบ่อยครั้ง ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือการซื้อ-ขายของพวกเขาทำได้ไม่บาลานซ์สักท่าไหร แม้ทีมอื่นๆ จะขายนักเตะได้ราคาที่เกิน 50 ล้านปอนด์ขึ้นไปเป็นอย่างน้อยแต่ ไอ้ปืนใหญ่ ยังมีสถิติการขายนักเตะแพงที่สุดนั้นก็คือ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) โดยมันเกิดขึ้นเมื่อปี 2000 พอดิบพอดี

ส่วนการซื้อนั้นต้องบอกว่าจัดหนักไม่เบา กรานิท ชาก้า (กลัดบัค – 40 ล้านปอนด์) , เมซุต เออซิล (เรอัล มาดริด – 42 ล้านปอนด์) , อเล็กซองดร์ ลากาเซ็ตต์ (ลียง – 47 ล้านปอนด์) , ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ นิโกลาส์ เปเป้ (ลีลล์ – 72 ล้านปอนด์) นี่คือสถิติ 1 ถึง 5 แน่นอนว่าทุกคนคือทีมชุดปัจจุบัน ทว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้พวกเขาขาดทุนในตลอดซื้อขายไปถึง 410 ล้านปอนด์ เข้าป้ายมาเป็นอันดับ 5

ลิเวอร์พูล

This Is Liverpool : ก้าวแรก ลิเวอร์พูล สู่แชมป์พรีเมียร์ลีก

โคตรทีมแห่งยุคในตอนนี้อย่างแท้จริงสำหรับ หงส์แดง แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะมีสถิติการซื้อนักเตะที่ขำๆ ไม่หนักแน่นเหมือนทีมใหญ่ๆ ทีมอื่น ทว่าตั้งแต่ยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ พวกเขาอัดวงเงินแบบไม่อั้น และดูเหมือนมันจะประสบความสำเร็จดีทีเดียวอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้สัก 4 ปี พวกเขายังอยู่ในระดับเท่าทุน ถึงกับกำไรด้วยซื้อในตลาดซื้อขาย เพราะทำสถิติการขายได้ดีกว่าใครเพื่อน ทั้ง เฟร์นันโด ตอร์เรส (เชลซี – 52 ล้านปอนด์) , ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้ – 57 ล้านปอนด์) , หลุยส์ ซัวเรซ (บาร์เซโลนา – 73 ล้านปอนด์) และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ (บาร์เซโลนา – 130 ล้านปอนด์) จะเห็ฯ ได้ว่าพวกเขาขายนักเตะด้วยมูลค่าสูงกว่า ครึ่งร้อยลานปอนด์ไปหลายคน และมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ ที่เป็นเพชรเม็ดงานที่ขายได้ราคาเกิน 100 ล้านปอนด์เข้าไปอีก

ทว่าช่วง 4 ปีหลังจากกำไร พวกเขายอมขาดทุนในตลาดนักเตะ เพื่อแลกกับความสำเร็จ โดยการดึง ซาดิโอ มาเน (เซาแธมป์ตัน – 37 ล้านปอนด์) , โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (โรมา – 37 ล้านปอนด์) , ฟาบินโญ (โมนาโก – 40 ล้านปอนด์) , นาบี เกอิต้า (แอร์เบ ไลป์ซิก – 54 ล้านปอนด์) , อลิสซอน เบ็คเกอร์ (โรมา – 56 ล้านปอนด์) และ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (เซาแธมป์ตัน – 76 ล้านปอนด์) แน่นอนว่ามันได้ผลเกินคาด เพราะแข้งแต่ล่ะคนที่เข้ามานั้นยกระดับทีมได้จริง ทว่าพวกเขาต้องยอมรับที่ติดลบไปมากถึง 446 ล้านปอนด์

เชลซี

รอชมได้เลย! สิงห์ ยัน มีเกมอุ่นเครื่องกับ บาร์ซ่า ที่ญี่ปุ่น | Buaksib

ไม่มีทีมไหนในลีกอังกฤษอีกแล้วที่ขายนักเตะเกิน 1,000 ล้านปอนด์ใน 20 ปีหลัง แล้วจะขาดทุนย่อยยับ แต่ เชลซี ทำได้ หากไปดูการขายของพวกเขาต้องซูฮกว่าทำได้ดีทีเดียว ขายหนัก ขายเยอะ และขายได้ราคาทั้ง ออสการ์ (เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี – 54 ล้านปอนด์) , ดิเอโก้ คอสต้า (แอตเลติโก มาดริด – 59 ล้านปอนด์) และล่าสุดกับการขายซุปตาร์อย่าง เอเด็น อาซาร์ (เรอัล มาดริด – 90 ล้านปอนด์) เมื่อรวมตัวเลขการขายใน 20 ปีหลังพวกเขาทำไปได้ถึง 1,030 ล้านปอนด์ มากที่สุดแล้ว ณ ปัจจุบัน

ทว่านั้นไม่ใช่ตัวชี้วัด เมื่อการซื้อของพวกเขากลับถีบตัวถึง 1,860 ล้านปอนด์ ก็แน่นอนว่าขนาดเจ้าบุญทุ่มแห่งเมือง แมนเชสเตอร์ ทั้ง ยูไนเต็ด และ ซิตี้ ยังคงต้องเป็นรองในเรื่องนี้ ทว่าการซื้อแต่ล่ะตัวของพวกเขามักจะไม่สนใจว่าราคาเท่าไหร หากเสี่ยหมีต้องการ คือไปเอามาให้ได้ ยกตัวอย่าง จอร์จินโญ (นาโปลี – 51 ล้านปอนด์) , คริสเตียน พูลิซิช (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ เคปา อาร์ริซาบาลากา (แอธเลติก บิลเบา – 72 ล้านปอนด์) เป็นทีมเดียวที่มีนายทวารเป็นสถิติการซื้อขายของสโมสรอีกด้วย

แมนฯ ยูไนเต็ด

แมนยู 5-0 คลับ บรูช: ไฮไลท์ฟุตบอล ยูโรป้าลีก (คลิป)

ยูไนเต้ด เป็นอีกทีมที่ขายนักเตะได้ราคามาตลอดทุกช่วงใน 20 ปีหลัง โดยพวกเขาถือว่าเป็นทีมที่มูลค่ามากที่สุดในเกาะอังกฤษมาตลอดเช่นกัน ทั้งการขาย อังเคล ดิ มาเรีย (เปแอสเช – 56 ล้านปอนด์) , โรเมลู ลูกากู (อินเตอร์ มิลาน – 58 ล้านปอนด์ และตัวทีเด็ดตลอดการ ยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด – 84 ล้านปอนด์) ทว่าด้วยการเป็นทีมที่มีเงินเยอะ และเจ้าบุญทุ่มมาแต่ไหนแต่ไร พวกเขาสะสมการขายไปได้เพียง 629 ล้านปอนด์ แต่กลับมีตัวเลขการซื้อที่พุ่งไปถึง 1,600 ล้านปอนด์

ทั้งนี้ในช่วงหลังๆ ในทีมของยูไนเต็ดนั้นประกอบไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี และต้องแลกมาด้วยเรื่องของการโดนโก่งค่าตัว ทว่ามันเป็นแบบนั้นทุกตลาดการซื้อขายทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ – 49 ล้านปอนด์) , บรูโน เฟร์นันเดส (สปอร์ติง ลิสบอน – 49 ล้านปอนด์) , เฟร็ด (ชัคตาร์ – 53 ล้านปอนด์) , อองโตนี มาร์กซิยาล (โมนาโก – 54 ล้านปอนด์) , แฮร์รี แม็คไกวร์ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 78 ล้านปอนด์) และ ปอล ป็อกบา (ยูเวนตุส – 94 ล้านปอนด์) ถึงอย่างไรการติดลบมากมายในตลาดนักเตะ ส่งผลน้อยเหลือเกินหากเปรียบเทียบรายได้รวมของสโมสรได้ทุกๆ ด้าน

แมนฯ ซิตี้

อย่าเพิ่งรีบสรุป "สโตนส์" ลั่นแมนฯ ซิตี้ยังไม่หมดลุ้นแชมป์ลีก

ไม่น่าแปลกใจอยู่แล้วว่าอันดับ 1 ต้องเป็นพวกเขาสำหรับ ทีมสีฟ้า แห่งแมนเชสเตอร์ ความสำเร็จต้องแลกด้วยเงิน ที่นี่คือคำตอบ หากเปรียบเทียบใน 6 ทีมทั้งหมดที่กล่าวมาพวกเขาคือทีมที่ขายนักเตะได้เงินน้อยมากที่สุด 539 ล้านปอนด์ ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นทีมที่ซื้อนักเตะสูงถึง 1,840 ล้านปอนด์ เป็นรอง เชลซี ไม่กี่ล้านปอนด์เท่านั้น โดยการขาดแล้วได้ราคามากที่สุด ยังน้อยกว่า มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) ของไอ้ปืนใหญ่ นั้นก็คือ ดานิโล (ยูเวนตุส – 33 ล้านปอนด์) ถือว่าหากมาพูดกันในเรื่องของการ ซื้อ-ขายนักเตะเพียงอย่างเดียว ฝ่ายบริหารคงโดนไล่ออกยกชุด

ทว่าการซื้อของพวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่ซื้อแบบ 100 ล้านปอนด์ขึ้นไป แต่ซื้อแบบเรื่อยๆ และตัวเลขไม่หนีกันมากทั้ง ริยาด มาห์เรซ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 61 ล้านปอนด์) , โรดรี (แอตเลติโก มาดริด – 63 ล้านปอนด์) และสถิติอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ (โวล์ฟสบวร์ก – 68 ล้านปอนด์) แต่ก็เข้าใจได้ว่าทีมระดับเจ้าของที่รวยล้นฟ้า ตัวเลขที่ขาดทุนไปเพียงแค่ 1,298 ล้านปอนด์ ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงได้แน่นอน และพวกเขาจะยังคงทำสถิติขาดทุนในตลาดนักเตะไปเรื่อยๆ หากไม่โดนแบนไปซะก่อน

ใครเหมาะสมเป็นแบ็คตัวจริง สิงโตคำราม ทีมชาติอังกฤษ

มาในยุคที่ทีมชาติอังกฤษมี 3 เซ็นเตอร์แบ็คในฝั่งขวาที่ผลงานโดดเด่นขึ้นมาอย่างร้อนแรง โดยประกอบไปด้วย เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จาก ลิเวอร์พูล, อารอน วาน-บาสซาก้า จาก แมนฯ ยูไนเต็ด และ รีซ เจมส์ จาก เชลซี ทั้ง 3 คนยังมีอายุที่มากนัก บวกกับผลงานในนามสโมสรขึ้นมาเป็นตัวจริงที่ทีมจะขาดไม่ได้ แถมสัญชาติอังกฤษทั้งหมด

แน่นอนว่า แกเร็ธ เซาธ์เกต คงต้องดูสถิติและผลงานในเรื่องของตัวเลขเป็นหลัก ว่าใครจะเหมาะสมในการยึดตำแหน่งตัวจริง

เกมรับ

ของจริง! อดีตแนวรับผีชี้ วาน-บิสซาก้า เหนือกว่า อเล็ก

ต้องบอกว่าเลยว่าฝั่งของ หงส์แดง แพ้ราบคาบ นักเตะอย่าง เทรนท์ เป็นรองทุกคน โดยในปีนี้ พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2019/20 เจ้าตัวสามารถปะทะบอลสำเร็จเพียงแค่ 1.6 ครั้ง/เกม เท่านั้น และมีเปอร์เซ็นชนะในการปะทะเกินครึ่งมานิดหน่อยที่ 53.3 เปอร์เซ็น ส่วนทาง รีซ เจมส์ ดีกว่านิดหน่อย ปะทะ 1.9 ครั้ง/เกม แถมชนะมากถึง 65.5 เปอร์เซ็น ถึงอย่างไรทั้ง 2 คนต้องสิโรราบให้กับ อารอน วาน-บิสซาก้า ที่มาเหนือกว่าทุกคนด้วยการ ปะทะบอกมากถึง 3.8 ครั้ง/เกม และชนะมาอีกด้วยถึง 82.6 เปอร์เซ็น

กุนซือเชลซีเชื่อรีซ เจมส์อนาคตรุ่งโรจน์

จริงอยู่ที่ตัวเลขเกมรับจะออกมาจากทีมที่โดนบุกจะแสดงตัวเลขในการเข้าปะทะมากหน่อย เพราะหงส์แดงปีนี้พวกเขาแข็งแกร่งมา ส่วนใหญ่จะทำเกมบุกใส่คู่แข่ง แต่เมื่อมามองค่าของ เปอร์เซ็น ต้องยอมรับว่าทาง วาน-บิสซาก้า ดีกว่าทุกคนจริงๆ เขาเข้าบอลทุกครั้ง แทบจะมีความผิดพลาดน้อยมากๆ

เกมรุก

ริโอ' ปลื้ม TAA ชมเก่งเหมือนคาฟู-ดีกว่าเนฟ-เหนือ AWB ติดธงสิงโต

ถือว่าจุดเด่นของ เทรนท์ ค่อนข้างมาดีในด้านเกมรุก เพราะเจ้าตัวสามารถ จ่ายบอลให้เพื่อนได้มากถึง 7.5 ครั้ง/เกม นี่ยังไม่รวมลูกเตะมุมที่เขาเป็นคนรับผิดชอบอีกด้วย ส่วนที่ตามมาก็คือ เจสว์ 5.8 ครั้ง/เกม ด้าน วาน-บิสซาก้า ที่เด่นเกมรับผ่านบอลน้อยมากเพียงแค่ 2.86 ครั้ง/เกม แถมตัวเลขที่บกย่องว่า แข้งของหงส์แดงเล่นเกมบุกได้เมามันส์คือ สร้างโอกาสให้เพื่อนได้มากถึง 2.6 ครั้ง/เกม ชนะที่ เจมส์ 1.3 ครั้ง/เกม และ วาน-บิสซาก้า 0.7/เกม แข้งผีแดงสร้างโอกาสเกมล่ะไม่ถึง 1 ครั้งด้วยซ้ำ

ผลงานแจ่ม เชลซีไม่รีรอ จับ "รีซ เจมส์" ต่อสัญญาเพิ่มถึงปี 2025

ทว่ามามองเรื่องการจ่ายแม่น ผ่านบอลสำเร็จ ต้องยกให้นักเตะอายุน้อยที่สุดใน 3 คนนี้อย่าง เจมส์ ที่จ่ายสำเร็จมากถึง 87.0 เปอร์เซ็น รองลงมา วาน-บิสซาก้า 79.9 เปอร์เซ็น และ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ 75.8 เปอร์เซ็น แถมกรเลี้ยงบอล เจมส์ เหนือกว่าใครเพื่อน 2.3 ครั้ง/เกม และสำเร็จถึง 79.3 เปอร์เซ็น วาน-บิสซาก้า 1.7 ครั้ง/เกม 68.0 เปอร์เซ็น และ เทรนท์ รั้งท้าย 0.6 ครั้ง/เกม

มีส่วนกับประตู

เคลียร์ ! จอห์นสัน วิเคราะห์ เทรนท์ & บิสซาก้า & รีซ เจมส์ ใครเป็น ...

ในยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า นักเตะเกมรับ ยิ่งเป็นแบ็คทั้ง 2 ข้างจะมีหน้าที่หลักรับผิดชอบแค่เกมรับอย่างเดียว เพราะเรามักจะเห็น แบ็คเติมเกมรุก และมีส่วนกับประตูบ่อยครั้งขึ้น เพราะฉะนั้นในกรณีนี้เราจะนำมานับเป็นคะแนนด้วยว่าแข้งคนไหนที่มีส่วนช่วยให้ทีมได้ประตู แม้จะต้องเล่นในเกมรับเป็นหลัก

Roy Hodgson ready to advise Gareth Southgate on Aaron Wan-Bissaka ...

คนแรกที่มาเหนือทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่นคงต้องเป็น อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่เจ้าตัวยิงประตูในเกมลีกไป 2 ประตู แถมทำได้ถึง 12 แอสซิสต์ มีค่าเฉลี่ยทำประตูหรือแอสซิสต์ได้ทุกๆ 182.1 นาที ส่วนคนที่ตามมาคือ เจมส์ ที่แม้จะยิงไม่ได้ แต่ 2 แอสซิสต์ของเขา ก็มีส่วน ร่วมกับประตูทุกๆ 534 นาที ด้าน วาน-บิสซาก้า ทำประตูไม่ได้เช่นกัน และทำแอสซิสต์เท่ากับ เจมส์ อยู่ที่ 2 ครั้ง ทว่าเจ้าตัวลงเล่นมากกว่า เมื่อเฉลี่ยแล้ว มีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงทุกๆ 1,180.5 นาที

สรุปใครกันล่ะที่ควรเป็นตัวจริง

เช็คขุมกำลัง “สิงโตคำราม” จริงหรือ ว่านี่คือ "ยุคทอง"? - TheMacho

หากจะฟันธงตรงๆ คงยาก เพราะมันมีองค์ประกอบอะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับ 3 คนนี้ที่ทางโค้ชจะต้องเป็นคนตัดสินใจ แต่หากให้เลือกมาต้องบอกว่า สูสีจริงๆ เกมรับต้องยกให้ วาน-บิสซาก้า เขาชนะทุกคน เกมรุก เทรนท์ และ เจมส์ ทำได้ดีพอๆ กัน แต่ความเก๋าเกม และการมีส่วนร่วมกับประตู อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คือคนที่ทำได้ดีที่สุด แถมประสบการณ์ของเจ้าตัวความนิ่งกับสถานการณ์กดดันน่าจะผ่านมาเยอะกว่าใครเพื่อน เพราะฉะนั้นสรุปได้ว่า หากทีมเน้นเกมรับ วาน-บิสซาก้า เหมาะเป็นตัวจริง หากเน้นเกมรุก อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เหมาะเป็นตัวจริง ส่วนดาวรุ่งอย่าง เจมส์ รอแค่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อีกนิด เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงที่สมน้ำสมเนื้อมากกว่านี้

2 ปีในรังผี เกิดอะไรขึ้นกับ… “บราซิล เซิ่นเจิ้น”

ย้อนกลับไปในปี 2018 ชื่อของ “เฟร็ด” ห้องเครื่องระดับท็อปของลีกยูเครน ที่สามารถต่อกรกับทีมใหญ่ๆได้แบบสบายในเวทียุโรป ฉายแววขึ้นมาจะสามารถ ติดเป็น 11 ตัวจริงแทบยจะการันตีได้ทักนัดในนามทีมชาติบราซิล โดยการคุมทีมของ ติเต้ หลังจบซีซั่นนั้นกับ ชัคตาร์ โดเนตส์ เจ้าตัวเหมือนเป็ฯดาราชายแถวหน้า สามารถเลือกช่อลงได้หมด อยู่ที่ว่าทีมไหนจะติด่อมาและให้ค่าสัญญาที่โดนใจ ทว่าก็เป็น แมนฯ ยูไนเต็ด  ยอมทุ่มด้วยค่าตัวถึง 52 ล้านปอนด์ ในช่วงตลาดซัมเมอร์ปี 2018 และเป็ฯผู้ชนะในดีลนั้น และนั้นก็เป้ฯถนนสายใหม่ที่แข้งรายนี้ต้องพบเจอ เขาผ่านอะไรมาบ้างกว่ารอบ 2 ปีในรังผีแดง

พังไม่เป็นท่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ fred sad manu

ใช้คำนี้ได้เลยกับการเริ่มต้นในเกาะอังกฤษ อย่างท่ีบอกว่าก่อนจะย้ายมาเจ้าตัวตัวฮอตเหลือเกิน ความสามารถ ฝีเท้า เจิดจรหัส ตอนนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังกุมบังเหียนผีแดง แต่ขนาดนั้นคนที่ต้องการตัวเขายังเอาตัวไม่รอด น้ามู โดนปลดในเวลาต่อมา สถิติของ เฟร็ด กับเจ้านายชาวโปรตุกีสคือ ลงสนามในลีกเพียงแค่ 8 จาก 17 เกม ด้วยฟอร์มการเล่นที่ไม่เอาไหน จับบอลลั่นอย่างกับเป็นนักเตะบราซิลที่โดนย้อนแมว ความมั่นใจไม่มี ยิงไกลไม่ได้ แถมส่งบอลสั้นๆง่ายๆ ก็ไมไ่ด้เรื่อง พูดง่ายๆคือเขาไม่ใช่ เฟร็ด คนเก่า อย่าพูดถึงเรื่องการปรับตัวเลย เพราะเบสิคฟุตบอลเขายังมีไม่พอ

แซมบ้า ไม่มาตามนัด

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ fred brazil

เมื่อเล่นไม่ดี ผลงานในสโมสรไม่เอาไหน เป็ฯตัวสำรองมากกว่าตัวจริง จากการการันตีเป็น 11 ตัวจริงในทีมชาติ บราซิล เขาหลุดยิ่งกว่านั้น เมื่อไม่มีชื่อเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้จะเปลี่ยนผ่านมาในยุคของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา จะเข้ามาคุมทัพต่อชั่วคราว กองกลางชาวบราซิลเลี่ยน ก็ยังเค้นฟอร์มเก่งไม่ได้เช่นเคย แต่ก็ต้องขอชมเชยโค้ชชาว นอร์วิเจี้ยน รายนี้ที่เริ่มจะกลับมาปลุกปีศาจจากนักเตะหลายคนที่ไม่เอาไหน ให้กลับมาได้บ้าง

ทั้งนี้มีบางเกมที่เหมือนจะมีแสงสว่างให้ เฟร็ด ได้เดินตามนั้นก็คือเกม บุกชนะ เปแอสเช จนเข้ารอบ ชปล. 8 ทีมสุดท้าย ที่เขาลงเล่นโดยอยุ่ในสนามครบทุกนาที ทว่าสุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน แถมในเกมลีกก็น่าเจ็บปวด ฤดูกาล 2018/19 เฟร็ดลงเล่นให้ แมนยู ในช่วงโค้งสุดท้าย 5 เกม ทีมแพ้ไปถึง 4 เกม และเกมที่ทำให้เขาต้องกลับมาคิดกับชีวิตต่อจากนี้ไปก็คือ เกมที่ โดน เอฟเวอร์ตัน ยิงใส่แบบยับเยิน 4-0 เกมนั้นเขาเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยการโดนเปลี่ยนตัวในช่วงพักครึ่ง

โอกาสสุดท้าย

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ fred solskjaer

ว่ากันว่าคนเราจะมีช่วงขาขึ้นและขาลง ใหากเปรียบกับ เฟร็ด ในตอนนั้น เขาอยู่ในช่วงขาลงแบบรถไฟตีลังกา และแน่นอนมีข่าวมากมายว่าเขายอมแพ้ ขอย้าย แต่ไม่มีข่าวไหนในทำนองนี้ที่หลุดจากปากเจ้าตัวจริงๆ เปิดฤดูกาลมา เขายังมีชื่อกับทีม เริ่มฤดูกาล 2019/20 ดูเหมือนเขาจะหายไปจากทีมถึง 4 เกมแรก แต่หลังจากนั้นทุกอย่างเริ่มเข้าทางกองกลางรายนี้บ้างแล้ว เดือนตุลาคม เฟร็ด ได้ลงเล่นตัวจริงในลีกเป็นเกมแรกของซีซั่น ที่อาการบาดจเ็บ ของ ป็อกบา และหลังจากนั้นเขาลงเล่นให้ทีมมาโดยตลอด ผลงานอาจจะมีตะกุกตะกักในช่วงแรก แต่มันดีขึ้นกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะเกมที่เสมอกับจ่าฝูง ลิเวอร์พูล และ่าจะเป็ฯผีแดงที่ชนะด้วยซ้ำ สถิติของเจ้าตัวคือ แย่งบอลได้ 4 ครั้ง จ่ายบอลแม่นยำถึง 91% แท็กเกิ้ลอีก 2 ครั้ง

ไม่มีอะไรมาหยุดเขาได้อีก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ fred bruno

จากนักเตะที่เกือบหมดอนาคต ในตอนนี้เขาลงเล่นให้ทีมมากที่สุดเป็ฯอันกับ 2 รองจากกัปตัน แฮร์รี่ แม็กไกวร์เท่านั้น “มีสมาธิ, เล่นให้ดี และลดข้อผิดพลาดให้น้อยลง คือ 3 สิ่งที่โค้ชบอกผม และผมก็พยายามทำตาม นั้นแหละคือเคล็ดลับ” ไม่มีอะไรซับซ้อน โซลชา คนที่เคยเป็ฯนักเตะ และใช้เวลาข้างสนามมากกว่าในสนาม บอกนักเตะบราซิลเพียงแค่ 3 ข้อ เขานำมันไปปรับใช้

ทว่าการเข้ามาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ยิ่งทำให้งานของเขาง่ายขึ้นไปอีก ทั้ง 2 คนคอยสอประสานสร้างสรรค์ผลงานดีๆออกมาต่อเนื่อง พัฒนาการของเขาในฤดูกาลนี้เรียกได้ว่ายอดเยี่ยม ยิ่งกับ บรูโน่ด้วยแล้ว พวกเขาลงเล่นด้วยกัน 9 เกม เฟร็ด ก็มีส่วนร่วมกับประตูถึง 5 ลูก ยิง 2 จ่าย 3 ทว่าก่อนหน้านี้ถึง 55 เกม เขายิงได้แค่ 3 ประตูเท่านั้น หากจะบอกว่าสิ่งเดียวที่หยุดความร้อนยแรงของเจ้าตัวในตอนนี้ก็คือ ไวรัสโควิด-19 ก็คงไม่ผิดนัก