ไม่ต้องพึ่งเงินเยียวยา! 6 ทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ขาดทุนยับ ในตลาดซื้อ-ขาย

เรื่องการซื้ออ กับการขาย แน่นอนว่าจะต้องคิดถึงเรื่องของธุรกิจ การทำการค้า ซึ่งการจะอยู่ได้ การซื้อนั้นจำเป็นต้องมีตัวเลขที่น้อยกว่าการขายออกไป ไม่นั้นเท่ากับการบริหารของคุณนั้นล้มเหลว ทว่าในโลกของฟุตบอลแตกต่างออกไป ซึ่งเมื่อมามองดูตัวเลข การซื้อและขายนักเตะ ไม่สามารถบอกได้ว่า สโมสรแห่งนั้น ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการบริหารทีม

วะนนี้เราจะไปย้อนดูในช่วง 20 ปีหลังสุดกันว่า 6 ทีมจากลีกสูงสุดในอังกฤษ ทีมไหนบ้างที่ขาดทุนย่อยยับกับการซื้อ-ขายนักเตะ แต่พวกเขายังยืนหยัดอยู่ในหัวแถวของทีมทำเงินในระดับโลก ณ ปัจจุบัน

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ พบ นอริช ซิตี้ พร้อมลิ้ง ...

ถูกยกให้เป็นทีมลุ้นแชมป์ในช่วง 5 ปีหลังสุดสำหรับทีมไก่เดือยทอง ที่ยกระดับขึ้นมามากในยุค 2000 ทว่าการซื้อ-ขายของพวกเขาในยุคปี 2000 เพิ่งจะเฟื่องฟุูในช่วง 10 ปีหลังมานี้เอง หลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาได้ขายนักเตะได้ราคาเหลือเกินจากการปั้นขึ้นมา แล้วขายออกไปโดย ลูก้า โมดริช และ แกเร็ธ เบล คือ 2 ตัวอย่างที่ทำให้เห็นเด่นชัด หลัง เรอัล มาดริดทุ่มซื้อด้วยมูลค่าหลายล้านปอนด์ โดยกองกลางชาวโครเอเชีย จากไปด้วยมูลค่า 31 ล้านปอนด์ ส่วนปีกพญาวานรชาวเวร ก้มีสถิติอยู่ที่ 90 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่นับรวม ดิมิทาร์ เบอร์บาทอฟ (แมนฯ ยูไนเต็ด – 34 ล้านปอนด์) และ ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนฯ ซิตี้ – 47 ล้านปอนด์) ฯลฯ ดูแล้วพวกเขาน่าจะเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในตลาดซื้อขาย

ทว่าความจริงคือพวกเขานั้นขาดทุนมากถึง 350 ล้านปอนด์ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหากเอาตัวเลขมาบวกลบกันแล้ว เพราะช่วงหลังทีมสีขาวจากลอนดอนซื้อนักเตะอยู่ในเรทราคาที่ไม่เบาเลยทีเดียวทั้ง สตีเฟน เบิร์กไวน์ (พีเอสวี – 27 ล้านปอนด์) , มุสซา ซิสโซโก้ (นิวคาสเซิล – 31 ล้านปอนด์) , ดาบินซอน ซานเชซ (อาแจ็กซ์ – 36 ล้านปอนด์) , จิโอวานี โล เซลโซ (เรอัล เบติส – 52 ล้านปอนด์) และ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล (54 ล้านปอนด์) ซึ่งนักเตะพวกนี้อยู่ในทีมปัจจุบันทั้งสิ้น

อาร์เซนอล

อาร์เซนอลอาจหั่นค่าเหนื่อยนักเตะ หากชวดตั๋ว ชปล.ซีซั่นหน้า

อีกหนึ่งทีมดังจากลอนดอน ที่เคยเฟื่องฟูสุดๆ ในยุคต้น 2000 ทั้งแชมป์ไร้พ่าย และการได้ไปโลดแล่นในเวทียุโรปอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากนั้นพวกเขาร้างความสำเร็จในโทรฟี่ใหญ่ๆ มาโดยตลอด แถมอันดับหลุดท็อป 6 ให้เห็นบ่อยครั้ง ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือการซื้อ-ขายของพวกเขาทำได้ไม่บาลานซ์สักท่าไหร แม้ทีมอื่นๆ จะขายนักเตะได้ราคาที่เกิน 50 ล้านปอนด์ขึ้นไปเป็นอย่างน้อยแต่ ไอ้ปืนใหญ่ ยังมีสถิติการขายนักเตะแพงที่สุดนั้นก็คือ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) โดยมันเกิดขึ้นเมื่อปี 2000 พอดิบพอดี

ส่วนการซื้อนั้นต้องบอกว่าจัดหนักไม่เบา กรานิท ชาก้า (กลัดบัค – 40 ล้านปอนด์) , เมซุต เออซิล (เรอัล มาดริด – 42 ล้านปอนด์) , อเล็กซองดร์ ลากาเซ็ตต์ (ลียง – 47 ล้านปอนด์) , ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ นิโกลาส์ เปเป้ (ลีลล์ – 72 ล้านปอนด์) นี่คือสถิติ 1 ถึง 5 แน่นอนว่าทุกคนคือทีมชุดปัจจุบัน ทว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้พวกเขาขาดทุนในตลอดซื้อขายไปถึง 410 ล้านปอนด์ เข้าป้ายมาเป็นอันดับ 5

ลิเวอร์พูล

This Is Liverpool : ก้าวแรก ลิเวอร์พูล สู่แชมป์พรีเมียร์ลีก

โคตรทีมแห่งยุคในตอนนี้อย่างแท้จริงสำหรับ หงส์แดง แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะมีสถิติการซื้อนักเตะที่ขำๆ ไม่หนักแน่นเหมือนทีมใหญ่ๆ ทีมอื่น ทว่าตั้งแต่ยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ พวกเขาอัดวงเงินแบบไม่อั้น และดูเหมือนมันจะประสบความสำเร็จดีทีเดียวอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้สัก 4 ปี พวกเขายังอยู่ในระดับเท่าทุน ถึงกับกำไรด้วยซื้อในตลาดซื้อขาย เพราะทำสถิติการขายได้ดีกว่าใครเพื่อน ทั้ง เฟร์นันโด ตอร์เรส (เชลซี – 52 ล้านปอนด์) , ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้ – 57 ล้านปอนด์) , หลุยส์ ซัวเรซ (บาร์เซโลนา – 73 ล้านปอนด์) และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ (บาร์เซโลนา – 130 ล้านปอนด์) จะเห็ฯ ได้ว่าพวกเขาขายนักเตะด้วยมูลค่าสูงกว่า ครึ่งร้อยลานปอนด์ไปหลายคน และมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ ที่เป็นเพชรเม็ดงานที่ขายได้ราคาเกิน 100 ล้านปอนด์เข้าไปอีก

ทว่าช่วง 4 ปีหลังจากกำไร พวกเขายอมขาดทุนในตลาดนักเตะ เพื่อแลกกับความสำเร็จ โดยการดึง ซาดิโอ มาเน (เซาแธมป์ตัน – 37 ล้านปอนด์) , โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (โรมา – 37 ล้านปอนด์) , ฟาบินโญ (โมนาโก – 40 ล้านปอนด์) , นาบี เกอิต้า (แอร์เบ ไลป์ซิก – 54 ล้านปอนด์) , อลิสซอน เบ็คเกอร์ (โรมา – 56 ล้านปอนด์) และ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (เซาแธมป์ตัน – 76 ล้านปอนด์) แน่นอนว่ามันได้ผลเกินคาด เพราะแข้งแต่ล่ะคนที่เข้ามานั้นยกระดับทีมได้จริง ทว่าพวกเขาต้องยอมรับที่ติดลบไปมากถึง 446 ล้านปอนด์

เชลซี

รอชมได้เลย! สิงห์ ยัน มีเกมอุ่นเครื่องกับ บาร์ซ่า ที่ญี่ปุ่น | Buaksib

ไม่มีทีมไหนในลีกอังกฤษอีกแล้วที่ขายนักเตะเกิน 1,000 ล้านปอนด์ใน 20 ปีหลัง แล้วจะขาดทุนย่อยยับ แต่ เชลซี ทำได้ หากไปดูการขายของพวกเขาต้องซูฮกว่าทำได้ดีทีเดียว ขายหนัก ขายเยอะ และขายได้ราคาทั้ง ออสการ์ (เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี – 54 ล้านปอนด์) , ดิเอโก้ คอสต้า (แอตเลติโก มาดริด – 59 ล้านปอนด์) และล่าสุดกับการขายซุปตาร์อย่าง เอเด็น อาซาร์ (เรอัล มาดริด – 90 ล้านปอนด์) เมื่อรวมตัวเลขการขายใน 20 ปีหลังพวกเขาทำไปได้ถึง 1,030 ล้านปอนด์ มากที่สุดแล้ว ณ ปัจจุบัน

ทว่านั้นไม่ใช่ตัวชี้วัด เมื่อการซื้อของพวกเขากลับถีบตัวถึง 1,860 ล้านปอนด์ ก็แน่นอนว่าขนาดเจ้าบุญทุ่มแห่งเมือง แมนเชสเตอร์ ทั้ง ยูไนเต็ด และ ซิตี้ ยังคงต้องเป็นรองในเรื่องนี้ ทว่าการซื้อแต่ล่ะตัวของพวกเขามักจะไม่สนใจว่าราคาเท่าไหร หากเสี่ยหมีต้องการ คือไปเอามาให้ได้ ยกตัวอย่าง จอร์จินโญ (นาโปลี – 51 ล้านปอนด์) , คริสเตียน พูลิซิช (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ เคปา อาร์ริซาบาลากา (แอธเลติก บิลเบา – 72 ล้านปอนด์) เป็นทีมเดียวที่มีนายทวารเป็นสถิติการซื้อขายของสโมสรอีกด้วย

แมนฯ ยูไนเต็ด

แมนยู 5-0 คลับ บรูช: ไฮไลท์ฟุตบอล ยูโรป้าลีก (คลิป)

ยูไนเต้ด เป็นอีกทีมที่ขายนักเตะได้ราคามาตลอดทุกช่วงใน 20 ปีหลัง โดยพวกเขาถือว่าเป็นทีมที่มูลค่ามากที่สุดในเกาะอังกฤษมาตลอดเช่นกัน ทั้งการขาย อังเคล ดิ มาเรีย (เปแอสเช – 56 ล้านปอนด์) , โรเมลู ลูกากู (อินเตอร์ มิลาน – 58 ล้านปอนด์ และตัวทีเด็ดตลอดการ ยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด – 84 ล้านปอนด์) ทว่าด้วยการเป็นทีมที่มีเงินเยอะ และเจ้าบุญทุ่มมาแต่ไหนแต่ไร พวกเขาสะสมการขายไปได้เพียง 629 ล้านปอนด์ แต่กลับมีตัวเลขการซื้อที่พุ่งไปถึง 1,600 ล้านปอนด์

ทั้งนี้ในช่วงหลังๆ ในทีมของยูไนเต็ดนั้นประกอบไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี และต้องแลกมาด้วยเรื่องของการโดนโก่งค่าตัว ทว่ามันเป็นแบบนั้นทุกตลาดการซื้อขายทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ – 49 ล้านปอนด์) , บรูโน เฟร์นันเดส (สปอร์ติง ลิสบอน – 49 ล้านปอนด์) , เฟร็ด (ชัคตาร์ – 53 ล้านปอนด์) , อองโตนี มาร์กซิยาล (โมนาโก – 54 ล้านปอนด์) , แฮร์รี แม็คไกวร์ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 78 ล้านปอนด์) และ ปอล ป็อกบา (ยูเวนตุส – 94 ล้านปอนด์) ถึงอย่างไรการติดลบมากมายในตลาดนักเตะ ส่งผลน้อยเหลือเกินหากเปรียบเทียบรายได้รวมของสโมสรได้ทุกๆ ด้าน

แมนฯ ซิตี้

อย่าเพิ่งรีบสรุป "สโตนส์" ลั่นแมนฯ ซิตี้ยังไม่หมดลุ้นแชมป์ลีก

ไม่น่าแปลกใจอยู่แล้วว่าอันดับ 1 ต้องเป็นพวกเขาสำหรับ ทีมสีฟ้า แห่งแมนเชสเตอร์ ความสำเร็จต้องแลกด้วยเงิน ที่นี่คือคำตอบ หากเปรียบเทียบใน 6 ทีมทั้งหมดที่กล่าวมาพวกเขาคือทีมที่ขายนักเตะได้เงินน้อยมากที่สุด 539 ล้านปอนด์ ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นทีมที่ซื้อนักเตะสูงถึง 1,840 ล้านปอนด์ เป็นรอง เชลซี ไม่กี่ล้านปอนด์เท่านั้น โดยการขาดแล้วได้ราคามากที่สุด ยังน้อยกว่า มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) ของไอ้ปืนใหญ่ นั้นก็คือ ดานิโล (ยูเวนตุส – 33 ล้านปอนด์) ถือว่าหากมาพูดกันในเรื่องของการ ซื้อ-ขายนักเตะเพียงอย่างเดียว ฝ่ายบริหารคงโดนไล่ออกยกชุด

ทว่าการซื้อของพวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่ซื้อแบบ 100 ล้านปอนด์ขึ้นไป แต่ซื้อแบบเรื่อยๆ และตัวเลขไม่หนีกันมากทั้ง ริยาด มาห์เรซ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 61 ล้านปอนด์) , โรดรี (แอตเลติโก มาดริด – 63 ล้านปอนด์) และสถิติอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ (โวล์ฟสบวร์ก – 68 ล้านปอนด์) แต่ก็เข้าใจได้ว่าทีมระดับเจ้าของที่รวยล้นฟ้า ตัวเลขที่ขาดทุนไปเพียงแค่ 1,298 ล้านปอนด์ ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงได้แน่นอน และพวกเขาจะยังคงทำสถิติขาดทุนในตลาดนักเตะไปเรื่อยๆ หากไม่โดนแบนไปซะก่อน

เชียเรอร์ชี้ทางเดียวแมนซิตี้จะไล่ลิเวอร์พูลทัน

“ฮอตชอต” อลัน เชียเรอร์ ชี้มีทางเดียวที่จะทำให้ แมนฯ ซิตี้ ไล่ ลิเวอร์พูล ทัน หลัง “เรือใบสีฟ้า” ตามอยู่ 8 แต้ม และต้องเจอโปรแกรมหนักในเดือนนี้

20191205_9od1hl9l0a1vu6o0nzmy.jpg

อลัน เชียเรอร์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ และ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ชี้ว่าหนทางเดียวที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะแซง ลิเวอร์พูล กลับไปคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ได้สำเร็จ คือต้องเก็บชัยชนะในเดือนธันวาคมที่มีโปรแกรมหนักให้ได้ทุกนัดเท่านั้น

ลูกทีมของ เป็ป กวาร์ดิโอล่า เพิ่งบุกไปชนะ เบิร์นลี่ย์ 4-1 เมื่อวันอังคารที่ 3 ธ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ตาม “หงส์แดง” เหลือ 8 คะแนน แต่ก็มีโอกาสโดนทิ้งไปเป็น 11 แต้มเหมือนเดิม หาก ลิเวอร์พูล เปิดรัง แอนฟิลด์ ชนะ เอฟเวอร์ตัน ในคืนวันพุธนี้

นอกจากนั้น แมนฯ ซิตี้ ยังต้องเจอโปรแกรมหนักในเดือนส่งท้ายปี เพราะต้องดวลกับทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, เลสเตอร์ ซิตี้, วูล์ฟแฮมป์ตัน และ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด อีกด้วย ทำให้ เชียเรอร์ มองว่า หาก “เรือใบสีฟ้า” เก็บ 3 แต้มได้ทุกนัดก็ยังมีโอกาสที่จะลุ้นแชมป์กับ ลิเวอร์พูล

เชียเรอร์ เผยผ่าน อเมซอน ไพรม์ ทีวี ว่า “แมนฯ ซิตี้ ผ่านเข้าไปเล่นรอบน็อกเอาต์ แชมเปี้ยนส์ ลีก แล้ว ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรื่องนี้จะช่วยพวกเขา หากคุณมองดูเกมลีกนัดต่อๆ ไปของ ซิตี้ พวกเขาจะเปิดบ้านรับ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วไปเยือน อาร์เซน่อล ต่อด้วยเจอ เลสเตอร์ และ วูล์ฟส์ พวกเขาจำเป็นต้องเก็บชัยชนะให้ได้ทุกนัด”

ด้าน ไนเจล เดอ ยอง อดีตกองกลาง “เรือใบสีฟ้า” เสริมว่า “มันเป็นโปรแกรมที่หนักมากๆ และพวกเขาก็ต้องเอาชนะให้ได้ทุกเกม โดยไม่สามารถพลาดได้เลย พวกเขาคงรู้ว่า จะต้องเจอโปรแกรมหนักแค่ไหนในเดือนธันวาคม แต่ ซิตี้ ก็ยังคงเป็น ซิตี้ เสมอ พวกเขาจะพยายามเอาชนะให้ได้เสมอ แน่นอนเมื่อเปรียบเทียบกันโปรแกรมของ แมนฯ ซิตี้ หนักกว่า ลิเวอร์พูล พวกเขาต้องไล่ล่าและเอาชนะให้ได้ทุกเกม คุณไม่สามารถพลาดได้อีกแล้ว”

เผยสถิติ!ทีมยุโรปทีมไหนจ่ายเงินช็อปเยอะสุดช่วง10ปีที่ผ่านมา

ตัวเลขจาก ทรานเฟอร์สมาร์เก็ต เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลข่าวสารของวงการฟุตบอลแสดงให้เห็นว่าตลอดช่วง 10 ปีหลังสุด แมนฯ ซิตี้ คือทีมที่ใช้เงินไปกับการซื้อนักเตะมากที่สุด โดยที่ บาร์เซโลน่า ตามมาเป็นอันดับ 2

ตัวเลขจาก ทรานเฟอร์สมาร์เก็ต เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลข่าวสารของวงการฟุตบอลแสดงให้เห็นว่าตลอดช่วง 10 ปีหลังสุด แมนฯ ซิตี้ คือทีมที่ใช้เงินไปกับการซื้อนักเตะมากที่สุด โดยที่ บาร์เซโลน่า ตามมาเป็นอันดับ 2

เผยสถิติทีมยุโรปทีมไหนจ่ายเงินช็อปเยอะสุดช่วง10ปีที่ผ่านมา.jpg

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรมหาเศรษฐีแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นทีมที่จ่ายเงินไปกับการเสริมทัพมากที่สุดในทวีปยุโรปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ด้วยจำนวนรวม 1.52 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 57,760 ล้านบาท) ตามตัวเลขจาก ทรานเฟอร์สมาร์เก็ต เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลข่าวสารของวงการฟุตบอล

กลุ่มทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่นำโดย ชีคห์ มันซูร์ บิน ซาเย็ด อัล นาห์ยาน เข้ามาเทคโอเวอร์ แมนฯ ซิตี้ เมื่อปี 2008 ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา “เรือใบสีฟ้า” ก็ใช้เงินไปกับการเสริมทัพจำนวนมากเพื่อดึงนักเตะฝีเท้าดีมาร่วมทีมหลายราย และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมากตลอดช่วงที่ผ่านมา

กระทั่งล่าสุด มันก็มีการเปิดเผยว่าในรอบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น แมนฯ ซิตี้ คือทีมในทวีปยุโรปที่ใช้เงินไปกับการเสริมทัพมากที่สุด โดยเงิน 1.52 พันล้านปอนด์ของพวกเขานั้น ทำให้ทีมดังแห่งถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ได้นักเตะมาร่วมทีม 278 คน ขณะเดียวกันพวกเขาก็ขายนักเตะได้เงินเข้าสโมสรมา 452.4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 17,191.2 ล้านบาท)

สำหรับทีมที่ใช้เงินเสริมทัพเยอะที่สุดเป็นอันดับสองของทวีปยุโรปใน 10 ปีหลังสุดได้แก่ บาร์เซโลน่า ที่จ่ายเงินไป 1.33 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 50,540 ล้านบาท) ไปกับการได้นักเตะมาร่วมทีม 131 คน ส่วน เรอัล มาดริด ตามมาเป็นที่ 3 ด้วยจำนวน 1.24 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 47,120 ล้านบาท)

ทั้งนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ในอันดับ 7 ของชาร์ตนี้ หลังจากใช้เงินไปกับการซื้อนักเตะ 1.12 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 42,560 ล้านบาท) ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ ลิเวอร์พูล ตามมาเป็นอันดับ 8 ด้วยจำนวนเงิน 946.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 35,982.2 ล้านบาท)