เปิดบททดสอบสุดโหด ของ พลทหาร “ซอน เฮือง มิน”

ไม่มีข้อแม้ใดๆ จริงๆ สำหรับ “โสมขาว”เกาหลีใต้ สำหรับการมีกฎหมายให้ชายชาวเกาหลีใต้ทุกคนต้องฝึกทหารเป็นเวลา 2 ปี แน่นอนว่าแตกต่างจากบ้านเราที่มีข้อยกเว้น ทั้งการเรียนนักศึกษาวิชาทหาร หรือเวลาในการฝึกที่มากที่สุดสำหรับคนที่จับได้ใบแดงก็แค่ 1 ปีเท่านั้น ส่วนเกาหลีไม่มียกเว้นใดๆ หาก ผู้ชายทุกคน ไม่มีการจับฉลาก ยังไงก็ต้องเป็นทหาร อย่างดารา นักร้องดังๆ คนมีชื่อเสียงก็ไม่มีการยกเว้น

18 คนดังเกาหลีที่จะปลดประจำการจากกรมทหารในปี 2019 | korea.tlcthai.com

สำหรับกรณีที่มีการยกเว้น เฉพาะคนที่มีเกณฑ์ดังต่อไปนี้เท่านั้น

  • ข้อยกเว้นทางด้านเกณฑ์สุขภาพ ส่วนสูงและน้ำหนักไม่ผ่าน

  • ข้อยกเว้นทางการทุพพลภาพหรือการเจ็บป่วย พูดไมไ่ด้, แขนขาผิดรูป เป็นต้น

  • ข้อยกเว้นด้านความประพฤติ (ติดคุกเกิน 1 ปี 6 เดือน)

  • ข้อยกเว้นทางด้านร่างกาย แปลงเพศ เป็นต้น

  • ข้อยกเว้นทางด้านการดำรงชีวิต กำพร้า พ่อและแม่ก่อนอายุ 13 ขวบ เป็นต้น

  • ข้อยกเว้นทางด้านความสามารถ

ไร้'ซอง เฮืองมิน' เกาหลีใต้แบโผ 23 แข้งอุ่นไทย 27มี.ค.นี้ | ข่าวช่อง 8

และแน่นอนคนในวงการกีฬาจะรู้กันดีว่า หากพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาถึง 2 ปี มีทางลัดก็คือ นักกีฬาทีมชาติเกาหลีใต้และแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือเอเชียนเกมส์ ได้เหรียญทอง ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้ารับการฝึกทหาร 2 ปี แต่ก็ยังมีเงื่อนไขคือ ยังจะต้องมาฝึก 3 สัปดาห์ รวมทั้งบําเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชนเป็นเวลา 500 ชั่วโมง ตามกฎหมายของเกาหลีใต้

ซอนเอืองมิน ต้องเจอกับอะไรบ้าง

ซน" ขอลาทัพไก่ กลับไปฝึกทหารที่เกาหลีใต้ 4 วีก

สำหรับ ซอน เขาโชคดีมากที่พยายามเต็มสุดความสามารถและได้ เหรียญทองฟุตบอลชาย เอเชียน เกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนิเซีย ทำให้ได้รับการยกเว้น ทั้ง 22 คนที่ลงเล่นในทัวร์นาเม้นดังกล่าวถือว่ารอดตัวไป ทว่าเขายังต้องมี ภารกิจ ฝึก 3 สัปดาห์ ซึ่งกำหนดการก่อนหน้านี้คือจบซีซั่น 2019/20 ทว่าเกิดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ขยับเวลามาฝึกในช่วงนี้

โดยระยะเวลาประมาณ 20 วันนี้เขาจะเข้าค่ายทหาร แต่ด้วยความเป็นซุปตาร์ ทำให้มีแฟนคลับจำนวนมากพยายามแอบตามไปดูการฝึกของเจ้าตัว ถึงกับต้องออกมาเผยผ่านสื่อว่าขอร้องให้ทุกคนกลับไป เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังถือว่าไม่ปลอดภัย หลังเกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในเอเชีย (เป็นรองแค่ จีน) ร่วมๆ 1 หมื่นกว่าคน

โดยการฝึกของกองหน้า ไก่เดือนทอง จะไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ ต้องฝึกเหมือนกับทหารเกณฑ์คนอื่นๆ ทว่าเขาได้เปรียบแน่นอน เพราะร่างกายของนักกีฬา ยิ่งเป็นนักกีฬาระดับลีกอังกฤษ จะมีพละกำลัง และความฟิตอยู่ในระดับที่สูง ทว่ามันมีมากกว่านั้นแน่นอน เพระการฝึกในช่วง 20 วัน สิ่งที่สำคัญที่เขาจะได้ไปคือการฝึกในด้านจิตใจ

อยากมีส่วนร่วม!”ซน”บริจาคเงิน3ล้านแก่กองทัพโสมขาว

โดยแข้งชาวโสมขาวจะต้องหายใจในห้องรมแก๊สน้ำตา, เรียนรู้การใช้ปืนไรเฟิ่ล, การฝึกเข้าระเบียบแถว แน่นอนว่าแม้จะมีร่างกายแข็งแกร่งดั่งรองแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ ลีก แต่ในการฝึกเรื่องจิตใจและความกล้าหาญ ถือว่าไม่สามารถวัดทางด้านพละกำลังได้ เพราะฉะนั้นเกาหลีใต้ ประเทศที่ไม่ไว้หน้าใคร แม้คุณจะเป็นลูกท่าน หลานเธอ หากเข้าสู่การเป็นทหารทุกคนจะโดนปฏิบัติแบบคนธรรมดาเหมือนกันหมด

นอกจากนี้การฝึก ต่อสู้ระยะประชิด, เคลื่อนที่ในรูปแบบต่างๆ และต้อง เดินสวนสนาม 30 กิโลเมตร พร้อมแบกของหนัก 40 กิโลกรัม ก็น่าจะท้าทายร่างกายของเจ้าตัวไม่น้อย การรับมือกับปัญหาการนำวัตถุอันตรายด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ เพื่อเป็นอาวุธ มันยากกว่าการเลี้ยงฟุตบอลรอบสนาม 100 รอบแน่ๆ

Tentara Korea Selatan menguji keterampilan dan ketahanan dalam ...

โดยด่านที่จะทำให้ ซอนเฮืองมิน และทหารใหม่คนอื่นๆ จำไปตลอดชีวิตก็คือ ต้องเข้าไปในห้องรมแก๊ส แน่นอนว่าทุกคนจะสวมหน้ากากป้องกันก่อนจะเข้าไปอัดอยู่ในห้องเล็กๆ และหลังจากนั้นครูฝึกจะเปิดแก๊ซ ซึ่งไม่มีผลอันตรายในระยะยาว ก่อนจะให้ทุกคนถอดหน้ากาก โดยคนที่ผ่านการฝึกมาแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันทรมานมากเหลือเกิน ทหารทุกคนไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนั้นต่างก็ตะเกียกตะกาย บ้างก็ลงไปนอนกับพื้น และต่างกอดกัดเพื่อให้ผ่านจุดที่ทรมานมากที่สุด บางคนอาจจะถึงกับทนไม่ไหว พยายามจะวิ่งไปที่ประตู เพื่อหาอากาศบริสุทธิ์ ทว่าจะมีครูฝึกคอยเฝ้าประตู โดยครูฝึกจะสวมหน้ากากป้องกันอยู่ตลอดการฝึก

แม้ว่าการฝึกในช่วงเวลาแค่ 20 วัน อาจจะมองว่าน้อยกว่าการฝึกถึง 700 กว่าวันจากการฝึกปกติของทหารเกาหลีใต้ แต่การได้ไปเข้าค่ายทหารในครั้งนี้ของ ซอน นอกจากจะทำให้ร่างกายเข้าฟิตไม่ต่างจากการฝึกฟุตบอลกับสโมสร เจ้าตัวจะได้การฝึกหัวจิตหัวใจ และความแกร่งในการรับมือกับสถานการณ์กดดัน แน่นอนว่าเรื่องนี้มันจะช่วยในอาชีพการค้าแข้งของเขาต่อไปไม่มากก็น้อย

ไก่เดือยทอง ปล่อยตี๋ซน กลับไปฝึกทหารแดนโสม ฆ่าเวลา - ZeanStep

ไม่ต้องพึ่งเงินเยียวยา! 6 ทีมจากพรีเมียร์ลีกที่ขาดทุนยับ ในตลาดซื้อ-ขาย

เรื่องการซื้ออ กับการขาย แน่นอนว่าจะต้องคิดถึงเรื่องของธุรกิจ การทำการค้า ซึ่งการจะอยู่ได้ การซื้อนั้นจำเป็นต้องมีตัวเลขที่น้อยกว่าการขายออกไป ไม่นั้นเท่ากับการบริหารของคุณนั้นล้มเหลว ทว่าในโลกของฟุตบอลแตกต่างออกไป ซึ่งเมื่อมามองดูตัวเลข การซื้อและขายนักเตะ ไม่สามารถบอกได้ว่า สโมสรแห่งนั้น ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการบริหารทีม

วะนนี้เราจะไปย้อนดูในช่วง 20 ปีหลังสุดกันว่า 6 ทีมจากลีกสูงสุดในอังกฤษ ทีมไหนบ้างที่ขาดทุนย่อยยับกับการซื้อ-ขายนักเตะ แต่พวกเขายังยืนหยัดอยู่ในหัวแถวของทีมทำเงินในระดับโลก ณ ปัจจุบัน

ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ พบ นอริช ซิตี้ พร้อมลิ้ง ...

ถูกยกให้เป็นทีมลุ้นแชมป์ในช่วง 5 ปีหลังสุดสำหรับทีมไก่เดือยทอง ที่ยกระดับขึ้นมามากในยุค 2000 ทว่าการซื้อ-ขายของพวกเขาในยุคปี 2000 เพิ่งจะเฟื่องฟุูในช่วง 10 ปีหลังมานี้เอง หลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาได้ขายนักเตะได้ราคาเหลือเกินจากการปั้นขึ้นมา แล้วขายออกไปโดย ลูก้า โมดริช และ แกเร็ธ เบล คือ 2 ตัวอย่างที่ทำให้เห็นเด่นชัด หลัง เรอัล มาดริดทุ่มซื้อด้วยมูลค่าหลายล้านปอนด์ โดยกองกลางชาวโครเอเชีย จากไปด้วยมูลค่า 31 ล้านปอนด์ ส่วนปีกพญาวานรชาวเวร ก้มีสถิติอยู่ที่ 90 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่นับรวม ดิมิทาร์ เบอร์บาทอฟ (แมนฯ ยูไนเต็ด – 34 ล้านปอนด์) และ ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนฯ ซิตี้ – 47 ล้านปอนด์) ฯลฯ ดูแล้วพวกเขาน่าจะเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในตลาดซื้อขาย

ทว่าความจริงคือพวกเขานั้นขาดทุนมากถึง 350 ล้านปอนด์ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหากเอาตัวเลขมาบวกลบกันแล้ว เพราะช่วงหลังทีมสีขาวจากลอนดอนซื้อนักเตะอยู่ในเรทราคาที่ไม่เบาเลยทีเดียวทั้ง สตีเฟน เบิร์กไวน์ (พีเอสวี – 27 ล้านปอนด์) , มุสซา ซิสโซโก้ (นิวคาสเซิล – 31 ล้านปอนด์) , ดาบินซอน ซานเชซ (อาแจ็กซ์ – 36 ล้านปอนด์) , จิโอวานี โล เซลโซ (เรอัล เบติส – 52 ล้านปอนด์) และ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล (54 ล้านปอนด์) ซึ่งนักเตะพวกนี้อยู่ในทีมปัจจุบันทั้งสิ้น

อาร์เซนอล

อาร์เซนอลอาจหั่นค่าเหนื่อยนักเตะ หากชวดตั๋ว ชปล.ซีซั่นหน้า

อีกหนึ่งทีมดังจากลอนดอน ที่เคยเฟื่องฟูสุดๆ ในยุคต้น 2000 ทั้งแชมป์ไร้พ่าย และการได้ไปโลดแล่นในเวทียุโรปอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากนั้นพวกเขาร้างความสำเร็จในโทรฟี่ใหญ่ๆ มาโดยตลอด แถมอันดับหลุดท็อป 6 ให้เห็นบ่อยครั้ง ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือการซื้อ-ขายของพวกเขาทำได้ไม่บาลานซ์สักท่าไหร แม้ทีมอื่นๆ จะขายนักเตะได้ราคาที่เกิน 50 ล้านปอนด์ขึ้นไปเป็นอย่างน้อยแต่ ไอ้ปืนใหญ่ ยังมีสถิติการขายนักเตะแพงที่สุดนั้นก็คือ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) โดยมันเกิดขึ้นเมื่อปี 2000 พอดิบพอดี

ส่วนการซื้อนั้นต้องบอกว่าจัดหนักไม่เบา กรานิท ชาก้า (กลัดบัค – 40 ล้านปอนด์) , เมซุต เออซิล (เรอัล มาดริด – 42 ล้านปอนด์) , อเล็กซองดร์ ลากาเซ็ตต์ (ลียง – 47 ล้านปอนด์) , ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ นิโกลาส์ เปเป้ (ลีลล์ – 72 ล้านปอนด์) นี่คือสถิติ 1 ถึง 5 แน่นอนว่าทุกคนคือทีมชุดปัจจุบัน ทว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้พวกเขาขาดทุนในตลอดซื้อขายไปถึง 410 ล้านปอนด์ เข้าป้ายมาเป็นอันดับ 5

ลิเวอร์พูล

This Is Liverpool : ก้าวแรก ลิเวอร์พูล สู่แชมป์พรีเมียร์ลีก

โคตรทีมแห่งยุคในตอนนี้อย่างแท้จริงสำหรับ หงส์แดง แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะมีสถิติการซื้อนักเตะที่ขำๆ ไม่หนักแน่นเหมือนทีมใหญ่ๆ ทีมอื่น ทว่าตั้งแต่ยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ พวกเขาอัดวงเงินแบบไม่อั้น และดูเหมือนมันจะประสบความสำเร็จดีทีเดียวอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้สัก 4 ปี พวกเขายังอยู่ในระดับเท่าทุน ถึงกับกำไรด้วยซื้อในตลาดซื้อขาย เพราะทำสถิติการขายได้ดีกว่าใครเพื่อน ทั้ง เฟร์นันโด ตอร์เรส (เชลซี – 52 ล้านปอนด์) , ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้ – 57 ล้านปอนด์) , หลุยส์ ซัวเรซ (บาร์เซโลนา – 73 ล้านปอนด์) และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ (บาร์เซโลนา – 130 ล้านปอนด์) จะเห็ฯ ได้ว่าพวกเขาขายนักเตะด้วยมูลค่าสูงกว่า ครึ่งร้อยลานปอนด์ไปหลายคน และมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ ที่เป็นเพชรเม็ดงานที่ขายได้ราคาเกิน 100 ล้านปอนด์เข้าไปอีก

ทว่าช่วง 4 ปีหลังจากกำไร พวกเขายอมขาดทุนในตลาดนักเตะ เพื่อแลกกับความสำเร็จ โดยการดึง ซาดิโอ มาเน (เซาแธมป์ตัน – 37 ล้านปอนด์) , โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (โรมา – 37 ล้านปอนด์) , ฟาบินโญ (โมนาโก – 40 ล้านปอนด์) , นาบี เกอิต้า (แอร์เบ ไลป์ซิก – 54 ล้านปอนด์) , อลิสซอน เบ็คเกอร์ (โรมา – 56 ล้านปอนด์) และ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (เซาแธมป์ตัน – 76 ล้านปอนด์) แน่นอนว่ามันได้ผลเกินคาด เพราะแข้งแต่ล่ะคนที่เข้ามานั้นยกระดับทีมได้จริง ทว่าพวกเขาต้องยอมรับที่ติดลบไปมากถึง 446 ล้านปอนด์

เชลซี

รอชมได้เลย! สิงห์ ยัน มีเกมอุ่นเครื่องกับ บาร์ซ่า ที่ญี่ปุ่น | Buaksib

ไม่มีทีมไหนในลีกอังกฤษอีกแล้วที่ขายนักเตะเกิน 1,000 ล้านปอนด์ใน 20 ปีหลัง แล้วจะขาดทุนย่อยยับ แต่ เชลซี ทำได้ หากไปดูการขายของพวกเขาต้องซูฮกว่าทำได้ดีทีเดียว ขายหนัก ขายเยอะ และขายได้ราคาทั้ง ออสการ์ (เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี – 54 ล้านปอนด์) , ดิเอโก้ คอสต้า (แอตเลติโก มาดริด – 59 ล้านปอนด์) และล่าสุดกับการขายซุปตาร์อย่าง เอเด็น อาซาร์ (เรอัล มาดริด – 90 ล้านปอนด์) เมื่อรวมตัวเลขการขายใน 20 ปีหลังพวกเขาทำไปได้ถึง 1,030 ล้านปอนด์ มากที่สุดแล้ว ณ ปัจจุบัน

ทว่านั้นไม่ใช่ตัวชี้วัด เมื่อการซื้อของพวกเขากลับถีบตัวถึง 1,860 ล้านปอนด์ ก็แน่นอนว่าขนาดเจ้าบุญทุ่มแห่งเมือง แมนเชสเตอร์ ทั้ง ยูไนเต็ด และ ซิตี้ ยังคงต้องเป็นรองในเรื่องนี้ ทว่าการซื้อแต่ล่ะตัวของพวกเขามักจะไม่สนใจว่าราคาเท่าไหร หากเสี่ยหมีต้องการ คือไปเอามาให้ได้ ยกตัวอย่าง จอร์จินโญ (นาโปลี – 51 ล้านปอนด์) , คริสเตียน พูลิซิช (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ เคปา อาร์ริซาบาลากา (แอธเลติก บิลเบา – 72 ล้านปอนด์) เป็นทีมเดียวที่มีนายทวารเป็นสถิติการซื้อขายของสโมสรอีกด้วย

แมนฯ ยูไนเต็ด

แมนยู 5-0 คลับ บรูช: ไฮไลท์ฟุตบอล ยูโรป้าลีก (คลิป)

ยูไนเต้ด เป็นอีกทีมที่ขายนักเตะได้ราคามาตลอดทุกช่วงใน 20 ปีหลัง โดยพวกเขาถือว่าเป็นทีมที่มูลค่ามากที่สุดในเกาะอังกฤษมาตลอดเช่นกัน ทั้งการขาย อังเคล ดิ มาเรีย (เปแอสเช – 56 ล้านปอนด์) , โรเมลู ลูกากู (อินเตอร์ มิลาน – 58 ล้านปอนด์ และตัวทีเด็ดตลอดการ ยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด – 84 ล้านปอนด์) ทว่าด้วยการเป็นทีมที่มีเงินเยอะ และเจ้าบุญทุ่มมาแต่ไหนแต่ไร พวกเขาสะสมการขายไปได้เพียง 629 ล้านปอนด์ แต่กลับมีตัวเลขการซื้อที่พุ่งไปถึง 1,600 ล้านปอนด์

ทั้งนี้ในช่วงหลังๆ ในทีมของยูไนเต็ดนั้นประกอบไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี และต้องแลกมาด้วยเรื่องของการโดนโก่งค่าตัว ทว่ามันเป็นแบบนั้นทุกตลาดการซื้อขายทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ – 49 ล้านปอนด์) , บรูโน เฟร์นันเดส (สปอร์ติง ลิสบอน – 49 ล้านปอนด์) , เฟร็ด (ชัคตาร์ – 53 ล้านปอนด์) , อองโตนี มาร์กซิยาล (โมนาโก – 54 ล้านปอนด์) , แฮร์รี แม็คไกวร์ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 78 ล้านปอนด์) และ ปอล ป็อกบา (ยูเวนตุส – 94 ล้านปอนด์) ถึงอย่างไรการติดลบมากมายในตลาดนักเตะ ส่งผลน้อยเหลือเกินหากเปรียบเทียบรายได้รวมของสโมสรได้ทุกๆ ด้าน

แมนฯ ซิตี้

อย่าเพิ่งรีบสรุป "สโตนส์" ลั่นแมนฯ ซิตี้ยังไม่หมดลุ้นแชมป์ลีก

ไม่น่าแปลกใจอยู่แล้วว่าอันดับ 1 ต้องเป็นพวกเขาสำหรับ ทีมสีฟ้า แห่งแมนเชสเตอร์ ความสำเร็จต้องแลกด้วยเงิน ที่นี่คือคำตอบ หากเปรียบเทียบใน 6 ทีมทั้งหมดที่กล่าวมาพวกเขาคือทีมที่ขายนักเตะได้เงินน้อยมากที่สุด 539 ล้านปอนด์ ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นทีมที่ซื้อนักเตะสูงถึง 1,840 ล้านปอนด์ เป็นรอง เชลซี ไม่กี่ล้านปอนด์เท่านั้น โดยการขาดแล้วได้ราคามากที่สุด ยังน้อยกว่า มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) ของไอ้ปืนใหญ่ นั้นก็คือ ดานิโล (ยูเวนตุส – 33 ล้านปอนด์) ถือว่าหากมาพูดกันในเรื่องของการ ซื้อ-ขายนักเตะเพียงอย่างเดียว ฝ่ายบริหารคงโดนไล่ออกยกชุด

ทว่าการซื้อของพวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่ซื้อแบบ 100 ล้านปอนด์ขึ้นไป แต่ซื้อแบบเรื่อยๆ และตัวเลขไม่หนีกันมากทั้ง ริยาด มาห์เรซ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 61 ล้านปอนด์) , โรดรี (แอตเลติโก มาดริด – 63 ล้านปอนด์) และสถิติอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ (โวล์ฟสบวร์ก – 68 ล้านปอนด์) แต่ก็เข้าใจได้ว่าทีมระดับเจ้าของที่รวยล้นฟ้า ตัวเลขที่ขาดทุนไปเพียงแค่ 1,298 ล้านปอนด์ ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงได้แน่นอน และพวกเขาจะยังคงทำสถิติขาดทุนในตลาดนักเตะไปเรื่อยๆ หากไม่โดนแบนไปซะก่อน