ข้ามไปยังบทความ
ไม่มีข้อแม้ใดๆ จริงๆ สำหรับ “โสมขาว”เกาหลีใต้ สำหรับการมีกฎหมายให้ชายชาวเกาหลีใต้ทุกคนต้องฝึกทหารเป็นเวลา 2 ปี แน่นอนว่าแตกต่างจากบ้านเราที่มีข้อยกเว้น ทั้งการเรียนนักศึกษาวิชาทหาร หรือเวลาในการฝึกที่มากที่สุดสำหรับคนที่จับได้ใบแดงก็แค่ 1 ปีเท่านั้น ส่วนเกาหลีไม่มียกเว้นใดๆ หาก ผู้ชายทุกคน ไม่มีการจับฉลาก ยังไงก็ต้องเป็นทหาร อย่างดารา นักร้องดังๆ คนมีชื่อเสียงก็ไม่มีการยกเว้น

สำหรับกรณีที่มีการยกเว้น เฉพาะคนที่มีเกณฑ์ดังต่อไปนี้เท่านั้น
-
ข้อยกเว้นทางด้านเกณฑ์สุขภาพ ส่วนสูงและน้ำหนักไม่ผ่าน
-
ข้อยกเว้นทางการทุพพลภาพหรือการเจ็บป่วย พูดไมไ่ด้, แขนขาผิดรูป เป็นต้น
-
ข้อยกเว้นด้านความประพฤติ (ติดคุกเกิน 1 ปี 6 เดือน)
-
ข้อยกเว้นทางด้านร่างกาย แปลงเพศ เป็นต้น
-
ข้อยกเว้นทางด้านการดำรงชีวิต กำพร้า พ่อและแม่ก่อนอายุ 13 ขวบ เป็นต้น
-
ข้อยกเว้นทางด้านความสามารถ

และแน่นอนคนในวงการกีฬาจะรู้กันดีว่า หากพวกเขาไม่ต้องเสียเวลาถึง 2 ปี มีทางลัดก็คือ นักกีฬาทีมชาติเกาหลีใต้และแข่งขันกีฬาโอลิมปิกหรือเอเชียนเกมส์ ได้เหรียญทอง ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเข้ารับการฝึกทหาร 2 ปี แต่ก็ยังมีเงื่อนไขคือ ยังจะต้องมาฝึก 3 สัปดาห์ รวมทั้งบําเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณชนเป็นเวลา 500 ชั่วโมง ตามกฎหมายของเกาหลีใต้
ซอนเอืองมิน ต้องเจอกับอะไรบ้าง

สำหรับ ซอน เขาโชคดีมากที่พยายามเต็มสุดความสามารถและได้ เหรียญทองฟุตบอลชาย เอเชียน เกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนิเซีย ทำให้ได้รับการยกเว้น ทั้ง 22 คนที่ลงเล่นในทัวร์นาเม้นดังกล่าวถือว่ารอดตัวไป ทว่าเขายังต้องมี ภารกิจ ฝึก 3 สัปดาห์ ซึ่งกำหนดการก่อนหน้านี้คือจบซีซั่น 2019/20 ทว่าเกิดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ขยับเวลามาฝึกในช่วงนี้
โดยระยะเวลาประมาณ 20 วันนี้เขาจะเข้าค่ายทหาร แต่ด้วยความเป็นซุปตาร์ ทำให้มีแฟนคลับจำนวนมากพยายามแอบตามไปดูการฝึกของเจ้าตัว ถึงกับต้องออกมาเผยผ่านสื่อว่าขอร้องให้ทุกคนกลับไป เนื่องจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังถือว่าไม่ปลอดภัย หลังเกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อสูงที่สุดในเอเชีย (เป็นรองแค่ จีน) ร่วมๆ 1 หมื่นกว่าคน
โดยการฝึกของกองหน้า ไก่เดือนทอง จะไม่ได้รับการยกเว้นใดๆ ต้องฝึกเหมือนกับทหารเกณฑ์คนอื่นๆ ทว่าเขาได้เปรียบแน่นอน เพราะร่างกายของนักกีฬา ยิ่งเป็นนักกีฬาระดับลีกอังกฤษ จะมีพละกำลัง และความฟิตอยู่ในระดับที่สูง ทว่ามันมีมากกว่านั้นแน่นอน เพระการฝึกในช่วง 20 วัน สิ่งที่สำคัญที่เขาจะได้ไปคือการฝึกในด้านจิตใจ

โดยแข้งชาวโสมขาวจะต้องหายใจในห้องรมแก๊สน้ำตา, เรียนรู้การใช้ปืนไรเฟิ่ล, การฝึกเข้าระเบียบแถว แน่นอนว่าแม้จะมีร่างกายแข็งแกร่งดั่งรองแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ ลีก แต่ในการฝึกเรื่องจิตใจและความกล้าหาญ ถือว่าไม่สามารถวัดทางด้านพละกำลังได้ เพราะฉะนั้นเกาหลีใต้ ประเทศที่ไม่ไว้หน้าใคร แม้คุณจะเป็นลูกท่าน หลานเธอ หากเข้าสู่การเป็นทหารทุกคนจะโดนปฏิบัติแบบคนธรรมดาเหมือนกันหมด
นอกจากนี้การฝึก ต่อสู้ระยะประชิด, เคลื่อนที่ในรูปแบบต่างๆ และต้อง เดินสวนสนาม 30 กิโลเมตร พร้อมแบกของหนัก 40 กิโลกรัม ก็น่าจะท้าทายร่างกายของเจ้าตัวไม่น้อย การรับมือกับปัญหาการนำวัตถุอันตรายด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ เพื่อเป็นอาวุธ มันยากกว่าการเลี้ยงฟุตบอลรอบสนาม 100 รอบแน่ๆ

โดยด่านที่จะทำให้ ซอนเฮืองมิน และทหารใหม่คนอื่นๆ จำไปตลอดชีวิตก็คือ ต้องเข้าไปในห้องรมแก๊ส แน่นอนว่าทุกคนจะสวมหน้ากากป้องกันก่อนจะเข้าไปอัดอยู่ในห้องเล็กๆ และหลังจากนั้นครูฝึกจะเปิดแก๊ซ ซึ่งไม่มีผลอันตรายในระยะยาว ก่อนจะให้ทุกคนถอดหน้ากาก โดยคนที่ผ่านการฝึกมาแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามันทรมานมากเหลือเกิน ทหารทุกคนไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนั้นต่างก็ตะเกียกตะกาย บ้างก็ลงไปนอนกับพื้น และต่างกอดกัดเพื่อให้ผ่านจุดที่ทรมานมากที่สุด บางคนอาจจะถึงกับทนไม่ไหว พยายามจะวิ่งไปที่ประตู เพื่อหาอากาศบริสุทธิ์ ทว่าจะมีครูฝึกคอยเฝ้าประตู โดยครูฝึกจะสวมหน้ากากป้องกันอยู่ตลอดการฝึก
แม้ว่าการฝึกในช่วงเวลาแค่ 20 วัน อาจจะมองว่าน้อยกว่าการฝึกถึง 700 กว่าวันจากการฝึกปกติของทหารเกาหลีใต้ แต่การได้ไปเข้าค่ายทหารในครั้งนี้ของ ซอน นอกจากจะทำให้ร่างกายเข้าฟิตไม่ต่างจากการฝึกฟุตบอลกับสโมสร เจ้าตัวจะได้การฝึกหัวจิตหัวใจ และความแกร่งในการรับมือกับสถานการณ์กดดัน แน่นอนว่าเรื่องนี้มันจะช่วยในอาชีพการค้าแข้งของเขาต่อไปไม่มากก็น้อย


เรื่องการซื้ออ กับการขาย แน่นอนว่าจะต้องคิดถึงเรื่องของธุรกิจ การทำการค้า ซึ่งการจะอยู่ได้ การซื้อนั้นจำเป็นต้องมีตัวเลขที่น้อยกว่าการขายออกไป ไม่นั้นเท่ากับการบริหารของคุณนั้นล้มเหลว ทว่าในโลกของฟุตบอลแตกต่างออกไป ซึ่งเมื่อมามองดูตัวเลข การซื้อและขายนักเตะ ไม่สามารถบอกได้ว่า สโมสรแห่งนั้น ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวในการบริหารทีม
วะนนี้เราจะไปย้อนดูในช่วง 20 ปีหลังสุดกันว่า 6 ทีมจากลีกสูงสุดในอังกฤษ ทีมไหนบ้างที่ขาดทุนย่อยยับกับการซื้อ-ขายนักเตะ แต่พวกเขายังยืนหยัดอยู่ในหัวแถวของทีมทำเงินในระดับโลก ณ ปัจจุบัน
ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

ถูกยกให้เป็นทีมลุ้นแชมป์ในช่วง 5 ปีหลังสุดสำหรับทีมไก่เดือยทอง ที่ยกระดับขึ้นมามากในยุค 2000 ทว่าการซื้อ-ขายของพวกเขาในยุคปี 2000 เพิ่งจะเฟื่องฟุูในช่วง 10 ปีหลังมานี้เอง หลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาได้ขายนักเตะได้ราคาเหลือเกินจากการปั้นขึ้นมา แล้วขายออกไปโดย ลูก้า โมดริช และ แกเร็ธ เบล คือ 2 ตัวอย่างที่ทำให้เห็นเด่นชัด หลัง เรอัล มาดริดทุ่มซื้อด้วยมูลค่าหลายล้านปอนด์ โดยกองกลางชาวโครเอเชีย จากไปด้วยมูลค่า 31 ล้านปอนด์ ส่วนปีกพญาวานรชาวเวร ก้มีสถิติอยู่ที่ 90 ล้านปอนด์ นี่ยังไม่นับรวม ดิมิทาร์ เบอร์บาทอฟ (แมนฯ ยูไนเต็ด – 34 ล้านปอนด์) และ ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนฯ ซิตี้ – 47 ล้านปอนด์) ฯลฯ ดูแล้วพวกเขาน่าจะเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในตลาดซื้อขาย
ทว่าความจริงคือพวกเขานั้นขาดทุนมากถึง 350 ล้านปอนด์ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาหากเอาตัวเลขมาบวกลบกันแล้ว เพราะช่วงหลังทีมสีขาวจากลอนดอนซื้อนักเตะอยู่ในเรทราคาที่ไม่เบาเลยทีเดียวทั้ง สตีเฟน เบิร์กไวน์ (พีเอสวี – 27 ล้านปอนด์) , มุสซา ซิสโซโก้ (นิวคาสเซิล – 31 ล้านปอนด์) , ดาบินซอน ซานเชซ (อาแจ็กซ์ – 36 ล้านปอนด์) , จิโอวานี โล เซลโซ (เรอัล เบติส – 52 ล้านปอนด์) และ ต็องกีย์ เอ็นดอมเบเล (54 ล้านปอนด์) ซึ่งนักเตะพวกนี้อยู่ในทีมปัจจุบันทั้งสิ้น
อาร์เซนอล

อีกหนึ่งทีมดังจากลอนดอน ที่เคยเฟื่องฟูสุดๆ ในยุคต้น 2000 ทั้งแชมป์ไร้พ่าย และการได้ไปโลดแล่นในเวทียุโรปอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากนั้นพวกเขาร้างความสำเร็จในโทรฟี่ใหญ่ๆ มาโดยตลอด แถมอันดับหลุดท็อป 6 ให้เห็นบ่อยครั้ง ทว่าสิ่งที่น่าตกใจคือการซื้อ-ขายของพวกเขาทำได้ไม่บาลานซ์สักท่าไหร แม้ทีมอื่นๆ จะขายนักเตะได้ราคาที่เกิน 50 ล้านปอนด์ขึ้นไปเป็นอย่างน้อยแต่ ไอ้ปืนใหญ่ ยังมีสถิติการขายนักเตะแพงที่สุดนั้นก็คือ มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) โดยมันเกิดขึ้นเมื่อปี 2000 พอดิบพอดี
ส่วนการซื้อนั้นต้องบอกว่าจัดหนักไม่เบา กรานิท ชาก้า (กลัดบัค – 40 ล้านปอนด์) , เมซุต เออซิล (เรอัล มาดริด – 42 ล้านปอนด์) , อเล็กซองดร์ ลากาเซ็ตต์ (ลียง – 47 ล้านปอนด์) , ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ นิโกลาส์ เปเป้ (ลีลล์ – 72 ล้านปอนด์) นี่คือสถิติ 1 ถึง 5 แน่นอนว่าทุกคนคือทีมชุดปัจจุบัน ทว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้พวกเขาขาดทุนในตลอดซื้อขายไปถึง 410 ล้านปอนด์ เข้าป้ายมาเป็นอันดับ 5
ลิเวอร์พูล

โคตรทีมแห่งยุคในตอนนี้อย่างแท้จริงสำหรับ หงส์แดง แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะมีสถิติการซื้อนักเตะที่ขำๆ ไม่หนักแน่นเหมือนทีมใหญ่ๆ ทีมอื่น ทว่าตั้งแต่ยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ พวกเขาอัดวงเงินแบบไม่อั้น และดูเหมือนมันจะประสบความสำเร็จดีทีเดียวอีกด้วย โดยก่อนหน้านี้สัก 4 ปี พวกเขายังอยู่ในระดับเท่าทุน ถึงกับกำไรด้วยซื้อในตลาดซื้อขาย เพราะทำสถิติการขายได้ดีกว่าใครเพื่อน ทั้ง เฟร์นันโด ตอร์เรส (เชลซี – 52 ล้านปอนด์) , ราฮีม สเตอร์ลิง (แมนฯ ซิตี้ – 57 ล้านปอนด์) , หลุยส์ ซัวเรซ (บาร์เซโลนา – 73 ล้านปอนด์) และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ (บาร์เซโลนา – 130 ล้านปอนด์) จะเห็ฯ ได้ว่าพวกเขาขายนักเตะด้วยมูลค่าสูงกว่า ครึ่งร้อยลานปอนด์ไปหลายคน และมี ฟิลิปเป้ คูตินโญ ที่เป็นเพชรเม็ดงานที่ขายได้ราคาเกิน 100 ล้านปอนด์เข้าไปอีก
ทว่าช่วง 4 ปีหลังจากกำไร พวกเขายอมขาดทุนในตลาดนักเตะ เพื่อแลกกับความสำเร็จ โดยการดึง ซาดิโอ มาเน (เซาแธมป์ตัน – 37 ล้านปอนด์) , โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (โรมา – 37 ล้านปอนด์) , ฟาบินโญ (โมนาโก – 40 ล้านปอนด์) , นาบี เกอิต้า (แอร์เบ ไลป์ซิก – 54 ล้านปอนด์) , อลิสซอน เบ็คเกอร์ (โรมา – 56 ล้านปอนด์) และ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ (เซาแธมป์ตัน – 76 ล้านปอนด์) แน่นอนว่ามันได้ผลเกินคาด เพราะแข้งแต่ล่ะคนที่เข้ามานั้นยกระดับทีมได้จริง ทว่าพวกเขาต้องยอมรับที่ติดลบไปมากถึง 446 ล้านปอนด์
เชลซี

ไม่มีทีมไหนในลีกอังกฤษอีกแล้วที่ขายนักเตะเกิน 1,000 ล้านปอนด์ใน 20 ปีหลัง แล้วจะขาดทุนย่อยยับ แต่ เชลซี ทำได้ หากไปดูการขายของพวกเขาต้องซูฮกว่าทำได้ดีทีเดียว ขายหนัก ขายเยอะ และขายได้ราคาทั้ง ออสการ์ (เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี – 54 ล้านปอนด์) , ดิเอโก้ คอสต้า (แอตเลติโก มาดริด – 59 ล้านปอนด์) และล่าสุดกับการขายซุปตาร์อย่าง เอเด็น อาซาร์ (เรอัล มาดริด – 90 ล้านปอนด์) เมื่อรวมตัวเลขการขายใน 20 ปีหลังพวกเขาทำไปได้ถึง 1,030 ล้านปอนด์ มากที่สุดแล้ว ณ ปัจจุบัน
ทว่านั้นไม่ใช่ตัวชี้วัด เมื่อการซื้อของพวกเขากลับถีบตัวถึง 1,860 ล้านปอนด์ ก็แน่นอนว่าขนาดเจ้าบุญทุ่มแห่งเมือง แมนเชสเตอร์ ทั้ง ยูไนเต็ด และ ซิตี้ ยังคงต้องเป็นรองในเรื่องนี้ ทว่าการซื้อแต่ล่ะตัวของพวกเขามักจะไม่สนใจว่าราคาเท่าไหร หากเสี่ยหมีต้องการ คือไปเอามาให้ได้ ยกตัวอย่าง จอร์จินโญ (นาโปลี – 51 ล้านปอนด์) , คริสเตียน พูลิซิช (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ – 57 ล้านปอนด์) และ เคปา อาร์ริซาบาลากา (แอธเลติก บิลเบา – 72 ล้านปอนด์) เป็นทีมเดียวที่มีนายทวารเป็นสถิติการซื้อขายของสโมสรอีกด้วย
แมนฯ ยูไนเต็ด

ยูไนเต้ด เป็นอีกทีมที่ขายนักเตะได้ราคามาตลอดทุกช่วงใน 20 ปีหลัง โดยพวกเขาถือว่าเป็นทีมที่มูลค่ามากที่สุดในเกาะอังกฤษมาตลอดเช่นกัน ทั้งการขาย อังเคล ดิ มาเรีย (เปแอสเช – 56 ล้านปอนด์) , โรเมลู ลูกากู (อินเตอร์ มิลาน – 58 ล้านปอนด์ และตัวทีเด็ดตลอดการ ยังไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้อย่าง คริสเตียโน โรนัลโด้ (เรอัล มาดริด – 84 ล้านปอนด์) ทว่าด้วยการเป็นทีมที่มีเงินเยอะ และเจ้าบุญทุ่มมาแต่ไหนแต่ไร พวกเขาสะสมการขายไปได้เพียง 629 ล้านปอนด์ แต่กลับมีตัวเลขการซื้อที่พุ่งไปถึง 1,600 ล้านปอนด์
ทั้งนี้ในช่วงหลังๆ ในทีมของยูไนเต็ดนั้นประกอบไปด้วยนักเตะฝีเท้าดี และต้องแลกมาด้วยเรื่องของการโดนโก่งค่าตัว ทว่ามันเป็นแบบนั้นทุกตลาดการซื้อขายทั้ง อารอน วาน-บิสซาก้า (คริสตัล พาเลซ – 49 ล้านปอนด์) , บรูโน เฟร์นันเดส (สปอร์ติง ลิสบอน – 49 ล้านปอนด์) , เฟร็ด (ชัคตาร์ – 53 ล้านปอนด์) , อองโตนี มาร์กซิยาล (โมนาโก – 54 ล้านปอนด์) , แฮร์รี แม็คไกวร์ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 78 ล้านปอนด์) และ ปอล ป็อกบา (ยูเวนตุส – 94 ล้านปอนด์) ถึงอย่างไรการติดลบมากมายในตลาดนักเตะ ส่งผลน้อยเหลือเกินหากเปรียบเทียบรายได้รวมของสโมสรได้ทุกๆ ด้าน
แมนฯ ซิตี้

ไม่น่าแปลกใจอยู่แล้วว่าอันดับ 1 ต้องเป็นพวกเขาสำหรับ ทีมสีฟ้า แห่งแมนเชสเตอร์ ความสำเร็จต้องแลกด้วยเงิน ที่นี่คือคำตอบ หากเปรียบเทียบใน 6 ทีมทั้งหมดที่กล่าวมาพวกเขาคือทีมที่ขายนักเตะได้เงินน้อยมากที่สุด 539 ล้านปอนด์ ในตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่ก็เป็นทีมที่ซื้อนักเตะสูงถึง 1,840 ล้านปอนด์ เป็นรอง เชลซี ไม่กี่ล้านปอนด์เท่านั้น โดยการขาดแล้วได้ราคามากที่สุด ยังน้อยกว่า มาร์ค โอเวอร์มาร์ส (บาร์เซโลนา – 36 ล้านปอนด์) ของไอ้ปืนใหญ่ นั้นก็คือ ดานิโล (ยูเวนตุส – 33 ล้านปอนด์) ถือว่าหากมาพูดกันในเรื่องของการ ซื้อ-ขายนักเตะเพียงอย่างเดียว ฝ่ายบริหารคงโดนไล่ออกยกชุด
ทว่าการซื้อของพวกเขาอาจจะไม่ใช่ทีมที่ซื้อแบบ 100 ล้านปอนด์ขึ้นไป แต่ซื้อแบบเรื่อยๆ และตัวเลขไม่หนีกันมากทั้ง ริยาด มาห์เรซ (เลสเตอร์ ซิตี้ – 61 ล้านปอนด์) , โรดรี (แอตเลติโก มาดริด – 63 ล้านปอนด์) และสถิติอย่าง เควิน เดอ บรอยน์ (โวล์ฟสบวร์ก – 68 ล้านปอนด์) แต่ก็เข้าใจได้ว่าทีมระดับเจ้าของที่รวยล้นฟ้า ตัวเลขที่ขาดทุนไปเพียงแค่ 1,298 ล้านปอนด์ ไม่ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงได้แน่นอน และพวกเขาจะยังคงทำสถิติขาดทุนในตลาดนักเตะไปเรื่อยๆ หากไม่โดนแบนไปซะก่อน