มีแนวโน้มสูง! นิชิโนะรับหลายทีมเจลีกสนใจแข้งช้างศึก

อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย เปิดเผยว่ามีหลายสโมสรในศึกเจลีก ญี่ปุ่น แสดงความสนใจนักเตะช้างศึก หลังมีผลงานยอดเยี่ยมในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 สามนัดที่ผ่านมา

กุนซือวัย 64 ปี นำลูกทีมประเดิมฝึกซ้อมครั้งแรกก่อนบุกเยือน มาเลเซีย และ เวียดนาม โดยวางโปรแกรมการเก็บตัวฝึกซ้อมออกเป็น 2 ช่วง เริ่มจากในรูปแบบ มินิแคมป์ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน

ก่อนปล่อยผู้เล่นพักผ่อน 4 วัน จากนั้น เข้ามาเก็บตัวยาวพร้อมกันอีกครั้ง ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ส่วน 4 แข้งต่างแดนอย่าง กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ , ธีราทร บุญมาทัน , ชนาธิป สรงกระสินธ์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จะตามเข้ามาสมทบ วันที่ 11 พฤศจิกายน

“หลังจากนี้ยังมีช่วงทับซ้อนของทีมชาติชุดใหญ่กับทีมชุด U23 และอีกเรื่องคือเราเพิ่งจบไทยลีกมาหมาด ๆ จึงไม่อยากให้เกิดเวลาเว้นว่างนานเกินไปจนสภาพร่างกายนักเตะไม่เหมือนเดิม จึงมีการจัดมินิแคมป์ขึ้น แล้วเดี๋ยวจะวางแผนอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อ”

“จากที่ไทยลีกได้สิ้นสุดลงไป และกว่าจะมีการแข่งขันอีกทีก็คือวันที่ 14 พ.ย. ที่จะไปเยือนมาเลเซีย ช่วงระหว่างนั้นมันมีเวลานานพอสมควร จึงมีไอเดีย 2 อย่างคือตอนแรกจะให้นักเตะพักยาวและมาเรียกใกล้ ๆ ก่อนจะไปมาเลเซียแล้วค่อยซ้อมหนักทีเดียว แต่มาเปลี่ยนใจที่จะมารักษาสภาพความฟิตนักเตะ จึงจัดมินิแคมป์ขึ้นมา เพื่อให้ได้ทั้งพักและซ้อมไปในตัว”

“ตอนนี้ค่อนข้างที่จะได้ทำความรู้จักนักเตะที่มีแนวโน้มจะเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมในอนาคต แต่ก็ยังต้องหาเพชรเม็ดงามใหม่ ๆ เข้ามา ก็เลยพยายามที่จะเรียกนักเตะที่มีแววที่จะทำผลงานได้ มาทดลองไปในตัว ก็ต้องพิจารณาในตอนซ้อมอีกที เพราะช่วงที่ผ่านมาใน 2 นัดหลังสุด ในไทยลีกแต่ละคนก็ทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยม”

“ชนาธิป (สรงกระสินธ์) น่าจะกลับมาเป็นกำลังหลักของเราได้เหมือนเดิม แต่ฐิติพันธ์ (พ่วงจันทร์) ต้องดูสภาพร่างกายของนักเตะอีกที แม้จะกลับมาลงสนามได้แล้วก็ตาม ก็ได้รับข่าวมาตลอดว่าสภาพร่างกายเขาเป็นอย่างไรบ้างจากญี่ปุ่น”

“จากที่ผ่านมา เราโฟกัสทีละนัด ตั้งแต่เวียดนาม, ยูเออี รวมไปถึงแมตช์อุ่นเครื่องกับคองโก ตอนนี้เราสามารถรวมพลังแสดงความสามารถออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ของเดือนหน้าก็จะมีสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป นั่นคือการที่เราต้องออกไปเยือนทั้งสองนัด แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องพยายามรวมนักเตะให้เป็นหนึ่งเดียว และต่อยอดที่เราทำมาให้ดีขึ้นต่อไป”

นอกจากนี้ได้เปิดเผยว่ามีสโมสรในเจลีก ญี่ปุ่น ให้ความสนใจนักเตะทีมชาติไทย และมีแนวโน้มได้ค้าแข้งในแดนซามูไร ตามรอย ชนาธิป สรงกระสินธ์ , ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ ธีราทร บุญมาทัน โดยกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

ทีมชาติไทย 2019

“เนื่องจากเรามีนักเตะที่ไปค้าแข้งที่เจลีกเป็นทุนเดิม ทำให้ญี่ปุ่นสนใจนักเตะไทยเป็นพิเศษและยิ่งเราทำผลงานได้ค่อนข้างดี มีนักเตะอายุน้อยหลายคนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลัก ทำให้ได้รับความสนใจยิ่งขึ้น แต่ยังไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้ แต่คิดว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้ที่เจลีกจะให้ความสนใจนักเตะของเรา”

“จริง ๆ วันนี้ที่เจอกับนักเตะก็ยังไม่ได้คุยอะไรมาก ก็แสดงความยินดีกับทีมสิงห์ เชียงราย และทีมอื่น ๆ ก็ขอบคุณทุกคนที่เหนื่อยกันมาทั้งฤดูกาลซึ่งมันจบลงแล้ว และได้ขอบคุณพวกเขาอีกอย่างนั่นคือการแข่งขันในฤดูกาลนี้จบลงแล้ว จะได้พักแล้วแต่พวกเขาก็ยังสละเวลามาช่วยทีมชาติอยู่ ก็ตั้งเป้าหมายในมินิแคมป์ไปว่าจะเน้นรักษาสภาพร่างกายเป็นหลัก” อดีตกุนซือทีมชาติญี่ปุ่น ปิดท้าย

สำหรับ ทีมชาติไทย เตรียมบุกไปเยือน ทีมชาติมาเลเซีย ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 นัดที่ 4 กลุ่ม จี วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ต่อด้วย บุกไปเยือน ทีมชาติเวียดนาม ในเกมนัดที่ 5 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ถ่ายทอดสดทาง ไทยรัฐทีวี

4 สิ่งที่เปลี่ยนไปจาก 4 นัดที่ผ่านมา

4 สิ่งที่เปลี่ยนไปของ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรชั้นนำแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กับช่วงระยะเวลา 4 นัดที่ผ่านมา

 

หากยังจำกันได้ช่วงก่อนหน้านั้น โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เทรนเนอร์ชาวนอร์วีเจี้ยน นำทีมออกสตาร์ตฤดูกาล 2019-20 ได้อย่างเลวร้ายสุดๆ โดยเฉพาะในเกมลีกที่อันดับเคยรูดกราวร่วงลงไปอยู่ที่ 14 ของตาราง พร้อมการเล่นที่ไร้รูปทรงผนวกกับฟอร์มการเล่นที่ไม่เอาอ่าวของนักเตะหลายคน

ก่อนเกมแดงเดือด ยกแรก ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ตอนนั้นต้องยอมรับว่ากระแสแรงเหลือเกินว่าอาจเป็นการคุมทีมนัดสุดท้ายของ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เพราะตอนนั้นผลงานทีมกำลังย่ำแย่ต่อเนื่อง สวนทางกับทีมเยือนที่ฟอร์มสุดโหดชนะรวด 8 นัด และบรรดากูรูชื่อดังของแดนผู้ดีเกือบทั้งหมดฟันธงไปในทิศทางเดียงกันว่าเจ้าบ้านไม่น่ารอด แต่แล้วนัดดังกล่าว ยอดทีมสีแดงแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ดันเล่นผิดฟอร์ม เล่นได้ดีซะงั้น จบเกมเสมอ 1-1 นัดต่อมาในศึกยูโรปาลีก แม้รูปเกมไม่ดีนัก แต่ก็เก็บการแข่งขันที่ดีกลับออกมาได้ด้วยชัยชนะ 1-0

สังเกตได้ว่ามันคือสัญญาณลางๆ ที่กำลังจะติดไซเรนว่าแนวโน้มของทีมกำลังจะได้ดี และในนัดที่บุกไปถลุง “นกขมิ้นเหลืองอ่อน” นอริช ซิตี้ 3-1 มันเป็นฟอร์มการเล่นที่ไฉไลเป็นบ้าที่สุดของทีม จนต่อยอดในเกมล่าสุดที่บุกไปทุบ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี 2-1 ในศึกคาราบาว คัพ รอบที่ 4 พร้อมกรุยทางสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ

ถ้าเทียบในบรรดาทีมใหญ่ด้วยกันมันอาจจะเป็นเรื่องธรรมดามาก แต่ถ้าเป็น “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคนี้ต้องบอกว่ามันคือช่วงเวลา 3-4 นัดที่กระเตื้องไปในทิศทางที่ดีขึ้นของทีม

โดย 4 สิ่งที่เห็นได้ชัดอย่างแรก นักเตะในทีมมีความกระหายมากขึ้น มันเลยส่งผลไปถึงข้อที่สองนั่นก็คือ ฟอร์มโดยรวมของนักเตะหลายๆ คนดีขึ้น อย่างเช่น เฟร็ด และอันเดรียส เปเรรา ที่แต่ก่อนจะโดนยี้ แต่ในเวลานี้พวกเขาก็พัฒนาตัวเองเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่สามนั้นคือ รูปแบบการเล่นมีมิติมากขึ้นหลังได้ อองโตนี มาร์เชียล กลับคืนสู่ทีม หลังก่อนหน้านี้หายหน้าหายตาเพราะเจอปัญหาอาการบาดเจ็บ และในสิ่งสุดท้ายนั่นคือการที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ เริ่มโชว์กึ๋นและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเล่นมากขึ้นกว่าแต่เดิม ตลอดจนการเปลี่ยนตัวที่ตอบโจทย์ส่งผลในแง่ดีกับทีมหลายครั้ง.

ผีแดงสะกิดโรมา แบไต๋ค่าฉีกสัญญา “สมอลลิง” ร่วมก๊วนถาวร

สื่อดังในอังกฤษเผย ปิศาจแดงปักป้ายบอกราคา “คริส สมอลลิง” ให้กับโรมาได้ทราบแล้ว หากทีมดังแห่งแดนมักกะโรนีอยากได้ตัวไปร่วมทัพแบบถาวร

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 1 พ.ย.ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมเปิดทางให้ทีมดังแห่งอิตาลี คว้าตัว คริส สมอลลิง ไปร่วมทัพแบบถาวรได้ในช่วงซัมเมอร์ที่จะถึงนี้

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟดีกรีทีมชาติอังกฤษวัย 29 ปี ถูกนายใหญ่ปิศาจแดงเลหลังให้ไปอยู่กับ “หมาป่ากรุงโรม” เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล พร้อมค่าธรรมเนียมอีกราว 2.7 ล้านปอนด์

ซึ่งถึงแม้ สมอลลิง หวังว่าจะได้กลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งบนถิ่นโอลด์ แทรฟเฟิร์ด แต่ล่าสุด Sky Sport เผยว่า บอร์ดบริหารของแมนฯ ยูไนเต็ดไม่ปิดโอกาสที่จะปล่อย สมอลลิง ไปอยู่โรมาแบบถาวร หากได้ข้อเสนอที่ไม่น้อยกว่า 12.9 ล้านปอนด์

สำหรับ คริส สมอลลิง ย้ายมาสวมยูนิฟอร์มทัพอสูรแดงเมื่อปี 2010 และสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ 2 สมัย และแชมป์เอฟเอ คัพ อีก 1 สมัย.

ชำแหละ 4 ประเด็นร้อน “ลิเวอร์พูล” คว่ำอาร์เซนอลสุดมัน

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ฝ่าด่านอาร์เซนอล เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายคาราบาวคัพ และนี่คือ 4 ประเด็นที่ได้เห็นจากเกมนี้

1.รูปเกมสนุกเร้าใจแฟนบอล
เรียกได้ว่าใครที่ได้อยู่ในสนามแอนฟิลด์ค่ำคืนที่ผ่านมาจะต้องกลับไปพร้อมกับความสุขอย่างแน่นอน เพราะได้รับความบันเทิงอย่างเต็มที่จากการที่ทั้งสองทีมยิงไปถึง 10 ประตูใน 90 นาที แถมยังได้เห็นการดวลจุดโทษอีก 9 ประตู รวมแล้ว 19 ประตู คุ้มค่าบัตรที่เสียไปแน่นอน และต้องชื่นชมทั้งสองทีมด้วยที่เล่นกันอย่างเต็มที่ เปิดเกมแลกกันสนุกมาก


2.แข้งเด่นของ 2 ทีม
นัดนี้ทางฝั่งของลิเวอร์พูลขอยกให้ ดิวอค โอริกี เพราะยิงประตูสำคัญทั้งนั้น ทั้งประตูตีเสมอ 4-4 และประตูตีเสมอ 5-5 ในช่วงทดเจ็บ มีสมาธิกับเกมสูงมาก พึ่งพาได้เสมอในยามคับขัน ส่วนทางฝั่ง อาร์เซนอลต้องยกให้เจ้าหนู กาเบรียล มาร์ติเนลซี เพราะเฉียบขาดเหลือเกินยามอยู่ในกรอบเขตโทษ นัดนี้จัดไป 2 ประตู

3.ดาวรุ่งแห่งอนาคต
เกมนี้เราได้เห็นดาวรุ่งผีเท้าดีจากทั้งฝั่งของ ลิเวอร์พูล และ อาร์เซนอล ของลิเวอร์พูลก็มี เนโก วิลเลียมส์ แบ็กขวาที่ทำได้ 1 แอสซิสต์ ส่วนฝั่งอาร์เซนอลก็มี กาเบรียล มาร์ติเนลลี กับ โจเซป วิลลอค ที่น่าจับตามอง

4.เกมรับอาการหนักทั้งสองทีม
แฟนหงส์น่าจะไม่โอเคแน่นอนกับฟอร์มเกมรับของทีม โดยเฉพาะการจับคู่ระหว่าง เซปป์ ฟาน เดน เบิร์ก กับ โจ โกเมซ ที่เสียประตูง่ายเหลือเกิน ปล่อยให้อาร์เซนอลมาป่วนในเขตโทษได้หลายครั้ง และโดนกระทุ้งไป 5 ประตูเป็นบทเรียน ส่วนฝั่งอาร์เซนอลก็ไม่แพ้กัน ซโคดราน มุสตาฟี เล่นไม่ดีแถมยิงประตูตัวเองอีก ส่วน ร็อบ โฮลดิง ก็จ่ายบอลพลาดบ่อย ยืนตำแหน่งไม่ค่อยดี

บทสรุปไทยลีก 2019

 

รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับมหากาพย์การลุ้นแชมป์ลีกในปีนี้จนถึงสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เนื่องจากสนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี นั้นแข่งจบไปก่อนแล้ว ทีมแชมป์ลีกปีนี้เป็นหน้าใหม่อย่าง สิงห์ เชียงรายฯ ที่ประกาศให้ทุกคนเห็นว่าแม้ทีมจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีหัวใจที่เป็นนักสู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง วันนี้ขอเสนอบทสรุปไทยลีก 1 ทั้งหมดที่เป็นที่จดจำของแฟนบอลมาให้อ่านกันครับ…

“กว่าง” แชมป์หน้าใหม่ในรอบ 10 ปี

เชียงราย แชมป์ไทยลีก 2019

หากเป็นการนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 มีแค่ 2 ทีมเท่านั้นที่สามารถยืดหยัดยืนระยะได้นานอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ผลัดสลับกันคว้าแชมป์ลีกไปครอง ทำให้ทีมอื่นๆ ที่เป็นทีมคู่แข่งได้แต่มองตาปริบๆ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสแชมป์ลีกกันเลย โดยตลอด 10 ปีมานี้ บุรีรัมย์ฯ คว้าแชมป์ลีกไปแล้ว 6 สมัย ส่วน เมืองทอง ได้ไป 4 สมัย ก่อนที่ปีนี้จะเป็นปีที่เข้าสู่ยุคใหม่ คือมันมีเค้าเริ่มมาแล้วว่าปีนี้ บุรีรัมย์ฯ อย่างที่ทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขาไม่แข็งแกร่งเหมือนปีก่อนๆ สังเกตได้ง่ายๆ ถ้าปีไหนพวกเขาคว้าแชมป์ลีกมักจะได้ก่อนจบฤดูกาลแทบทุกครั้ง แต่สำหรับปีนี้ไม่ใช่เลย ทำให้ทีมคู่แข่งอย่าง สิงห์ เชียงรายฯ หรือ การท่าเรือ เอฟซี ที่เคยมีลุ้นอยู่ช่วงหนึ่งขึ้นมาท้าทายตำแหน่งบัลลังก์แชมป์ของ บุรีรัมย์ นั่นเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วทีมที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้อย่าง สิงห์ เชียงรายฯ ก็ทำได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของสโมสร

การเปลี่ยนแปลงก่อนเริ่มแข่งของ “กว่าง”

ไอล์ตัน ซิลวา บอร์จีส เชียงราย

เชื่อว่ามีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยที่จำเหตุการณ์นี้ได้คือหลังจากจบศึกออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 2019 ที่ สิงห์ เชียงรายฯ พ่ายต่อ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-3 เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา จากนั้นทัพ “กว่างโซ้ง” ก็ได้แยกทางกับ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส เฮดโค้ชชาวบราซิลที่คุมทีมได้เพียงแค่ช่วงปรีซีซั่น ก่อนเปิดฤดูกาลแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนที่ทีมจะแต่งตั้ง ไอล์ตัน ซิลวา ผู้ช่วยของ บอร์จีส เข้ามาสานต่อการทำงานในฤดูกาล 2019 ซึ่งช่วงนั้นมีกระแสออกมาว่าทีมจะไปรอดหรือไม่ ตั้งโค้ชโนเนมไม่มีใครรู้จักขึ้นมาจะทำทีมไปได้สักแค่ไหน กระทั่งเมื่อเวลาผ่านมา ไอล์ตัน ได้พิสูจน์กึ๋นของตัวเองให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขาก็ทำได้เหมือนกัน แม้ช่วงแรกจะมีติดๆ ขัดๆ ไปบ้าง ตกรอบฟุตบอลถ้วยทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ภายในสัปดาห์เดียว แต่เป้าหมายสูงสุดของสโมสรยังคงเป็นแชมป์ไทยลีก ที่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน กระทั่งนัดสุดท้ายก็ยังไว้ลายบุกไปถล่ม สุพรรณบุรี 5-2 ก่อนที่ผลอีกคู่ระหว่าง เชียงใหม่ กับ บุรีรัมย์ จะเป็นใจด้วย

“เอกนิษฐ์” มาได้ถูกเวลา

เอกนิษฐ์ ปัญญา เชียงราย

การที่ทีมยังไม่เรียก เอกนิษฐ์ ปัญญา เข้ามาเล่นให้ทีมตั้งแต่ช่วงเลกแรก ของฤดูกาล 2019 นั่นเป็นเพราะช่วงนั้น “เจ้าบุ๊ค” ยังคงหาฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอและตำแหน่งตัวจริงในทีม เชียงราย ยังไม่ได้รวมถึงโอกาสที่จะลงเป็น 11 ตัวจริงก็น้อยเช่นเดียวกัน ทำให้เจ้าตัวต้องอยู่ช่วย เชียงใหม่ เอฟซี ต่อไป หลังจากฤดูกาล 2018 ก็มีส่วนช่วยทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของไทยได้เป็นครั้งแรก โดยผลงานเลกแรก เจ้าตัวก็ช่วยยิงประตูให้ทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” ได้อยู่เรื่อยๆ แม้ทีมจะอยู่ท้ายตารางแต่ผลงานส่วนตัวถือว่าสอบผ่าน ก่อนที่เลกสองจะได้รับโอกาสจากทีมต้นสังกัดที่แท้จริงอย่าง เชียงราย เจ้าตัวเริ่มสร้างชื่อจากการโซโล่เดี่ยวหลุดไปยิงประตูใส่ บุรีรัมย์ ในเกมลีกที่เปิดรังชนะ 4-0 ก่อนจะไปต่อยอดติด ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในยุคของ อากิระ นิชิโนะ กระทั่งสามารถยิงประตูชัยให้ “ช้างศึก” ดับ ยูเออี 2-1 ในเกมคัดบอลโลก 2022 ได้อีกด้วย ก่อนที่เกมนัดสุดท้ายในลีกจะมายิง 1 จ่าย 1 และเรียก 1 จุดโทษได้อีก เรียกได้ว่านี่คืออีกหนึ่ง “เพชรเม็ดงามของเชียงราย” ที่ทีมจะต้องคอยประคบประหงมให้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

“กิเลนผยอง” กับปีที่ผกผัน

เมืองทอง 2019

เรามาพูดถึงทีมอื่นๆ กันบ้าง สำหรับผลงานในปีนี้ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อดีตทีมแชมป์ไทยลีก 4 สมัย อย่างที่ทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขาช่วงต้นฤดูกาล 2019 เป็นช่วงเวลาที่แสนลำบากและตกต่ำสุดๆ จากผลงานที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ทีมตกไปอยู่ในโซนตกชั้นอยู่เป็นเดือนๆ จากการที่ทีมมีการเปลี่ยงแปลงเรื่องโค้ชทั้ง “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ที่คุมทีมได้แค่ 5 เกมแรกก็แยกทางกับทีมไป ก่อนที่ทีมจะเปลี่ยนโค้ชอีกครั้งเป็น ยุน จอง ฮวาน เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้ที่พกดีกรีแชมป์บอลถ้วยของญี่ปุ่นติดตัวมาด้วย ทว่าทีมก็ยังไม่สามารถหาจุดเปลี่ยนระบบการเล่นได้ ทำให้สโมสรต้องเร่งหาตัวโค้ชคนใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่หวยจะไปตกที่ อเล็กซานเดร กาม่า เฮดโค้ชชาวบราซิลผู้ที่เคยพาทีมในไทยลีกคว้าแชมป์มาแล้วมากมาย เข้ามากอบกู้สถานการณ์ทีม และแล้วก็เป็นไปอย่างที่ทุกคนคิดคือทัพ กิเลนผยอง ดีขึ้นชนะต่อเนื่องหลายนัดทำอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่า กาม่า เข้ามาปลุกผีกิเลนผยอง กลับมาฮึดสู้ได้อีกครั้ง ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ของตาราง

“ปราสาทสายฟ้า” ปีหน้ากลับมาแน่

บุรีรัมย์ ไทยลีก 2019

ถึงแม้ในฤดูกาลนี้จะไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือมาประดับตู้โชว์ที่สโมสร สำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ปีนี้พวกเขาต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงมากมายในแง่ของ นักเตะที่เป็นเหมือนหัวใจของทีมอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต อีกหนึ่งดาวยิงระดับตำนานแถวหน้าของศึกไทยลีกที่ถูกปล่อยไปเล่นในลีกของมาเลเซีย ทำให้ทัพ ปราสาทสายฟ้า ต้องสร้างระบบทีมใหม่เมื่อไร้เงาของดาวยิงชาวบราซิลนั่นเอง รวมถึงการขาดไปของ จักรพันธ์ แก้วพรม อีกหนึ่งหัวใจในเกมแดนกลางก็มีส่วนไม่ใช่น้อยเพราะอาการบาดเจ็บที่คอยเล่นงานอยู่ตลอด อีกทั้งการกรำศึกหนักจากเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มีส่วนเช่นเดียวกัน หลังนักเตะตัวต่างชาติที่ทีมเสริมเข้ามาอย่าง เปโดร จูเนียร์ , โมดิโบ ไมก้า และ ฮาจิเมะ โฮโซไก ยังไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะรายหลังที่ทีมไม่ส่งชื่อลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม เนื่องจากเจ้าตัวยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ทำให้โควต้านักเตะเอเชียตกไปอยู่กับ เลือง ซวน เชือง ดาวเตะชาวเวียดนามนั่นเอง ขณะที่ในเลกสองทีมก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อไปคว้า นาเซอร์ บาราซิต และ ราสมุส ยอนห์สัน เข้ามาแก้ไขเกมรุก แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตสกอร์ได้อย่างที่ทีมต้องการและคาดหวังได้ ทำให้ปีนี้เราได้เห็นทีม 11 ตัวจริงที่มี สุภโชค สารชาติ , ศุภชัย ใจเด็ด , ศศลักษณ์ ไหประโคน และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ได้ลงเล่นอยู่บ่อยครั้ง แต่เชื่อว่าฤดูกาลหน้าหากทีมได้นักเตะตัวต่างชาติที่มีฝีเท้าใกล้เคียง ดิโอโก้ เข้ามา บวกกับบรรดานักเตะไทยที่กล่าวมาที่กำลังสุกงอมแล้ว เชื่อเถอะว่าฤดูกาล 2020 บุรีรัมย์ฯ ยังคงเป็นทีมที่ทึมอื่นๆ ยังต้องเกรงขามอยู่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน

“ขงเบ๊” มิสเตอร์หนีตกชั้น

ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก สุโขทัย

เมื่อช่วงต้นฤดูกาล 2019 “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ยังคุมทีมลุ้นแชมป์อย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อยู่เลย ทว่าเจ้าตัวได้คุมทีมไปแค่ 5 นัดเท่านั้นในลีกก่อนจะแยกทางกันหลังทำผลงานได้ไม่ดี จากนั้นผ่านไปไม่นานเจ้าตัวก็คัมแบ็คสู่การคุมทีมอีกครั้งด้วยการเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของ สุโขทัย เอฟซี ต่อจาก ลูโบเมียร์ ริสตอฟสกี ที่ทำทีมอยู่ในโซนสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น โดยสถิติของ “โค้ชเบ๊” ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเมื่อเจ้าตัวเข้ามาคุมทีมที่กำลังหนีตกชั้น เริ่มจากปี 2015 คุม สระบุรี เอฟซี รอดตกชั้น , ปี 2016 คุม ซุปเปอร์ พาวเวอร์ฯ รอดตกชั้น , ปี 2017 คุม สุโขทัย เอฟซี รอดตกชั้น , ปี 2018 คุม สุพรรณบุรี เอฟซี รอดตกชั้น และล่าสุด ปี 2019 คุม สุโขทัย เอฟซี รอดตกชั้น เรียกได้ว่าเป็นมิสเตอร์ผู้พาทีมรอดตกชั้นตัวจริงเสียงจริง

“พยัคฆ์ล้านนา” ทีมตกชั้นที่น่าจดจำ

เชียงใหม่ เอฟซี 2019

วีรกรรมของทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี คงเป็นที่พูดถึงของแฟนบอลชาวไทยไปอีกนานเลยทีเดียวหลังพวกเขาสามารถหยุดยั้งทีมเต็งแชมป์อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2019 ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเองนับหมื่นคนที่สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ทำให้อานิสงส์ตกไปเป็นของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ทีมบ้านพี่เมืองน้องกันที่ต้องการให้ บุรีรัมย์ สะดุดในเกมนัดสุดท้าย เพื่อที่จะปาดหน้าคว้าแชมป์ลีกไปครองนั่นเอง ถึงแม้ เชียงใหม่ จะตกชั้นไปแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้เล่นแบบทีมไม่มีอนาคต พวกเขาเล่นเหมือนทีมที่กำลังมีลุ้นแชมป์หรือหนีตกชั้นด้วยซ้ำไป มีเท่าไรใส่เต็มทุกจังหวะ ไม่สนว่าจะเจ็บหรือโดนใบแดงแต่อย่างใด แต่พวกเขาอยากเขียนประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองในการเป็นที่จดจำของแฟนบอลว่าครั้งหนึ่งเคยมีส่วนร่วมในการหยุด บุรีรัมย์ พลาดแชมป์ไทยลีกมาแล้วนั่นเอง

เครดิตรูป : เพจบุรีรัมย์ , เชียงราย , เมืองทอง , สุโขทัย , เชียงใหม่

10 การเซ็นต์สัญญายอดแย่ของทีม หงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่ต้องบอกเลยว่าเสียดายเงินที่จ่ายไปจริงๆ

หงส์แดง ลิเวอร์พูล เป็นทีมระดับโลกที่เต็มประด้วยประวัติศาสตร์ลูกหนังอย่างมากมายนั่นจึงทำให้สโมสรแห่งนี้สามารถดึงดูดให้นักฟุตบอลย้ายมาค้าแข้งกับพวกเขาได้ไม่ยากซึ่งก็มีทั้งนักเตะที่ฝีเท้าระดับโลกและนักเตะที่ฝีเท้าธรรมดาแวะเวียนกันมาค้าแข้งกับทีม หงส์แดง ไม่ขาดสาย แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะได้นักเตะดีๆมาร่วมทีมเสมอเพราะบางครั้งพวกเขาก็พลาดซื้อนักเตะที่เป็นการเว็นต์สัยญาที่ผิดพลาดอย่างแรงของพวกเขาด้วยเหมือนกัน

_______________________________________________________________________________________

10. Fernando Morientes

■ย้ายมาจากทีม : เรอัล มาดริด (6.3 ล้านปอนด์) / ปี 2005–2006

“เฟอร์นันโด มอริเอนเตส” อดีตหัวหอกผมสลวยสวยเก๋ชาว สเปน เขาย้ายจากทีม ราชันย์ชุดขาว เรอัล มาดริด มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2005 ด้วยค่าตัว 6.3 ล้านปอนด์

มอริเอนเตส โชว์ฟอร์มได้ดีพอสมควรสมัยที่อยู่กับ ราชันย์ชุดขาว ยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจดึงตัวเขามาร่วมทีมเพราะหวังว่า ฟอร์มการยิงประตูที่โดดเด่นของเขาไม่ว่าจะเป็นลูกโหม่งหรือการเข้าฮอสที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเขานั้นจะช่วยผลิตสกอร์ให้ ลิเวอร์พูล ได้เป็นกอบเป็นกำเพื่อนำพาทีมกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง แถมแฟนบอลยังความหวังว่าเขาจะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งกอหน้าเบอร์ 9 แทนที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตำนานของทีม หงส์แดง ที่อำลาทีมไป แต่แล้วแฟนบอล หงส์แดง กลับต้องผิดหวังและเซ็งสุดๆเมื่อ มอริเอนเตส ลืมพกฟอร์มเก่งในการลั่นสกอร์เหมือนสมัยที่อยู่กับ เรอัล มาดริด มาด้วยทำให้เขายิงประตูในทุกรายการให้กับ หงส์แดง ได้เพียง 12 ประตูตลอดการค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ 2 ปี ก่อนที่จะถูกเลหลังขายทิ้งไปให้กับ บาเลนเซีย ด้วยราคาที่ขาดทุนอีกต่างหาก เรียกได้ว่าซื้อมาใช้ไม่คุ้มไม่พอยังขาดทุนจากการขายทิ้งออกไปจากทีม ไม่มีอะไรดีจริงๆสำหรับการดึงตัว มอริเอนเตส มาร่วมทีมของ หงส์แดง

 

_______________________________________________________________________________________

9. Robbie Keane

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Robbie Keane

■ย้ายมาจากทีม : ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส (19 ล้านปอนด์) / ปี 2008–2009

“ร็อบบี้ คีน” หัวหอกฝีเท้าดีชาว ไอร์แลนด์ เขาย้ายจากทีม ไก่เดือยทอง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2008 ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์

ร็อบบี้ คีน จัดว่าเป็นกองหน้าที่มีฝีเท้าระดับต้นๆของพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียวเพราะสมัยที่เขาอยู่กับทีม ไก่เดือยทอง เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงยิงประตูได้เป็นกอบเป็นชนิดที่ว่าถ้าได้ง้างเท้าเตรียมใส่สกอร์ได้เลย ทำให้ ลิเวอร์พูล จัดการคว้าตัวเขามาร่วมทีมเพื่อหวังให้เขาจับคู่กับ เฟอร์นันโด ตอเรส ช่วยกันถล่มประตูให้กับทีม หงส์แดง แต่ความจริงช่างเจ็บปวดยิ่งหนักสำหนับแฟนบอล หงส์แดง เพราะ ร็อบบี้ คีน ไม่เคยเล่นได้เฉียดใกล้กับฟอร์มอันร้อนแรงสมัยที่อยู่กับ สเปอร์ส เลยแม้แต่นัดเดียว แถมยังเล่นไม่เขาขากับ ตอเรส อีกต่างหาก ทำให้เขาได้ลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ไปทั้งหมด 28 นัด ยิงประตูได้เพียงน้อยนิดแค่ 7 ประตู ตลอดการค้าแข้งกับที หงส์แดง และเขาค้าแข้งอยู่กับ หงส์แดง เพียงแค่ฤดุกาลเดียวก็โดยถีบหัวส่งขายกลับไปให้ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ด้วยราคาที่ขาดทุนย่อยยับ ทั้งๆที่เพิ่งซื้อมาใช้งานได้ปีเดียวด้วยราคาสูงถึง 19 ล้านปอนด์ เป็นการเซ็นต์สัญญาที่แย่ของ หงส์แดง จริงๆ

 

_______________________________________________________________________________________

8. Bruno Cheyrou

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Bruno Cheyrou

■ย้ายมาจากทีม : ลีลล์ (5.53 ล้านปอนด์) / ปี 2002–2006

“บรูโน่ เชย์รู” อดีตมิดฟิลด์ฉายา นิวซีดาน ชาว ฝรั่งเศส เขาย้ายจากทีม ลีลล์ มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2002 ด้วยค่าตัว 5.53 ล้านปอนด์

เชย์รู ฉายแววว่าจะเป็นยอดมิดฟิลด์ออกมาสมัยอยู่กับ ลีลล์ เขาเล่นได้โดดเด่นเป็นอย่างมากในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น นิวซีดาน ลิเวอร์พูล จึงไม่รอช้าจัดการคว้าตัวเขามาร่วมทีมเพื่อหวังว่าจะให้มาคอยบัญชาเกมให้ หงส์แดง และเพียงเกมแรกที่เขาลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ในนัดอุ่นเครื่องพบกับ เรอัล มาดริด เขาก็ทำผลงานได้เป็นอย่างดีจนแฟนบอลต่างก็พากันคิดไปว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกเหมือนกับ ซีดาน รุ่นพี่ของเขาในทีมชาติได้แน่ๆ แต่ดูเหมือนว่าฟอร์มอันโดดเด่นของเขาในเกมพบกัน เรอัล มาดริด นั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้นเพราะหลังจากนั้นเขาก็เหมือนกับเป็นคนละคนไปเลยโชว์ฟอร์มได้ไม่เอาไหน จนตกเป็นตัวสำรองและไม่ค่อยได้ลงสนาม โดยตลอดเวลาที่เขาค้าแข้งกับทีม หงส์แดง 2 ปี เขายิงประตูให้ทีมได้เพียง 5 ประตูเท่านั้น ก่อนที่จะถูกส่งตัวให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งาน กลายเป็นว่าฉายา นิวซีดาน ที่เขาเคยได้รับการยกย่องนั้น เขาเป็นได้แค่ของปลอมทำเหมือนเท่านั้น

 

_______________________________________________________________________________________

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Andriy Voronin

■ย้ายมาจากทีม : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (ฟรี) / ปี 2007–2010

“อังเดร โวโรนิน” อดีตหัวหอกไอ้หนุ่มผมยาวชาว ยูเครน เขาย้ายจากทีม ห้างขายยา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2007 แบบไร้ค่าตัว

โวโรนิน จัดว่าเป็นกองหน้าที่เทคนิคดีคนหนึ่งเลยทีเดียว แม้ว่าเขาจะไม่ใช่กองหน้าประเภทที่ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ แต่สถิติการยิงประตูของเขากับ เลเวอร์คูเซ่น ก็ไม่ได้ขี้เหล่อะไรเลย ทำให้เมื่อเขาหมดสัญญากับห้างขายยา ลิเวอร์พูล จึงจัดการคว้าตัวเขามาร่วมทีมเพื่อเสริมแนวรุกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งการที่เขาเป็นถึงกองหน้าตัวจริงของทีมชาติ ยูเครน ก็น่าจะการันตีถึงคุณภาพฝีเท้าของเขาได้เป็นอย่างดี แต่อนิจจา โวโรนิน ประสบความล้มเหลวอย่างจังในการมาค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล เพราะเขาไม่สามารถปรับตัวในการเล่นพรีเมียร์ลีกได้ แถมยังมีสถิติการยิงประตูให้กับทีม หงส์แดง แบบน่ารักน่าชังมากๆด้วยจำนวน 6 จากการลงสนาม 38 นัดในระกว่าง 3 ปีที่อยู่กับทีม

แถมยังถูกส่งไปให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานในปี 2008 อีกด้วย และถึงแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะไม่เสียเงินซื้อตัวเขาซักบาท

แต่ค่าเหนื่อยที่จ่ายให้กับเขาตลอด 3 ปีที่เขาอยู่กับทีม หงส์แดง ต้องบอกเลยว่าไม่คุ้มค่ากับค่าเหนื่อยที่เสียไปจริงๆ

 

_______________________________________________________________________________________

6. Salif Diao

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Salif Diao

■ย้ายมาจากทีม : เซอด็อง (4.7 ล้านปอนด์) / ปี 2002–2005

“ซาลีฟ ดิเยา” อดีตมิดฟิลด์ตัวรับชาว เซเนกัล เขาย้ายจากทีม เซอด็อง มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2002 ด้วยค่าตัว 4.7 ล้านปอนด์

ดิเยา โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในศึกฟุตบอลโลก 2002 ซึ่ง เซเนกัล เพิ่งจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทำให้ ลิเวอร์พูล เกิดอาการปิ้งเข้าอย่างจัง ไม่เช็คฟอร์มการเล่นย้อนหลังของเขาซะก่อนจัดการดึงตัวเขามาร่วมทีมหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2002 หลังจากที่เขามาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลแรกเขาได้รับโอกาสลงสนามบ่อยมากๆ แต่เขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มการเล่นให้ดีได้เหมือนที่เคยทำในฟุตบอลโลก 2002 ออกมาได้เลย ทำให้ในช่วงปีหลังๆ เขาไม่ค่อยได้ลงสนามให้กับ หงส์แดง มากเท่าไหร่ จนถูกส่งให้ไปทีม เบอร์มิ่งแฮม ยืมตัวไปใช้งานในปี 2004 ช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง และยังถูกส่งไปให้ทีม พอร์ทสมัธ ยืมตัวไปใช้งานอีกในปี 2005 ก่อนที่ หงส์แดง จะเลหลังปล่อยเขาออกจากทีมไปอยู่กับ สโต๊ค ซิตี๊ ในปี 2006 นับได้ว่าเป็นการซื้อตัวที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งเพราะการที่ซื้อตัวนักเตะที่เล่นดีแค่ในช่วงทัวร์นาเม้นท์ระดับชาติซึ่งเป็นรายการระยะสั้นนั้นนับว่าเสี่ยงเป็นอย่างมาก

 

_______________________________________________________________________________________

5. El Hadji Diouf

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ El Hadji Diouf

■ย้ายมาจากทีม : ล็องส์ (10 ล้านปอนด์) / ปี 2002–2005

“เอล ฮัดจิ ดิยุฟ” อดีตหัวหอกแบดบอยชาว เซเนกัล เขาย้ายจากทีม ล็องส์ มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2002 ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์

ดิยุฟ เป็นนักเตะที่มีทักษาะดีคนหนึ่งเลยทีเดียว โดดเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในศึกฟุตบอลโลลก 2002 นักที่ เซเนกัล พลิกล้อค เอาชนะ ฝรั่งเศส ทำให้แมวมองจากทีมชั้นนำในตอนนั้นต่างก็จับตาดูฟอร์มเขาเพื่อหวังจะดึงตัวมาร่วมทีมหลังจบรายการฟุตบอลโลก 2002 แต่กลายเป็นทีม ลิเวอร์พูล ที่หน้ามืดกลัวทีมอื่นมาแย่งตัว ดิยุฟ จึงควักเงิน 10 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัว ดิยุฟ มาร่วมทีม และเพียงแค่นัดแรกของเขากับทีม หงส์แดง เขาก็เปิดตัวได้อย่างสวยงาม ลั่นไปได้ถึง 2 ประตู แต่มันก้เหมือนการจุดพลุขึ้นฟ้ายังไงยังงั้นเพราะหลังจากนั้นฟอร์มของเขาก็ค่อยๆถอยหลังลงคลองเหมือนกลับพลุที่จุดขึ้นไปบนฟ้าแล้วค่อยๆดับลง และภาพที่แฟนบอลเห็นจนชินตาก็คือภาพที่ ดิยุฟ เอาแต่เลี้ยงบอลไม่ยอมส่ง เล่นบอลคนเดียว จน ลิเวอร์พูล หมดความอดทน ส่งเขาไปให้ โบลตัน ยืมตัวไปใช้งานในปี 2004 ก่อนที่จะถูกขายทิ้งออกจากทีมไปให้กับ โบลตัน อย่างถาวร ตลอดระยะเวลาที่เขาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เขาทำผลงานได้ไม่คุ้มค่าเงิน 10 ล้านปอนด์ที่ ลิเวอร์พูล ลงทุนเป็นค่าตัวของเขาแม้แต่นิดเดียวเลยจริงๆ

 

_______________________________________________________________________________________

4. Alberto Aquilani

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Alberto Aquilani

■ย้ายมาจากทีม : โรม่า (17.1 ล้านปอนด์) / ปี 2009–2012

“อัลแบร์โต้ อาควีลานี่” มิดฟิลด์หน้าหยกชาว อิตาลี่ เขาย้ายจากทีม หมาป่ากรุงโรม โรม่า มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2009 ด้วยค่าตัว 17.1 ล้านปอนด์

อาควีลานี่ เป็นมิดฟิลด์ที่มีทักษะจัดว่าดีเลยทีเดียว ในสมัยที่เขาลงเล่นให้กับทีม โรม่า เขาโชว์ฟอร์มได้ดีมากๆ

เบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงในแดนกลางของทีมได้มาทั้งๆที่ในทีม โรม่า ตอนนั้นมีทั้ง ต๊อดติ และ เด รอสซี่ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดกองกลางทั้งคู่ ทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจคว้าเขามาร่วมทีมเพราะเห็นว่าฟอร์มการเล่นของเขาน่าจะเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีมให้ดีขึ้นได้แน่นอน แต่ความเป็นจริงมันไม่เป็นแบบที่หวังไว้เลยซักนิดเมื่อ อาควีลานี่ ปรับตัวเขากับระบบของทีมไม่ได้เลย แม้จะถูกส่งลงสนามอยู่บ่อยๆเพื่อให้เรียกความมั่นใจในการเล่นกลับมาฟอร์มของเขาก็ยังแย่อยู่เช่นเดิมแถมยังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยๆอีกต่างหาก ทำให้ในปี 2010 ลิวเอร์พูล ส่งเขาให้ ยูเวนตุส ยืมตัวไปใช้งาน ซึ่งเขาทำผลงานให้ทีม ยูเวนตุส ได้เป็นอย่างดีเหมือนสมัยที่อยู่กับ โรม่า และก็ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวต่อในปี 2011 กับทีม เอซี มิลาน ก่อนที่จะถูก ลิเวอร์พูล ขายทิ้งแบบขาดทุนให้กับทีม ฟิออเรนติน่า ไปในปี 2012 สรุปแล้วเขาได้ลงสนามเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล เพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น แถมยังไม่ได้โชว์ฟอร์มให้สมกับค่าตัว 17.1 ล้านปอนด์ แม้แต่ซักนิด

 

_______________________________________________________________________________________

3. Christian Benteke

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Alberto Aquilani

■ย้ายมาจากทีม : แอสตัน วิลล่า (32.5 ล้านปอนด์) / ปี 2015-ปัจจุบัน

“คริสติย็อง เบนเตเก้” “คริสติย็อง เบนเตเก้” หัวหอกผิวสีชาว เบลเยี่ยม เขาย้ายจากทีม แอสตัน วิลล่า มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2015 ด้วยค่าตัว 32.5 ล้านปอนด์

เบนเตเก้ แจ้งเกิดในเวลทีพรีเมียร์ลีกกับทีม แอสตัน วิลล่า ซึ่งเขาโชว์ฟอร์มร้อนแรงยิงประตูให้กับ แอสตัน วิลล่าได้อย่างมากมาย แถมเป็นกองหน้าที่ครบเครื่องเลยทีเดียวเพราะทั้งยิงทั้งโหม่งพี่แกทำได้ดีทั้งหมด ทำให้ในปี 2015 ลิเวอร์พูล ยอมวอดวายเงินจำนวนมหาศาลถึง 32.5 ล้านปอนด์ เพื่อไปดึงตัวเขามาร่วมทีม ซึ่งในช่วงแรกๆที่เขามาอยู่กับทีม ลิเวอร์พูล เขาก็โชว์ฟอร์มได้ดีเลย แต่พอเข้าสู่ครึ่งฤดูกาลหลังเขากลับโชว์ฟอร์มไม่ออก เหมือนกลายเป็นคนละคนกับเมื่อตอนต้นฤดูกาล แถมยังพลาดโอกาสยิงประตูง่ายๆอย่างน่าเกลียดหลายๆครั้งด้วย ทำให้ช่วงหลังๆของฤดูกาล 2015 เขาตกเป็นตัวสำรองอันดับสุดท้ายในตำแหน่งกองหน้าของทีม หงส์แดง แถมยังมีข่าวว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีม หงส์แดง เตรียมขายเขาพ้นทีมเพราะมองว่าไม่อยู่ในแผนการทำทีมเพราะเล่นไม่เข้ากับระบบของทีม หงส์แดง ซึ่งถ้านับจากผลงานในสนามเทียบกับค่าตัวอันมหาศาลของเขาแล้วบอกได้เลยว่า เสียดายเงินค่าตัวของเขาจริงๆ เพราะพี่แกเพิ่งยิงให้ลิเวอร์พูลได้แค่ 10 ประตูรวมทุกรายการเท่านั้นเอง

 

_______________________________________________________________________________________

2. Mario Balotelli

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

■ย้ายมาจากทีม : เอซี มิลาน (16 ล้านปอนด์) / ปี 2014-ปัจจุบัน

“มาริโอ บาโลเตลี่” หัวหอกแบดบอยพรสวรรค์สูงชาว อิตาลี่ เขาย้ายจากทีม ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2015 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์

บาโลเตลี่ ชื่อของเขานั้นการันตีความเกรียนมากกว่าฝีเท้าของเขาอย่างแน่นอนเพราะไม่ว่าเขาจะย้ายไปอยู่กับทีมไหน เขามักจะก่อเรื่องปวดหัวให้กับต้นสังกัดอยู่เสมอ และไม่รู้ว่า ลิเวอร์พูล เกิดอาการหน้ามืดหรือมีอะไรดลใจก็มิอาจทราบได้ ถึงได้ไปคว้าตัว บาโลเตลี่ มาร่วมทีมในปี 2014 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ แน่นอนว่าฝีเท้าของเขานั้นไม่ธรรมดาและชื่อเสียของเขานั้นก็ไม่ธรรมดาเช่นกันเพราะมักจะโดนวิจารณ์อยู่บ่อยๆว่าชอบเล่นฟุตบอลตามใจตัวเองมากกว่าทุ่มเทเพื่อทีมซึ่ง ลิเวอร์พูล ซาบซึ้งถึงทรวงเลยเมื่อ บาโลเตลี่ ไม่ได้ทำผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับทีม หงส์แดง ให้สมกับค่าตัว 16 ล้านปอนด์ที่ ลิเวอร์พูล จ่ายไปเลยแม้แต่น้อยจน ลิเวอร์พูล หมดความอดทนส่งเขากลับไปอยู่กับ เอซี มิลาน ทีมเก่าของเขาด้วยสัญญายืมตัว แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มกลับมาได้อยู่ดี และแม้ว่าตอนนี้เขาจะกลับมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล แต่เขาก็ไม่รู้อนาคตของตัวเองเลยเพราะว่าเขาไม่อยู่ในแผนการทำทีม ลิเวอร์พูล อีกต่อไปแล้ว แถมยังไม่มีทีมไหนที่จะมาขอเซ้งเขาไปใช้งานต่อเพราะนิสัยที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพของเขานั่นเอง เรียกได้ว่า การคว้าตัว บาโลเตลี่ มาร่วมทีมของ ลิเวอร์พูล นั้นเป็นหายนะอย่างแท้จริง

 

_______________________________________________________________________________________

1. Andy Carroll

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

■ย้ายมาจากทีม : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (35 ล้านปอนด์) / ปี 2011–2013

“แอนดี้ แคร์โรล” หัวหอกร่างโย่งชาว อังกฤษ เขาย้ายจากทีม สาลิกาดง นิวคาสเซิ่ล มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2011 ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์

แคร์โรล โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงให้กับ นิวคาสเซิ่ล เขายิงประตูได้อย่างถล่มทลายทั้งๆยังเป็นดาวรุ่ง แถมยังเป็นกองหน้าที่ยิงคมและโหม่งดีมากๆ ทำให้ในปี 2011 ลิเวอร์พูล หอบเงิน 35 ล้านปอนด์ไปกระชากตัวเขามาร่วมทีม เพราะหวังจะให้เขาเข้ามาช่วยผลิตสกอร์ให้กับทีม หงส์แดง อย่างที่เขาเคยทำได้สมัยที่อยู่กับ นิวคาสเซิ่ล แต่เขากลับไม่เคยเล่นได้ใกล้เคียงกับฟอร์มเดิมที่เคยทำได้สมัยที่อยู่กับ นิวคาสเซิ่ล แม้แต่ซักนิดเดียว เขาอยู่กับ หงส์แดง 3 ฤดูกาล ยิงให้ทีมได้แค่ 11 ประตูเท่านั้น นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าตัวอันมหาศาลของเขา ถ้าหากเจาะลึกลงไปกว่านั้นเท่ากับว่า ลิเวอร์พูล จ้างเขามายิงประตูให้ทีม ตกลูกละประมาณ 3 ล้านปอนด์กว่าๆ แบบนี้ถ้าไม่ยกให้เป็นการเซ็นต์สัญญาที่แย่ที่สุดของพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้วล่ะครับ

บทสรุปปิดฉากไทยลีก 2019

รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับมหากาพย์การลุ้นแชมป์ลีกในปีนี้จนถึงสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เนื่องจากสนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี นั้นแข่งจบไปก่อนแล้ว ทีมแชมป์ลีกปีนี้เป็นหน้าใหม่อย่าง สิงห์ เชียงรายฯ ที่ประกาศให้ทุกคนเห็นว่าแม้ทีมจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีหัวใจที่เป็นนักสู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง วันนี้เว็บไซต์ ballthai.com ขอเสนอบทสรุปไทยลีก 1 ทั้งหมดที่เป็นที่จดจำของแฟนบอลมาให้อ่านกันครับ…

4db1bce0cf67097cfd66a5270180a5f0รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับมหากาพย์การลุ้นแชมป์ลีกในปีนี้จนถึงสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เนื่องจากสนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี นั้นแข่งจบไปก่อนแล้ว ทีมแชมป์ลีกปีนี้เป็นหน้าใหม่อย่าง สิงห์ เชียงรายฯ ที่ประกาศให้ทุกคนเห็นว่าแม้ทีมจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีหัวใจที่เป็นนักสู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง วันนี้ขอเสนอบทสรุปไทยลีก 1 ทั้งหมดที่เป็นที่จดจำของแฟนบอลมาให้อ่านกันครับ…

“กว่าง” แชมป์หน้าใหม่ในรอบ 10 ปี

เชียงราย แชมป์ไทยลีก 2019

หากเป็นการนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 มีแค่ 2 ทีมเท่านั้นที่สามารถยืดหยัดยืนระยะได้นานอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ผลัดสลับกันคว้าแชมป์ลีกไปครอง ทำให้ทีมอื่นๆ ที่เป็นทีมคู่แข่งได้แต่มองตาปริบๆ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสแชมป์ลีกกันเลย โดยตลอด 10 ปีมานี้ บุรีรัมย์ฯ คว้าแชมป์ลีกไปแล้ว 6 สมัย ส่วน เมืองทอง ได้ไป 4 สมัย ก่อนที่ปีนี้จะเป็นปีที่เข้าสู่ยุคใหม่ คือมันมีเค้าเริ่มมาแล้วว่าปีนี้ บุรีรัมย์ฯ อย่างที่ทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขาไม่แข็งแกร่งเหมือนปีก่อนๆ สังเกตได้ง่ายๆ ถ้าปีไหนพวกเขาคว้าแชมป์ลีกมักจะได้ก่อนจบฤดูกาลแทบทุกครั้ง แต่สำหรับปีนี้ไม่ใช่เลย ทำให้ทีมคู่แข่งอย่าง สิงห์ เชียงรายฯ หรือ การท่าเรือ เอฟซี ที่เคยมีลุ้นอยู่ช่วงหนึ่งขึ้นมาท้าทายตำแหน่งบัลลังก์แชมป์ของ บุรีรัมย์ นั่นเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วทีมที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้อย่าง สิงห์ เชียงรายฯ ก็ทำได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของสโมสร

การเปลี่ยนแปลงก่อนเริ่มแข่งของ “กว่าง”

ไอล์ตัน ซิลวา บอร์จีส เชียงราย

เชื่อว่ามีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยที่จำเหตุการณ์นี้ได้คือหลังจากจบศึกออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 2019 ที่ สิงห์ เชียงรายฯ พ่ายต่อ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-3 เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา จากนั้นทัพ “กว่างโซ้ง” ก็ได้แยกทางกับ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส เฮดโค้ชชาวบราซิลที่คุมทีมได้เพียงแค่ช่วงปรีซีซั่น ก่อนเปิดฤดูกาลแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนที่ทีมจะแต่งตั้ง ไอล์ตัน ซิลวา ผู้ช่วยของ บอร์จีส เข้ามาสานต่อการทำงานในฤดูกาล 2019 ซึ่งช่วงนั้นมีกระแสออกมาว่าทีมจะไปรอดหรือไม่ ตั้งโค้ชโนเนมไม่มีใครรู้จักขึ้นมาจะทำทีมไปได้สักแค่ไหน กระทั่งเมื่อเวลาผ่านมา ไอล์ตัน ได้พิสูจน์กึ๋นของตัวเองให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขาก็ทำได้เหมือนกัน แม้ช่วงแรกจะมีติดๆ ขัดๆ ไปบ้าง ตกรอบฟุตบอลถ้วยทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ภายในสัปดาห์เดียว แต่เป้าหมายสูงสุดของสโมสรยังคงเป็นแชมป์ไทยลีก ที่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน กระทั่งนัดสุดท้ายก็ยังไว้ลายบุกไปถล่ม สุพรรณบุรี 5-2 ก่อนที่ผลอีกคู่ระหว่าง เชียงใหม่ กับ บุรีรัมย์ จะเป็นใจด้วย

“เอกนิษฐ์” มาได้ถูกเวลา

เอกนิษฐ์ ปัญญา เชียงราย

การที่ทีมยังไม่เรียก เอกนิษฐ์ ปัญญา เข้ามาเล่นให้ทีมตั้งแต่ช่วงเลกแรก ของฤดูกาล 2019 นั่นเป็นเพราะช่วงนั้น “เจ้าบุ๊ค” ยังคงหาฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอและตำแหน่งตัวจริงในทีม เชียงราย ยังไม่ได้รวมถึงโอกาสที่จะลงเป็น 11 ตัวจริงก็น้อยเช่นเดียวกัน ทำให้เจ้าตัวต้องอยู่ช่วย เชียงใหม่ เอฟซี ต่อไป หลังจากฤดูกาล 2018 ก็มีส่วนช่วยทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของไทยได้เป็นครั้งแรก โดยผลงานเลกแรก เจ้าตัวก็ช่วยยิงประตูให้ทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” ได้อยู่เรื่อยๆ แม้ทีมจะอยู่ท้ายตารางแต่ผลงานส่วนตัวถือว่าสอบผ่าน ก่อนที่เลกสองจะได้รับโอกาสจากทีมต้นสังกัดที่แท้จริงอย่าง เชียงราย เจ้าตัวเริ่มสร้างชื่อจากการโซโล่เดี่ยวหลุดไปยิงประตูใส่ บุรีรัมย์ ในเกมลีกที่เปิดรังชนะ 4-0 ก่อนจะไปต่อยอดติด ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในยุคของ อากิระ นิชิโนะ กระทั่งสามารถยิงประตูชัยให้ “ช้างศึก” ดับ ยูเออี 2-1 ในเกมคัดบอลโลก 2022 ได้อีกด้วย ก่อนที่เกมนัดสุดท้ายในลีกจะมายิง 1 จ่าย 1 และเรียก 1 จุดโทษได้อีก เรียกได้ว่านี่คืออีกหนึ่ง “เพชรเม็ดงามของเชียงราย” ที่ทีมจะต้องคอยประคบประหงมให้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

“กิเลนผยอง” กับปีที่ผกผัน

เมืองทอง 2019

เรามาพูดถึงทีมอื่นๆ กันบ้าง สำหรับผลงานในปีนี้ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อดีตทีมแชมป์ไทยลีก 4 สมัย อย่างที่ทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขาช่วงต้นฤดูกาล 2019 เป็นช่วงเวลาที่แสนลำบากและตกต่ำสุดๆ จากผลงานที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ทีมตกไปอยู่ในโซนตกชั้นอยู่เป็นเดือนๆ จากการที่ทีมมีการเปลี่ยงแปลงเรื่องโค้ชทั้ง “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ที่คุมทีมได้แค่ 5 เกมแรกก็แยกทางกับทีมไป ก่อนที่ทีมจะเปลี่ยนโค้ชอีกครั้งเป็น ยุน จอง ฮวาน เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้ที่พกดีกรีแชมป์บอลถ้วยของญี่ปุ่นติดตัวมาด้วย ทว่าทีมก็ยังไม่สามารถหาจุดเปลี่ยนระบบการเล่นได้ ทำให้สโมสรต้องเร่งหาตัวโค้ชคนใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่หวยจะไปตกที่ อเล็กซานเดร กาม่า เฮดโค้ชชาวบราซิลผู้ที่เคยพาทีมในไทยลีกคว้าแชมป์มาแล้วมากมาย เข้ามากอบกู้สถานการณ์ทีม และแล้วก็เป็นไปอย่างที่ทุกคนคิดคือทัพ กิเลนผยอง ดีขึ้นชนะต่อเนื่องหลายนัดทำอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่า กาม่า เข้ามาปลุกผีกิเลนผยอง กลับมาฮึดสู้ได้อีกครั้ง ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ของตาราง

“ปราสาทสายฟ้า” ปีหน้ากลับมาแน่

บุรีรัมย์ ไทยลีก 2019

ถึงแม้ในฤดูกาลนี้จะไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือมาประดับตู้โชว์ที่สโมสร สำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ปีนี้พวกเขาต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงมากมายในแง่ของ นักเตะที่เป็นเหมือนหัวใจของทีมอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต อีกหนึ่งดาวยิงระดับตำนานแถวหน้าของศึกไทยลีกที่ถูกปล่อยไปเล่นในลีกของมาเลเซีย ทำให้ทัพ ปราสาทสายฟ้า ต้องสร้างระบบทีมใหม่เมื่อไร้เงาของดาวยิงชาวบราซิลนั่นเอง รวมถึงการขาดไปของ จักรพันธ์ แก้วพรม อีกหนึ่งหัวใจในเกมแดนกลางก็มีส่วนไม่ใช่น้อยเพราะอาการบาดเจ็บที่คอยเล่นงานอยู่ตลอด อีกทั้งการกรำศึกหนักจากเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มีส่วนเช่นเดียวกัน หลังนักเตะตัวต่างชาติที่ทีมเสริมเข้ามาอย่าง เปโดร จูเนียร์ , โมดิโบ ไมก้า และ ฮาจิเมะ โฮโซไก ยังไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะรายหลังที่ทีมไม่ส่งชื่อลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม เนื่องจากเจ้าตัวยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ทำให้โควต้านักเตะเอเชียตกไปอยู่กับ เลือง ซวน เชือง ดาวเตะชาวเวียดนามนั่นเอง ขณะที่ในเลกสองทีมก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อไปคว้า นาเซอร์ บาราซิต และ ราสมุส ยอนห์สัน เข้ามาแก้ไขเกมรุก แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตสกอร์ได้อย่างที่ทีมต้องการและคาดหวังได้ ทำให้ปีนี้เราได้เห็นทีม 11 ตัวจริงที่มี สุภโชค สารชาติ , ศุภชัย ใจเด็ด , ศศลักษณ์ ไหประโคน และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ได้ลงเล่นอยู่บ่อยครั้ง แต่เชื่อว่าฤดูกาลหน้าหากทีมได้นักเตะตัวต่างชาติที่มีฝีเท้าใกล้เคียง ดิโอโก้ เข้ามา บวกกับบรรดานักเตะไทยที่กล่าวมาที่กำลังสุกงอมแล้ว เชื่อเถอะว่าฤดูกาล 2020 บุรีรัมย์ฯ ยังคงเป็นทีมที่ทึมอื่นๆ ยังต้องเกรงขามอยู่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน

“ขงเบ๊” มิสเตอร์หนีตกชั้น

ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก สุโขทัย

เมื่อช่วงต้นฤดูกาล 2019 “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ยังคุมทีมลุ้นแชมป์อย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อยู่เลย ทว่าเจ้าตัวได้คุมทีมไปแค่ 5 นัดเท่านั้นในลีกก่อนจะแยกทางกันหลังทำผลงานได้ไม่ดี จากนั้นผ่านไปไม่นานเจ้าตัวก็คัมแบ็คสู่การคุมทีมอีกครั้งด้วยการเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของ สุโขทัย เอฟซี ต่อจาก ลูโบเมียร์ ริสตอฟสกี ที่ทำทีมอยู่ในโซนสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น โดยสถิติของ “โค้ชเบ๊” ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเมื่อเจ้าตัวเข้ามาคุมทีมที่กำลังหนีตกชั้น เริ่มจากปี 2015 คุม สระบุรี เอฟซี รอดตกชั้น , ปี 2016 คุม ซุปเปอร์ พาวเวอร์ฯ รอดตกชั้น , ปี 2017 คุม สุโขทัย เอฟซี รอดตกชั้น , ปี 2018 คุม สุพรรณบุรี เอฟซี รอดตกชั้น และล่าสุด ปี 2019 คุม สุโขทัย เอฟซี รอดตกชั้น เรียกได้ว่าเป็นมิสเตอร์ผู้พาทีมรอดตกชั้นตัวจริงเสียงจริง

“พยัคฆ์ล้านนา” ทีมตกชั้นที่น่าจดจำ

เชียงใหม่ เอฟซี 2019

วีรกรรมของทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี คงเป็นที่พูดถึงของแฟนบอลชาวไทยไปอีกนานเลยทีเดียวหลังพวกเขาสามารถหยุดยั้งทีมเต็งแชมป์อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2019 ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเองนับหมื่นคนที่สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ทำให้อานิสงส์ตกไปเป็นของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ทีมบ้านพี่เมืองน้องกันที่ต้องการให้ บุรีรัมย์ สะดุดในเกมนัดสุดท้าย เพื่อที่จะปาดหน้าคว้าแชมป์ลีกไปครองนั่นเอง ถึงแม้ เชียงใหม่ จะตกชั้นไปแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้เล่นแบบทีมไม่มีอนาคต พวกเขาเล่นเหมือนทีมที่กำลังมีลุ้นแชมป์หรือหนีตกชั้นด้วยซ้ำไป มีเท่าไรใส่เต็มทุกจังหวะ ไม่สนว่าจะเจ็บหรือโดนใบแดงแต่อย่างใด แต่พวกเขาอยากเขียนประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองในการเป็นที่จดจำของแฟนบอลว่าครั้งหนึ่งเคยมีส่วนร่วมในการหยุด บุรีรัมย์ พลาดแชมป์ไทยลีกมาแล้วนั่นเอง

เครดิตรูป : เพจบุรีรัมย์ , เชียงราย , เมืองทอง , สุโขทัย , เชียงใหม่

เปิดเหตุผลที่หงส์ เสียสถิติ ในถิ่น”ปีศาจแดง”

ข่าว-บอลสเต็ป-14-768x401.jpgไม่ว่าจะออกไปฟังกูรูคนไหน หรือเกจิชื่อดังก็กวาดสายตาไปทาง ลิเวอร์พูล แทบทั้งสิ้น ในศึก วันทรงชัย เย้ย! ศึกแดงเดือด ในครั้งนี้ ที่จะโม่แข้งนัดแรกของฤดูกาล 2019/20 ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่มีใครเชื่อว่าลูกทีมของ ป๋าโอเล่ จะมีเฮ หยุดสถิติชนะรวดของลิเวอร์พูล ลงได้

แต่วันนี้เราจะไปขุดคุ้ย ตะลุยหา เพื่อที่จะได้มาซึ้งเหตุผลบางประการที่จะปลอบใจ… ไม่ใช่ซิ เพื่อจะมาวิเคราะห์ว่า ทำไมเกมแดงเดือดในปีนี้ ที่เด็กหงส์ทั่วพระนคร มั่นใจกันหนักกันหนา จะรถผ้าป่าคว่ำ หน้าคะมำหงายกันเป็นทิวแถว

✔ ป๋าคล็อปป์ คงไม่ได้มองว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นรีสอร์ท หรือสปา อย่างที่ใครหลายๆ คนคิด ถึงขั้นออกมาเปรยเบรกกองเชียร์ที่มีความมั่นอกมั่นใจเหลือเกินว่า “มีหลายคนให้เครดิตเราโดยการ ยกให้ลูกเด็กผมได้ 3 แต้มแน่นอน แม้เกมยังไม่ทันเริ่ม แต่ฟังผมไว้น่ะ มันไม่มีผลกับผมเลย ผมตระหนักถึงความแข่งแกร่งของแมน ยูไนเต็ดเต็มร้อยเปอร์เซนต์” คล็อปป์ อาจจะพูดติดหล่อ แต่ในความหมายนั้นมันมีจุดเริ่มต้นมาจากตรงนี้

ข่าวฟุตบอล ลิเวอร์พูล แมนยู

จริงอยู่ที่ในยุคของกุนซือมาดเฟี้ยว หูเกี่ยวแว่น เคยพาหงส์แดงดวลกับ ยูไนเต็ด 10 ครั้ง และพวกเขาชนะไปถึง 3 เกม แพ้ 2 ที่เหลือเจ๊ามาหมด แต่หากเจาะลึกดีๆ แล้ว 3 เกมที่คว้าชัย 1. เกิดขึ้นในเกมลีก ที่แอนฟิลด์ 2. เกิดขึ้นในบอลถ้วยหูเล็ก ที่แอนฟิลด์ 3. เกิดขึ้นที่แดนมะกัน ในเกมกระชับมิตร แสดงให้เห็นว่าหากมาเยือน รีสอร์ท แอนด์ สปา .. ถุ้ยย!! เยือนถิ่นผีแดงแห่งนี้ ต่อให้ฟอร์มดีแค่ไหน เขาก็ยังไม่เคยบุกมาชนะได้แม้แต่หนเดียว

✔ และหากจะต่อว่า พี่ท่านจะย้อนอดีตเจาะเวลาหาจิ๋นซีทำซากอะไร นี่มันปัจจุบัน ยูไนเต็ด ไม่ได้เปรียบเหมือนพิตบลูกระหายฮอทด็อก แต่ตอนนี้สถานะเหมือนขี้เรื้อนตาม 4 แยกถนนตก ที่พร้อมจะถูกรถสิบล้อขนเดอะดั๊ก พุ่งชนเข้าเมื่อไหรก็ได้ ในตรงนี้เองกระผมไม่เถียง ใช่ครับ ลิเวอร์พูล เป็นต่อทุกท่วงท่า แต่จะบอกว่ามันไม่ง่ายแบบนั้นหรอกน่ะขอรับ ไม่ใช่จะมาฟื้นฝอยพูดเอาใจแฟนผีแต่อย่างใด

ข่าวฟุตบอล ลิเวอร์พูล แมนยู

อย่างที่กล่าวไปหากจะให้พูดข้อดีในซีซั่นนี้ของผีแดง ที่ชนะเพียง 2 เกม และที่เหลือไม่วายปวง ก็พอเอาตัวรอด 2 เกมที่พวกเขาชนะ เชลซี 4-0 และ เลสเตอร์ฯ 1-0 เป็นเกมที่พวกเขาเป็นรองคู่แข่งทั้ง โอกาสการยิง, การครองบอล, การส่งบอล เตะมุมก็น้อยกว่า รวมถึง ความแม่นยำในการส่งบอล แม้ 2 เกมที่ผ่านมาจะเล่นในบ้านของตัวเองก็ตาม

ตรงนี้เองที่ผมพบเจอแล้วกับเหตุผลที่จะบอกให้แฟนหงส์ จงสำเหนียกตัวเองให้ดีน่ะ พวกคุณอาจจะเป็นต่อทุกอย่าง เก่งกว่า ดีกว่า ดวงเทพกว่า แต่หากเกมนี้เล่นกันไม่ละเอียด หรือต่อให้ทำดีทุกอย่างผลการแข่งขันอาจจะไม่เป็นดั่งใจ เผลอๆ อาจจะโดนลงโทษแบบเดียวกับ สิงห์บลู และ จิ้งจอกสยาม ที่แม้จะทำดีแทบตาย สุดท้ายก็พ่ายแพ้

–  โก๋แก้ว  –

พรีวิว พรีเมียร์ลีก : “แดงเดือด” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล

ที่มา: พรีวิว พรีเมียร์ลีก : “แดงเดือด” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด VS ลิเวอร์พูล

3 ปี 5 ศพ !! รวมรายชื่อกุนซือที่โดนตะเพิด จากน้ำมือของ.. เจอร์เก้น คล็อปป์

น่าจะเป็นเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอีกเกมหนึ่ง สำหรับ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคมนี้ เนื่องจากลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ทั้งนี้ต้องรับมือจ่าฝูง ที่ชนะมา 8 เกมติดต่อกัน สวนทางกับผลงานของพวกเขาที่ เก็บได้เพียง 9 คะแนน จากการลงเล่น 8 นัด

น่าจะเป็นเกมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดอีกเกมหนึ่ง สำหรับ เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคมนี้ เนื่องจากลูกทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ทั้งนี้ต้องรับมือจ่าฝูง ที่ชนะมา 8 เกมติดต่อกัน สวนทางกับผลงานของพวกเขาที่ เก็บได้เพียง 9 คะแนน จากการลงเล่น 8 นัด

ทั้งนี้เพชฌฆาต หน้าทารกต้องหนาวๆ ร้อนๆ เมื่อจะดวลกับกุนซือจอมกินโค้ชอย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่หลังย่างกรายเข้ามาสู่ทีมหงส์แดง เขาเคยพาทีมชนะคู่แข่งและนายใหญ่ของทีมเหล่านั้นต้องตกงานไปมากถึง 5 ครั้ง 4 คน มีใครที่ตกเป็นเหยื่อบ้างเราจะพาย้อนไปดู

? ฟรานเชสโก้ กุยโดลิน – สวอนซี ซิตี้

ย้อนกลับไปหลังจากที่กุนซือชาวอิตาเลียน เข้ามาคุมบังเหียน “หงส์ขาว” สวอนซี ซิตี้ สโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ (ณ เวลานั้น) และเจ้าตัวกลายเป็นผู้ปลุกความหวังให้กับแฟนบอลหลังเข้ามาคุมช่วงเลกหลังในซีซั่น 2016/17 แต่เมื่อเริ่มต้นฤดูกาลใหม่เขากลับพาทีมจมดิ่งแบบกู่ไม่กลับ โดยผลงานของพวกเขาคือการชนะหนเดียว ตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลที่บุกชนะเบิร์นลีย์ 1-0 และแพ้ถึง 5 จาก 7 เกมแรก ทำให้อยู่เหนื่อโซนตกชั้นแค่คะแนนดียว

ทว่าไม่มีใครคาดคิดว่าตัวเขาจะถูกไล่ออกแบบฟ้าผ่า เนื่องจากหลังเกมในเดือนตุลาคม หลังพา “หงส์ขาว” แพ้ ลิเวอร์พูล คาบ้าน 1-2 มันตรงกับวันคล้ายวันเกิดของเขาพอดี แต่กลับได้ของขวัญเป็นการว่างงาน หลังทางหงส์ขาวยื่นซองขาวทันที และถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมา 3 ปีพอดิบพอดี แต่สถานะของเขาในตอนนี้ก็ยังคง “ว่างงาน” เช่นเดิม

? สลาเวน บิลิช – เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

ข่าวฟุตบอล คล็อปป์

ข้ามมาอีก 1 ปีนิดๆ คล็อปป์ก็หางานให้กับกุนซืออีกคนหนึ่ง นั้นก็คือ สลาเวน บิลิช กุนซือชาว โครแอต ถูกวิจารณ์อย่างมากก่อนหน้านั้น หลังพาทีมออกสตาร์ทซีซั่น 2017/18 ได้อย่างทุลักทุเล ชนะแค่ 2 เกมจาก 11 นัด แต่ที่น่าแปลกใจคือบอร์ดบริหารเพิ่งจะให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้โอกาสเจ้าตัว ได้แก้ไขกับสิ่งที่ผิดพลาด แม้ตัวเขาเองเข้ามาคุมทีม ขุนค้อน ตั้งแต่ปี 2015 พาทีมมีเปอร์เซ็นต์การชนะเพียงแค่ 37.84 % เท่านั้น

ถึงอย่างไรฟางเส้นสุดท้ายขาดสะบั้นทันทีเมื่อ เวสต์แฮม แพ้ ลิเวอร์พูล คาบ้าน 1-4 และสโมสรขุนค้อนอยู่เหนือโซนตกชั้นเพียงแค่แต้มเดียว สโมสรที่ไม่มีท่าทีจะปลดฟ้าผ่า กับตัดสินใจแถลงการณ์หลังเกมนั้นแบบไม่รอฟ้าสาง “เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ยืนยันว่า สลาเวน บิลิช พ้นออกจากตำแหน่งของเขากับทางสโมสรวันนี้แล้ว”

? สลาวิซ่า โยคาโนวิช – ฟูแล่ม

ข่าวฟุตบอล คล็อปป์

อดีตกุนซือเมืองทองฯ ทีมชั้นนำในไทย ได้โอกาสเข้าไปคุมทีม “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม แห่งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และเจ้าตัวก็แจ้งเกิดใหม่อีกครั้ง ในวัย 50 ปี ด้วยการ นำฟูแลมเลื่อนชั้นจากลีกแชมเปียนชิพสู่พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2018/19 และเจ้าตัวได้รับโอกาสมากมายทั้งการได้ทุนมาเสริมทัพแบบจัดเต็ม ทั้งสตาร์หน้าใหม่ บวกกับแข้งหน้าเก่า ทำให้ทีมถูกยกว่ามีโอกาสติด ท็อป 10 ในลีกสูงสุดได้แบบสบายๆ

แต่ไม่เป็ฯ เช่นนั้น เมื่อ ผ่านมาแล้ว 12 นัด ทีมเพิ่งเก็บได้แค่ 5 คะแนน จมบ๊วยของตาราง ตอนนี้เขาก็กำลังกินบุญเก่าของตัวเอง จนสุดท้ายมันได้หมดลงหลังจาก โยคาโนวิช พา ฟูแล่ม บุกไปแพ้ ลิเวอร์พูล 0-2 ทำให้ในเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คล็อปป์ มีส่วนทำให้โค้ชสัญชาติ เซอร์เบีย โดนไล่ออกทันทีหลังพาทีมแพ้หงส์แดงถึง 2 ราย แบบที่ตัวเขาเองก็คงไม่ได้อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

? โชเซ่ มูรินโญ่ – แมนฯ ยูไนเต็ด

ข่าวฟุตบอล คล็อปป์

หลังจากใช้เวลา 3 ปี ในการกินโค้ชไปถึง 3 คน แต่รอบนี้กุนซือเมืองเบียร์ทิ้งห่างระยะเวลาแค่เดือนเดียว ธันวาคม 2018 แดงเดือดที่ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยเดือด ก็ทำให้กุนซือชาวฝอยทองต้องโดนตะเพิดตามคาด เมื่อ ลิเวอร์พูล โชว์ฟอร์มสุดยอดเอาชนะ แมนฯ ยูไนเต็ด 3-1 ผลการแข่งขันว่ารับไม่ได้แล้ว แต่ทรงบอลของปีศาจแดง นั้นน่าเวทนายิ่งนัก พวกเขาโดนคู่ปรับตลอดกาลไล่บด ไล่บี้ ขยี้จนเละ หงส์แดง มีโอกาสยิงในเกมนี้ถึง 36 ครั้ง ผิดกับทางฝั่งทีมเยือนมีโอกาส 1 ใน 6 ของพวกเขาเท่านั้น

และแน่นอนว่าบอร์ดบริหารไม่ทนอีกต่อไป ไล่น้ามูออกแบบเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะแทบจะแน่ชัดแล้วว่า ผีแดง หมดลุ้นแชมป์แบบเต็มตัวแม้จะยังไม่จบเลกแรกดีนัก ทว่า 3 ครั้งหลังสุดที่น้ามูคุมทีม คล็อปป์ มีส่วนทำให้เขาตกงาน ตั้งแต่สมัยที่คุม ดอร์ทมุนด์ ถล่ม เรอัล มาดริด 4-1 ในยูซีแอล และ ในปี 2015 พาหงส์แดง อัด เชลซี 3-1 ส่งผลให้ มูรินโญ่ โดนทางสิงห์บลูเชิญออกเป็นหนที่ 2