มีคำกล่าวที่ว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” คำกล่าวนี้เป็นจริงหรือไม่?

กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ

BWF-01-750x375

ทำไมกีฬาถึงสามารถสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพได้และทำไมบุคลากรเหล่านี้ถึงสามารถนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติให้เจริญได้

การสร้างบุคลากรด้านกีฬาที่มีคุณภาพนั้น ย่อมล้วนต้องมีการลงทุน

ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านเวลาในการฝึกซ้อมหรือลงทุนด้านร่างกายในเรื่องโภชนาการและฟิตเนส ทุกสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดผู้สนับสนุนที่ดี

ปัจจุบันธุรกิจกีฬาในประเทศไทยมีตัวเลขหมุนเวียนในระบบสูงทะลุหลัก 10,000 ล้านบาทต่อปี ในแต่ละปีเราผลิตนักกีฬาไทยก้าวไกลไปถึงระดับโลกมาแล้วหลายต่อหลายคน

หนึ่งในประเภทกีฬาที่ประเทศไทยส่งออกนักกีฬาคุณภาพสู่ระดับแถวหน้าของโลกก็คงหนีไม่พ้นกีฬาแบดมินตัน

หากพูดถึงกีฬาแบดมินตัน คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันหญิงทีมชาติไทย อดีตมือวางอันดับ 1 ของโลกหรือมือวางอันดับ 7 ของโลกในปัจจุบัน

ไม่ใช่มีเพียงน้องเมย์เท่านั้นที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

เรายังมีนักแบดมินตันคุณภาพอีกมากมายที่ส่งออกสู่สายตาชาวโลกในฐานะตัวแทนของประเทศไทย

“กัน” กันตภณ หวังเจริญ มือวางอันดับ 15 ของโลกประเภทชาย

“น้องแน็ต” ณิชชาอร จินดาพล มือวางอันดับ 19 ของโลกประเภทหญิง
“น้องหมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ มือวางอันดับ 20 ของโลกประเภทหญิง
“น้องครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ มือวางอันดับ 21 ของโลกประเภทหญิง

“บาส” เดชาพล พัววรานุเคาะห์ กับ “ปอป้อ” ทรัพย์สิริ แต้รัตนชัย
มือวางอันดับ 4 ของโลกประเภทคู่ผสม

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักแบดมินตันไทย เรายังมีนักแบดมินตันในระดับแนวหน้านอกเหนือจากนี้อีกมากมาย

โดยในวันที่ 19-25 สิงหาคมนี้ สามารถส่งแรงเชียร์เป็นกำลังใจให้กับนักแบดมินตันตัวแทนจากประเทศไทยได้ ในการแข่งขัน BWF Total World Championships 2019 หรือทัวร์นาเมนต์แบดมินตันชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

นักกีฬาอี-สปอร์ต สร้างรายได้และชื่อเสียง แต่ต้องแลกมากับความเจ็บปวดในระยะยาว

“อี-สปอร์ต” ฟีเวอร์หนัก! จากความชื่นชอบการเล่นเกมธรรมดา กระโจนสู่สนามแข่งขัน ทุ่มฝึกซ้อม หวังโลดแล่นในเส้นทาง “นักกีฬาอี-สปอร์ต” สร้างรายได้และชื่อเสียง แต่หารู้ไม่ว่า “ต้องแลกมากับความเจ็บปวดในระยะยาว”

“อี-สปอร์ต” ฟีเวอร์หนัก! จากความชื่นชอบการเล่นเกมธรรมดา กระโจนสู่สนามแข่งขัน ทุ่มฝึกซ้อม หวังโลดแล่นในเส้นทาง “นักกีฬาอี-สปอร์ต” สร้างรายได้และชื่อเสียง แต่หารู้ไม่ว่า “ต้องแลกมากับความเจ็บปวดในระยะยาว”

นักกีฬาอี-สปอร์ต

การเป็น “นักกีฬาอี-สปอร์ต” ไม่ใช่ง่ายๆ นอกจากต้องสลัดภาพจำ “เด็กติดเกม” แล้ว ยังต้องฝึกซ้อมอย่างหนักแลกกับอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลในระยะยาว แต่ละคนต้องใช้เวลาในการ “เล่นเกม” เพื่อฝึกซ้อม 3-10 ชั่วโมงอย่างต่ำ ช่วงที่มีการแข่งขันทุ่มเต็มที่ 12-14 ชั่วโมงก็มี หากในส่วนของ “นักกีฬามืออาชีพ” คงไม่น่าห่วงเท่าไหร่ อย่างน้อยๆ ก็มีโค้ชทีมคอยดูแล แต่ “นักกีฬาสมัครเล่น” นี่สิที่น่าเป็นห่วง

อาการหลักๆ ของเหล่านักกีฬาทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นที่พบเจอมากที่สุดกว่า 56% หนีไม่พ้น “ตาล้า” หรืออาการเมื่อยล้าของดวงตา ที่เกิดจากการจ้องหน้าจอนานๆ ตามมาด้วยอาการปวดข้อมือ-มือ คอ และหลัง อันสืบเนื่องจากการขยับเมาส์และนั่งอยู่กับที่เป็นระยะเวลานานๆ ซึ่งนอกจากภาวะทางด้านร่างกายแล้ว ในช่วงการแข่งขันหรือเล่นเกมติดกันนานๆ ยังส่งผลให้เกิด “ภาวะเครียด” อีกด้วย

หากมาดูจากผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่า ปี 2560 ไทยมีผู้เล่น “อี-สปอร์ต” ประมาณ 18.3 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากร และปี 2561 มีผู้ชม “อี-สปอร์ต” ประมาณ 2.6 ล้านคน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 30 ในช่วงปี 2560-2564 ซึ่งการเล่นเกมของคนไทยในวันธรรมดาเฉลี่ยอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 20 นาที ส่วนในวันหยุดเฉลี่ยอยู่ที่ 4 ชั่วโมง 15 นาที หลายคนล้วนมีผลกระทบทางด้านสุขภาพ อารมณ์ รวมถึงพฤติกรรมแทบทั้งสิ้น

| นั่งเล่นเกมนาน เจ็บปวดไปทั้งกาย
“นั่งนาน” เสี่ยง “โรคร้าย”

อี-สปอร์ต

โรคร้ายที่ว่านั้นคืออะไร?

หัวใจ : นั่งนาน เลือดไหลเวียนช้าลง กล้ามเนื้อเผาผลาญไขมันน้อยลง กรดไขมันอุดตันง่าย
ตับอ่อน : นั่งนาน มีผลต่อการผลิตอินซูลิน เสี่ยง “โรคเบาหวาน”
สมอง : นั่งนาน ได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลง มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีที่กระตุ้นการทำงานสมอง
กล้ามเนื้อ : นั่งนาน กล้ามเนื้อสะโพกตึงและขยับองศาได้จำกัด
เส้นเลือดและกระดูกที่ขา : นั่งนาน เลือดไม่ไหลเวียน เกิดปัญหาที่ข้อเท้า เล้นเลือด ลิ่มเลือดอุดตัน
ระบบย่อย : นั่งนาน การย่อยอาหารช้าลง ท้องอืด จุกเสียด
ไม่เพียงเท่านี้ จากผลการวิจัยยังเผยให้เห็นอีกว่า การ “นั่งนาน” มีความเสี่ยงที่เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ไปจนถึงโรคมะเร็ง ดังนั้น เหล่านักกีฬาอี-สปอร์ตทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม!!
“ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถ ยืดเส้นยืดสายทุก 30-45 นาที”

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ ให้คำแนะนำว่า การนั่งนานๆ บวกกับความตึงเครียดจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลังเกิดการเกร็งจะยิ่งทำให้ปวดหลังมากขึ้น จึงต้องมีวิธีการนั่งที่ถูกต้อง ดังนี้

1.นั่งหลังตรง เพื่อลดอาการตึงที่ช่วงหลัง

2.วางเท้าให้ราบไปกับพื้นทั้ง 2 ข้าง ถ้านั่งไขว่ห้างหรือวางขาไว้ข้างเดียวจะส่งผลในเรื่องความดันที่ส่งลงไปที่ขา ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

3.ปรับระดับหน้าจอให้อยู่ตรงพอดี ให้สายตามองตรงไปด้านหน้า ไม่เงย ไม่ก้ม จะช่วยลดอาการตึงหรือเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อช่วงคอและไหล่ได้

4.แขนช่วงที่ใช้งานพิมพ์คีย์บอร์ดให้เก็บศอกใกล้ตัว เพื่อช่วยผ่อนคลายหัวไหล่และแขน ลดอาการตึงและเมื่อยล้า

นอกจากนี้ ควรพักสายตาอย่างน้อย 5 นาที หลังจากที่จ้องดูหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เพราะแสงจากหน้าจอจะทำให้ดวงตาเมื่อยล้า อาจจะใช้วิธีการหลับตาหรือมองไปรอบๆ เป็นระยะๆ

| “อี-สปอร์ต” ส่งผลดีต่อสมอง?
ก่อนหน้านี้มีงานวิจัยเผยแพร่ออกมาว่า การเล่น “อี-สปอร์ต” เป็นระยะเวลานานๆ ไม่ได้ส่งผลลบซะทีเดียว แต่มี “ผลดีต่อสมอง” ด้วย อ้างการเล่น 5-10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะช่วยกระตุ้นสมองในเรื่องการจดจำ การวางแผนกลยุทธ์ รวมถึงการแยกประสาทในการมองจุดต่างๆ บนหน้าจอเกม รวมถึงบอกว่า ทีมฟุตบอลดังๆ ก็ใช้ “อี-สปอร์ต” หรือ “เกม” เป็นตัวช่วยในการฝึกซ้อมเพื่อจำลองสถานการณ์ก่อนลงสนามจริง จนทำให้บางคนคิดว่า การเล่นเกมจะส่งผลดีต่อสมองจริงๆ เล่นจนติด และกลายเป็น “โรคติดเกม”

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล ได้หยิบยกข้อมูลมาอธิบายให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า “เกม” มีผลต่อสมองของเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เพราะสมองส่วนที่เป็นคันเบรกยังสร้างไม่เต็มที่ และยังมีข้อกังวลด้วยว่า เด็กๆ จะติดเกมมากขึ้น ในทางการแพทย์มีการวินิจฉัยแล้วว่า สมองที่ได้รับผลกระทบจากเกมเป็นสมองส่วนเดียวกันกับที่ติดสารเสพติด ซึ่งตอนนี้มีการสังเกตการณ์อยู่ว่า พฤติกรรมการเล่นเกมเมื่อเทียบเท่ากับสารเสพติดจะมีขนาดหรือปริมาณเท่าไร เพื่อที่จะบอกว่า “เกมนี้เป็นเกมอันตรายสำหรับเด็ก” เช่น บางเกมอาจอันตรายถึงขั้นเป็นเฮโรอีน เล่นนิดเดียวก็ติดไ???้

“องค์การอนามัยโลก ระบุว่า การติดเกมเป็นโรคๆ หนึ่ง”

“จากการสแกนสมองของเด็กติดเกมมีปัญหาในการพัฒนาสมองในเรื่องของการยับยั้งชั่งใจ เห็นได้ว่า เด็กติดเกมจะมีอาการลงแดงเหมือนยาเสพติด ถ้าไม่ได้เล่นเกมจะมีการเพิ่มระยะเวลาการเล่นเกม”

“เด็กที่เล่นเกมไม่ได้ติดเกมทุกคน”

พญ.มธุรดา ขยายความประโยคข้างต้นว่า การเล่นเกมสามารถเล่นได้ปกติถ้ามีวินัยการเล่น แต่ประเทศไทยก็มีอยู่ 10% ที่จะเป็น “โรคติดเกม” กลไกการติดเกมเหมือนกับการติดโรคทางสารเสพติด องค์การอนามัยโลกจึงจัดให้ “โรคติดเกม” อยู่ในประเภทเดียวกับการติดสารเสพติด ในตอนนี้เรียกได้ว่า ไทยอยู่อันดับต้นๆ ขณะเดียวกันประเทศอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงในวงการ “อี-สปอร์ต” และผู้ผลิตเกม อย่าง สิงคโปร์ จีน และเกาหลีใต้ กลับมีอัตราการติดเกมไม่ถึงร้อยละ 5
“ถ้าให้เด็กๆ เล่นเกม คงต้องมีการควบคุมดูแล ไทยเป็นผู้บริโภคและตลาดเสรีเรื่องเกมเยอะมาก เกมออนไลน์มาจากทุกที่ บริษัทต่างๆ มีการผลิตและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่การรักษากฎระเบียบหรือวินัยการเล่นเกมยังขาด”

คำแนะนำทิ้งท้ายจาก พญ.มธุรดา ฝากไว้ว่า การเล่นเกมควรจำกัดเวลา เล่นพอขำๆ เพราะเมื่อเริ่มคลั่งไคล้ย่อมมีความเสี่ยง ถ้าเป็นเด็กติดเกมแล้ว จะมีโรคสมาธิสั้นตามมาอีก ผู้ปกครองต้องพูดคุยกำหนดเป้าหมาย … ดังนั้น การรักษา คือ “การลด”

เห็นได้ว่า การเป็นนักกีฬา “อี-สปอร์ต” นั้นไม่ได้เป็นง่ายๆ อย่าคิดว่าแค่ “เล่นเกม” ก็เป็นได้ ต้องควบคุมตัวเอง ฝึกฝน รู้ลิมิต มิใช่เสพติดเกินขนาด จนร่างกายต้องเจ็บปวด และป่วยจิตเวชเป็น “โรคติดเกม”.

นักกีฬาคนใดทำรายได้มากที่สุดในโลก? ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา

รู้หรือไม่ ??? ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา 
นักกีฬาคนใดทำรายได้มากที่สุดในโลก?

รู้หรือไม่ ??? ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา
นักกีฬาคนใดทำรายได้มากที่สุดในโลก?

62450553_655433421547372_2895918734830993408_n.jpg