จากฝันหวานสู่ฝันร้าย! เจาะสาเหตุทำไม คูตินโญ่ ถึงล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า

ตอนที่ย้ายจาก ลิเวอร์พูล ไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ในช่วงแรกๆ เมื่อเดือนมกราคม ปีก่อน ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ดีใจจนแทบจะขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด เพราะเขาบอกว่าชื่นชอบ บาร์เซโลน่า อย่างมาก และใฝ่ฝันที่จะได้เล่นให้ยอดทีมแห่งถิ่น คัมป์ นู มานานแล้ว ซึ่งมันก็คงไม่แปลกถ้าเขาจะวาดฝันถึงการได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตามไปด้วย ในตอนที่ได้เป็นนักเตะของ บาร์เซโลน่า

ตอนที่ย้ายจาก ลิเวอร์พูล ไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ในช่วงแรกๆ เมื่อเดือนมกราคม ปีก่อน ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ดีใจจนแทบจะขึ้นสวรรค์ชั้นเจ็ด เพราะเขาบอกว่าชื่นชอบ บาร์เซโลน่า อย่างมาก และใฝ่ฝันที่จะได้เล่นให้ยอดทีมแห่งถิ่น คัมป์ นู มานานแล้ว ซึ่งมันก็คงไม่แปลกถ้าเขาจะวาดฝันถึงการได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ตามไปด้วย ในตอนที่ได้เป็นนักเตะของ บาร์เซโลน่าnews201905101315158.jpg

น่าเศร้าที่ความจริงมันโหดร้ายกว่าความฝัน สถานการณ์ของ คูตินโญ่ กับ บาร์เซโลน่า ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยล่าสุด อีเอสพีเอ็น สื่อกีฬาระดับโลกถึงขั้นตีข่าวว่า “อาซูลกราน่า” หมดความอดทนในตัวเขาแล้ว และจะปล่อยเจ้าตัวออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์นี้

ที่จริงกระแสข่าวการย้ายทีมของ คูตินโญ่ มีออกมาโดยตลอด จากการที่ฤดูกาลนี้เขาทำผลงานได้น่าผิดหวังจนแฟนบอล บาร์เซโลน่า บางคนถึงขั้นโห่ใส่เขาแล้ว ก่อนที่ฟางเส้นสุดท้ายของบอร์ดบริหารจะขาดสะบั้นหลังจากที่ทีมตกรอบรองชนะเลิศของ แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยในรอบรองชนะเลิศ นัดสอง ที่แพ้ ลิเวอร์พูล 0-4 คูตินโญ่ ก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดของ บาร์เซโลน่า ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็นำไปสู่ประเด็นที่น่าสนใจว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ คูตินโญ่ ล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า ทั้งที่เขาเคยเป็นยอดนักเตะในตอนที่สวมเสื้อของ “หงส์แดง”

 – พ่ายแพ้ต่อความคาดหวังและแรงกดดัน

จากฝันหวานสู่ฝันร้าย! เจาะสาเหตุทำไม คูตินโญ่ ถึงล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า

  ตอนที่ย้ายจาก อินเตอร์ มิลาน มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล คูตินโญ่ เป็นเพียงนักเตะที่ได้รับการจับตามองมากคนหนึ่งเท่านั้น นั่นหมายความว่าเขาไม่เจอกับแรงกดดันมากนัก และค่อยๆ ใช้เวลาปรับตัวเข้ากับ พรีเมียร์ลีก ได้อย่างเต็มที่ ก่อนที่จะกลายเป็นยอดมิดฟิลด์คนหนึ่งของลีก

ในทางกลับกัน เขาไปสวมเสื้อของ บาร์เซโลน่า โดยที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าเขาจะไปเป็นทายาทของ อันเดรส อิเนียสต้า ซึ่งนั่นทำให้เขาเจอกับความกดดันอย่างมาก พอเล่นพลาดสัก 2-3 เกมติดต่อกันเขาก็จะโดนด่าอย่างหนักแล้ว และนั่นก็ไม่เป็นผลดีต่อการปรับตัวเข้ากับการเล่นใน ลา ลีกา ของเจ้าตัวเลย

นอกจากนี้ การที่ตอนนี้แฟนบอล บาร์เซโลน่า บางส่วนโห่ใส่ คูตินโญ่ อย่างหนักมันก็ทำให้สภาพจิตใจของเจ้าตัวย่ำแย่ลงไปอีก โดยที่จริงช่วงที่ผ่านมานักเตะบางคนของ บาร์เซโลน่า พยายามออกมาเรียกร้องให้แฟนบอลเลิกทำอย่างนั้นได้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นผลอยู่ดี

 – สไตล์ไม่เข้ากับดีเอ็นเอของ บาร์เซโลน่า

จากฝันหวานสู่ฝันร้าย! เจาะสาเหตุทำไม คูตินโญ่ ถึงล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า

  เมื่อพูดถึง บาร์เซโลน่า แล้วนั้น หลายคนก็จะนึกถึงการขึ้นเกมที่รวดเร็วเหมือนจรวดจนคู่แข่งปิดช่องว่างไม่ทัน ซึ่งรูปแบบดังกล่าวกลายเป็นเหมือนดีเอ็นเอของ บาร์เซโลน่า ที่ไม่ว่ากุนซือคนไหนก็ห้ามทิ้งไปแล้ว และมันก็เคยทำให้ทีมประสบความสำเร็จอย่างเป็นกอบเป็นกำ

อย่างไรก็ตาม ในหลายนัดที่ คูตินโญ่ ได้รับโอกาสลงสนามนั้น เขากลับเลือกที่จะแตะบอลมากเกินไป และพยายามที่จะเลี้ยงผ่านกองหลังให้ได้จนกลายเป็นการดื้อรั้นเกินความจำเป็น ซึ่งนั่นทำให้จังหวะการเล่นของ บาร์เซโลน่า เสียหายทันที และทำให้ทีมมีผลงานที่ย่ำแย่ตามไปด้วย

เรียกได้ว่าทายาทของ อิเนียสต้า กลับไม่สามารถเล่นตามแบบฉบับดั้งเดิมของ อิเนียสต้า ได้ซะอย่างนั้น

 – แผนของ บัลเบร์เด้

จากฝันหวานสู่ฝันร้าย! เจาะสาเหตุทำไม คูตินโญ่ ถึงล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า

  นอกจากเรื่องสไตล์การเล่นส่วนตัวของ คูตินโญ่ ที่ไม่เข้ากับ บาร์เซโลน่า แล้วนั้น แผนการเล่นของ เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้ เทรนเนอร์ บาร์เซโลน่า มันก็มีส่วนทำให้ คูตินโญ่ กำลังเจอกับฝันร้ายกับการเล่นให้ยอดทีมแห่งถิ่น คัมป์ นู เหมือนกัน

ลิเวอร์พูล แทบจะสร้างบทบาทพิเศษขึ้นมาให้ คูตินโญ่ โดยเฉพาะ ในตอนที่เจ้าตัวยังสวมเสื้อ “หงส์แดง” โดยเฉพาะในยุคของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ดาวเตะเลือดแซมบ้าได้รับอิสระในการเล่นสุดๆ จนส่งผลให้เขาผ่านบอลได้แม่นยำ และทำประตูจากการยิงไกลได้หลายครั้ง

จากฝันหวานสู่ฝันร้าย! เจาะสาเหตุทำไม คูตินโญ่ ถึงล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า

  ขณะที่ตอนเล่นให้ทีมชาติบราซิลนั้น คูตินโญ่ ก็ได้รับบทบาทแบบเดียวกับตอนที่ลงสนามให้ ลิเวอร์พูล ด้วย นอกจากนี้ คูตินโย่ ยังสามารถเล่นได้ทั้งตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง และปีกอีกต่างหาก ดูยังไงแล้วเขาก็ไม่น่าจะล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า ได้เลย

จากฝันหวานสู่ฝันร้าย! เจาะสาเหตุทำไม คูตินโญ่ ถึงล้มเหลวกับ บาร์เซโลน่า

  ถึงกระนั้น ความสามารถทั้งหมดทั้งมวลของ คูตินโญ่ ก็ถูกจำกัดเอาไว้ด้วยแผนการเล่นของ บัลเบร์เด้ เพราะถึงแม้กุนซือชาวสแปนิชจะยังให้ทีมเล่นเกมบุกอย่างรวดเร็วตามเอกลักษณ์ของสโมสรอยู่ แต่เขาก็ยังใส่รูปแบบการเล่นเกมรับที่รัดกุมเข้าไปด้วย อย่างเช่นการใช้แผน 4-4-2 หรือ 4-3-3 ที่มีการดัดแปลงให้นักเตะให้ความสำคัญกับเกมรับมากกว่าปกติ

ในระบบดังกล่าวของ บัลเบร์เด้ มันมีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่สามารถเล่นแบบอิสระตามใจชอบได้ และนั่นคือ ลิโอเนล เมสซี่ ซึ่งแน่นอนว่าการให้ เมสซี่ รับบทบาทนั้นมันสมเหตุสมผล เพราะดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์มีความสามารถที่ยอดเยี่ยม และมีความสร้างสรรค์ในการเล่นที่น่าทึ่ง ดีกรีการเป็นหนึ่งใน 2 นักเตะที่เก่งที่สุดของโลกในยุคปัจจุบันคือเครื่องการันตีถึงเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม จากการที่บทบาทที่ คูตินโญ่ เคยถนัดและทำผลงานได้ดีต้องตกเป็นของ เมสซี่ มันก็ทำให้ คูตินโญ่ ต้องหันมาเล่นในบทบาทที่ไม่เข้ากับสไตล์ของเขา จนทำให้เจ้าตัวโชว์ฟอร์มเก่งไม่ออก และมันก็มีโอกาสน้อยมากที่ บัลเบร์เด้ จะยอมให้ คูตินโญ่ เป็นตัวอิสระคนที่สอง เพราะมันจะทำให้ระบบโดยรวมที่วางเอาไว้พังทลายลงได้

  และนั่นก็มีส่วนทำให้ คูตินโญ่ ต้องทนอยู่กับฝันร้ายมาจนถึงทุกวันนี้

ย้อนอดีต ศึกชิงเจ้าพรีเมียร์ลีก ที่ต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้าย !!

 ก่อนถึงเกมนัดสุดท้าย ของพรีเมียร์ลีกอังกษฤดูการปัจจุบัน ที่มีทีมลุ้นแชมป์อยู่สองทีม นั่นคือ “ลิเวอร์พูล” ที่ตามจ่าฝูงอย่าง “แมนเชสเตอร์ซิตี้” อยู่ 1 คะแนน การลุ้นแชมป์จนถึงเกมสุดท้าย ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เรามาย้อนดูว่า อดีตที่ผ่านมา มีฤดูการไหนบ้าง ที่ต้องลุ้นแชมป์จนนัดสุดท้าย

ย้อนอดีต ศึกชิงเจ้าพรีเมียร์ลีก ที่ต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้าย 

     ก่อนถึงเกมนัดสุดท้าย ของพรีเมียร์ลีกอังกษฤดูการปัจจุบัน ที่มีทีมลุ้นแชมป์อยู่สองทีม นั่นคือ “ลิเวอร์พูล” ที่ตามจ่าฝูงอย่าง “แมนเชสเตอร์ซิตี้” อยู่ 1 คะแนน การลุ้นแชมป์จนถึงเกมสุดท้าย ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เรามาย้อนดูว่า อดีตที่ผ่านมา มีฤดูการไหนบ้าง ที่ต้องลุ้นแชมป์จนนัดสุดท้าย

     ฤดูกาล 1994-1995 แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส  กำลังรั้งอยู่จ่าฝูงของตาราง แข่ง 41 นัด มี 89 คะแนน ทิ้งห่าง “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่เพียง 2 คะแนนเท่านั้น และเป็นแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่คว้าแชมป์ไปครอง

     ฤดูกาล 1998-1999 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กำลังรั้งอยู่จ่าฝูงของตาราง แข่ง 37 นัด มี 76 คะแนน ทิ้งห่างรองจ่าฝูง “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล อยู่เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น และเป็น “ปีศาจแดง” ที่คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ

     ฤดูกาล 2007-2008  “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” กำลังรั้งอยู่จ่าฝูงของตาราง โดยที่แต้มมากกว่าอันดับสองอย่าง “เชลซี” อยู่ 2 คะแนน และเป็น “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด “ที่คว้าแชมป์ไปครอง

     ฤดูกาล 2009-2010 เป็นปีที่ เชลซี เป็นจ่าฝูง โดยนำที่สองอย่าง แมนยู อยู่ 1 คะแนน และเป็น เชลซี ที่ได้แชมป์ไป

     ฤดูกาล 2011-2012 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีคะแนนเท่ากันที่ 86 คะแนน แต่ประตูได้เสียของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ดีกว่า ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ไปครอง

     ฤดูกาล 2013-2014 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล ลุ้นแชมป์กัน (คล้ายฤดูกาลปัจจุบัน) ซึ่งก่อนเกมนัดสุดท้าย ลิเวอร์พูล ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่ 2 คะแนน และสุดท้ายเป็น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์ไปครอง   

     ข้อสังเกต ในการลุ้นแชมป์นัดสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษในฤดูการที่กล่าวไปข้างต้นนั้น จะเห็นว่า ยังไม่มีทีมที่เป็นรองพลิกกลับมาเป็นแชมป์ลีกได้เลย แต่ทว่าในยุคก่อนพรีเมียร์ลีกยุคของการเป็น ดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล 1988-1989 นัดสุดท้าย ที่ตัดสินแชมป์กัน ระหว่าง ลิเวอร์พูล ที่คะแนนนำ อาร์เซน่อล อยู่ 3 คะแนน ทั้งสองทีมเจอกันในนัดสุดท้าย และเป็น “อาร์เซน่อล” เอาชะนะ “ลิเวอร์พูล” พลิกกลับมา คว้าแชมป์ไปด้วยประตูได้ที่มากกว่า

สรุปผลงาน สามแข้งไทย ในศึกเจลีก หลังผ่านไป 10 นัด

การแข่งขันฟุตบอลเจลีกผ่านไปแล้ว 10 นัด ในฤดูกาล 2019 นี้ แข้งชาวไทย อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน และฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ก็ถูกส่งลงสนามช่วยต้นสังกัดกันอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากผ่านไป 10 นัด พวกเขาจะสอบผ่านหรือไม่ ไปติดตามกันได้เลย

สรุปผลงาน สามแข้งไทย ในศึกเจลีก หลังผ่านไป 10 นัด

6c695d0323a9b9303139886cda5b7371.jpg

การแข่งขันฟุตบอลเจลีกผ่านไปแล้ว 10 นัด ในฤดูกาล 2019 นี้ แข้งชาวไทย อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน และฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ก็ถูกส่งลงสนามช่วยต้นสังกัดกันอย่างต่อเนื่อง แต่หลังจากผ่านไป 10 นัด พวกเขาจะสอบผ่านหรือไม่ ไปติดตามกันได้เลย

ชนาธิป สรงกระสินธ์

คอนซาโดเล่ ซัปโปโร

ในฤดูกาล 2019 เพลย์เมกเกอร์ชาวไทยยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม มีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมเก็บชัยได้อย่างต่อเนื่อง ในฤดูกาลนี้ คอนซาโดเล ซัปโปโร เปลี่ยนแปลงไปพอสมควร ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไม่มีคู่หูอย่าง เคน โทกูระ, โคจิ มิโยชิ ที่ย้ายทีมออกไป และแนวรุกที่คอยส่งบอลให้ยิงประตูอยู่บ่อยๆอย่าง เจย์ โบธรอยด์ ที่ได้รับบาดเจ็บ แต่ถึงแม้ทีมจะได้สองแข้งใหม่อย่าง อันแดร์สัน โลเปส และ มุซาชิ ซูซูกิ สองดาวยิงมาร่วมทีม แต่ฟอร์มการเล่นของทีมยังเอาแน่เอานอนไม่ได้

หลังผ่านไป 10 นัด ชนาธิป สรงกระสินธ์ ทำไปได้ 1 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ช่วยให้ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร อยู่อันดับที่ 5 มี 18 แต้ม ส่วนผลงานของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ลงสนามทั้ง 10 นัด ทำไปได้ 1 ประตู กับ 2 แอสซิสต์ ถือว่าสอบผ่าน เพราะชัยชนะในแต่ละนัดแข้งชาวไทยมีส่วนช่วยเยอะพอสมควร

ธีราทร บุญมาทัน

โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส

ธีราทร

มีประสบการณ์ในการค้าแข้งเจลีกมาแล้ว ในฤดูกาลที่ผ่านมา กับสโมสร วิสเซล โกเบ ทำให้ในฤดูกาล 2019 นี้ แฟนบอลไทยหลายคนหวังที่จะเห็น ธีราทร บุญมาทัน ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้กับ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ตั้งแต่นัดแรก แต่น่าเสียดายที่แข้งชาวไทยได้รับบาดเจ็บพลาดลงสนามไปทั้งสองนัด ต่อมาในนัดที่ 3 ก็ถูกส่งลงในสนามเป็นตัวจริงแต่มาถูกเปลี่ยนตัวออก หลังมีใบเหลืองติดตัว ส่วนเกมลีกนัดที่สอง ที่ ธีราทร ลงสนามเป็นเกมที่พบกับ โออิตะ ทรินิตะ ซึ่งในเกมดังกล่าวก็พลาดท่าพ่ายไป 2-0 หลังจากนั้น ธีราทร ก็นั่งสำรองยาว บางเกมก็ไม่มีชื่อ แต่ก็มีชื่อในฟุตบอลถ้วยแทน จนถึงเกมเจลีกนัดที่ 10 แบ็คซ้ายชาวไทยก็กลับมาลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้ง และเกมนี้เขาก็ช่วยให้ทีมเอาชนะ ซานเฟรซเช่ ฮิโรชิม่า ไป 1-0

หลังผ่านไป 10 นัด ธีราทร บุญมาทัน ลงสนามในเกมเจลีกไปทั้งสิ้น 3 นัด ช่วยให้ มารินอส อยู่ที่อันดับ 6 ของตารางมี 18 แต้ม ซึ่งหากนับฟุตบอลถ้วยอีก 4 นัด ก็รวมเป็น 7 นัด แต่ยังไม่มีบทบาทสำคัญทั้งการทำประตูและแอสซิสต์ให้กับ โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส ได้เลย โดยรวมแล้วยังถือว่าสอบไม่ผ่าน

 

ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

โออิตะ ทรินิตะ

ฐิติพันธ์

ย้ายมาค้าแข้งในเจลีกเป็นฤดูกาลแรก กับสโมสร โออิตะ ทรินิตะ ก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ทำได้ดีพอสมควร มีส่วนกับชัยชนะของทีมในหลายๆเกม แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีประตูในศึกเจลีก ส่วนฟุตบอลถ้วยก็มีชื่อช่วยทีมอย่างต่อเนื่อง

หลังผ่านไป 10 นัด ในศึกเจลีก ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ถูกส่งลงสนามไปทั้งสิ้น 8 นัด ช่วยให้ทีมอยู่ที่ อันดับ 3 เก็บได้ 20 คะแนน ซึ่งหากนับฟุตบอลถ้วยอีก 2 นัด ก็รวมเป็น 10 นัด ถึงแม้ในเจลีกยังไม่สามารถทำแอสซิสต์และยิงประตูได้เลย แต่ในฟุตบอลถ้วย ฐิติพันธ์ ประเดิมประตูแรกไปเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังทำได้อีก 1 แอสซิสต์ในฟุตบอลถ้วยด้วยเช่นเดียวกัน โดยภาพรวมถือว่ายังไม่ผ่าน ส่วนผลงานหลังจากนี้ ต้องมารอติดตามกัน

“ชนาธิป” เจ็บวืดช่วยคอนซาโดเล่เยือนแชมป์เจทู

“เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะทีมชาติไทย ไร้ชื่อในทีม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ชุดบุกทำศึก เจ ลีก กับ มัตซึโมโต้ ยามากะ แชมป์ เจ ทู 2018 ในวันอาทิตย์นี้ เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน

news201905120805345.jpg

“เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ ดาวเตะทีมชาติไทย ไร้ชื่อในทีม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ชุดบุกทำศึก เจ ลีก กับ มัตซึโมโต้ ยามากะ แชมป์ เจ ทู 2018 ในวันอาทิตย์นี้ เนื่องจากมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน

ศึก เจ ลีก 2019 นัดที่ 11 วันอาทิตย์ที่ 12 พ.ค.นี้ มัตซึโมโต้ ยามากะ แชมป์ เจ ทู 2018 ซึ่งเก็บไป 11 คะแนน จาก 10 แมตช์ รับการมาเยือนของ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ที่มี 18 แต้ม จาก 10 เกม โดยจะฟาดแข้งเวลา 11.00 น.  และมีถ่ายทอดสดผ่านทาง ทรูสปอร์ต เอชดี 2

ก่อนเกมเริ่ม 2 ชั่วโมง มีการประกาศในเว็บ เจ ลีก อย่างเป็นทางการว่า ทีมเยือนไม่มีชื่อของ “ชนาธิป” เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติไทย ที่พาทีมเก็บชัยในลีกสูงสุดแดนปลาดิบ 4 เกมรวดที่ผ่านมา ทั้ง ชนะ เซเรโซ่ โอซาก้า 1-0 (ย) และ ชนะ โยโกฮามา เอฟ มารินอส 3-0 (ห), ชนะ จูบิโล่ อิวาตะ 2-1 (ย) และ ชนะ วิสเซล โกเบ 2-1 (ห)

รายงานระบุว่า “ชนาธิป” มีปัญหาบาดเจ็บตั้งแต่เกม ลูวาน คัพ 2019 นัดที่ 5 เมื่อวันพูธที่ผ่านมา ซึ่งทีมเปิดบ้านแพ้ โยโกฮามา เอฟ. มารินอส 0-4 โดยเขาเป็นสำรองที่ถูกเปลี่ยนลงสนามในช่วง 30 นาทีสุดท้าย ทว่ากล้ามเนื้อฉีก ต้องพักอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ซึ่งทางสโมสร กำลังเร่งรักษาตัวดาวเตะรายนี้อย่างเต็มที่ เพื่อหวังฟิตทันลงเล่นเยือน เอฟซี โตเกียว วันเสาร์ที่ 18 พ.ค.นี้ เวลาไทย 12.00 น.

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก – สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

เดินทางมาถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018/19 การลุ้นหนีตกชั้น เราได้บทสรุปไปเรียบร้อย รวมถึงหน้าตาท็อปโฟร์ก็เริ่มชัดเจน ส่วนที่ยังต้องลุ้นกันในสุดสัปดาห์นี้คือ การหาแชมเปี้ยนส์ของอังกฤษ ที่ยังไม่ทราบว่าบัลลังก์จะตกไปเป็นของใคร และแน่นอนเราก็มีเกร็ดข้อมูลในแต่ละคู่ของเหล่าทีมบิ๊กซิ๊กซ์ มาเรียกอรรถรสให้แก่แฟนๆก่อนเกมปิดท้ายนี้ ไปดูพร้อมๆกันได้เลย

news2019051110254

เดินทางมาถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2018/19 การลุ้นหนีตกชั้น เราได้บทสรุปไปเรียบร้อย รวมถึงหน้าตาท็อปโฟร์ก็เริ่มชัดเจน ส่วนที่ยังต้องลุ้นกันในสุดสัปดาห์นี้คือ การหาแชมเปี้ยนส์ของอังกฤษ ที่ยังไม่ทราบว่าบัลลังก์จะตกไปเป็นของใคร และแน่นอนเราก็มีเกร็ดข้อมูลในแต่ละคู่ของเหล่าทีมบิ๊กซิ๊กซ์ มาเรียกอรรถรสให้แก่แฟนๆก่อนเกมปิดท้ายนี้ ไปดูพร้อมๆกันได้เลย

ไบรท์ตัน-แมนฯซิตี้

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

เกมสำคัญของพลพรรคเรือใบสีฟ้า ขอเพียงเก็บชัยชนะได้ก็จะส่งให้พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นปีที่สองติดต่อกัน

การเจอกับทีมระดับแชมป์เก่าบนเวทีลีกสูงสุดของไบรท์ตัน 11 นัดหลังสุดไม่สามารถเอาชนะได้เลย(เสมอ2 แพ้9) ส่วนแมนฯซิตี้เอาชนะนกนางนวลมาได้แล้ว 4 เกมติดต่อกันในทุกรายการ โดยซีซั่นนี้ก็เอาชนะได้ทั้งในบอลลีกและเอฟเอ คัพ

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

    นับตั้งแต่ฤดูกาล 2012/13 เป็นต้นมา ซิตี้ไม่เคยแพ้ในการสุดท้ายเลย ซึ่งน่าแปลก..ครั้งสุดท้ายที่แพ้นั้นมันมาจากฝีมือของคริส ฮิวจ์ตัน กุนซือคนปัจจุบันของไบรท์ตัน สมัยที่พานอริช บุกไปเอาชนะที่เอติฮัด 3-2

เบิร์นลี่ย์-อาร์เซน่อล

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

    แม้โอกาสจบอันดับ 4 ของอาร์เซน่อลยังมี แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันยากเหลือเกินที่พวกเขาจะทำได้ เพราะตอนนี้นอกจากมีแต้มตามหลังท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สามคะแนนแล้ว ผลต่างประตูได้-เสียยังเป็นรองถึง 8 ประตู

สองครั้งหลังสุดที่เบิร์นลี่ย์เล่นเกมปิดซีซั่น พวกเขาแพ้ทั้งสองเกมโดยที่นำไปก่อนทั้งสองนัด

ปีเตอร์ เคราช์ เป็นคนที่ชอบยิงในเกมปิดฤดูกาลเหลือเกิน เพราะตอนนี้สถิติเขายิงในเกมวันนี้ไปแล้วถึง 6 ลูก ซึ่งมีเพียง เลส เฟอร์ดินานด์, เท็ดดี้ เชอริงแฮม และแอนดี้ โคล ที่ทำไว้สูงสุด (8 ประตู)

เดอะ กันเนอร์ส บุกชนะเบิร์นลี่ย์มาแล้วสามเกมติดต่อกัน โดยเป็นสกอร์เดียวกันทั้งหมดคือ 1-0 ซึ่งสองครั้งหลังสุดได้ประตูชัยในช่วงนาทีสุดท้าย อีกทั้ง ไอ้ปืนใหญ่ไม่แพ้ใครเลยในวันสิ้นฤดูกาลตั้งแต่ซีซั่น 2004/05 โดย 7 เกมหลังสุดเอาชนะได้ทั้งหมด

เลสเตอร์-เชลซี

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

    หากเลสเตอร์เก็บสามแต้มได้จะการันตีจบพื้นที่ท็อปเท็นแน่นอน ส่วนเชลซีก็จบพื้นที่ท็อปโฟร์แล้ว

เดอะ ฟ็อกซ์ หมายมั่นจะเก็บชัยชนะเหย้า-เยือนต่อเชลซีให้ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ซีซั่น 2000/2001

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

    สามประตูหลังสุดที่เลสเตอร์ ยิงใส่เชลซีได้ มาจากฝีเท้าของเจมี่ วาร์ดี้ ทั้งหมด รวมถึงประตูชัยในเกมล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคม ขณะที่เบรนแดน ร็อดเจอร์ส มีสถิติไม่ดีนักยามเจอเชลซี เมื่อเขาไม่สามารถพาทีมชนะสิงห์บลูส์มาแล้ว 8 เกม(เสมอ4 แพ้4)

ส่วนเชลซี เอาชนะในการออกเยือนเลสเตอร์ 5 นัดจาก 6 เกมหลังสุด ซึ่งการแพ้นัดเดียวคือซีซั่นที่สุนัขจิ้งจอกคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อซีซั่น 2015/16

ลิเวอร์พูล-วูล์ฟแฮมป์ตัน

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

    อีกหนึ่งเกมสำคัญกับการหาแชมป์พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องชนะเอาไว้ก่อน แล้วลุ้นให้แมนฯซิตี้ไม่สามารถเก็บชัยจากไบรท์ตันได้

เจอร์เก้น คล็อปป์ ออกมาเผยว่า แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และโมฮาเหม็ด ซาลาห์ สลัดอาการเจ็บพร้อมลงสนามได้ในเกมนี้ ส่วนโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ยังคงเจ็บอยู่ลงไม่ได้แน่นอน

นี่เป็นครั้งที่ 6 แล้วที่ทั้งลิเวอร์พูลและวูล์ฟส์ ต้องมาเจอกันในเกมสุดท้ายของฤดูกาล(นับเฉพาะในการเล่นลีกสูงสุด) โดย 5 เกมหลัง เป็นหงส์แดงที่เอาชนะได้ทั้งหมดด้วยสกอร์รวม 12-4 และหากลูกทีมของคล็อปป์ ไร้พ่ายในนัดนี้จะทำให้พวกเขาไร้พ่ายในบ้านเป็นครั้งที่ 8 ของประวัติศาสตร์สโมสร ซึ่งจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ทำได้สองปีติดต่อกัน เมื่อซีซั่น 1978/79 และ 1979/80

57 แต้มของวูล์ฟส์ตอนนี้ นับเป็นคะแนนที่ทีมน้องใหม่ทำได้มากที่สุดนับตั้งแต่ซีซั่น 2000/01 ที่อิปสวิช ทาวน์ ทำได้ที่ 66 คะแนน

แมนฯยูไนเต็ด-คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

    แมนยูไม่ได้มีลุ้นที่จะขึ้นไปติด 4 อันดับแรกแล้ว ขณะที่คาร์ดิฟฟ์ก็ชิงตกชั้นไปก่อนเกมนัดสุดท้าย

ปีศาจแดงไม่แพ้ต่อคาร์ดิฟฟ์ มาแล้ว 8 เกมติดในลีก โดยชนะได้ 6 นัด ซึ่งครั้งล่าสุดที่แพ้ต้องย้อนไปเมื่อ พฤศจิกายน ปี 1960

เกมปิดซีซั่นถือเป็นการเปิดตัวนักเตะหน้าใหม่ของแมนยู เพราะพวกเขาให้โอกาสผู้เล่นได้ลงสนามเกมแรกในเกมสุดท้ายของฤดูกาลมาแล้ว 11 ราย ซึ่งมากกว่าทุกทีมในลีก และการลงเล่นเกมสุดท้าย 26 นัด แมนยูเอาชนะได้ถึง 18 เกมและไม่แพ้ใครมาแล้วตั้งแต่นัดปิดซีซั่น 2006/07

สเปอร์ส-เอฟเวอร์ตัน

ประเด็นร้อนก่อนเกมนัดสุดท้ายพรีเมียร์ลีก - สองแมตช์แห่งการตัดสินแชมป์

    ทางทฤษฎียังคงเป็นไปได้ที่สเปอร์สจะหลุดจากท็อปโฟร์ แต่อย่างที่บอกไปในข้ออาร์เซน่อล มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ไก่เดือยทองจะหลุดพื้นที่นี้

สเปอร์ส ไม่แพ้เอฟเวอร์ตันมาแล้ว 12 เกมติด(ชนะ7 เสมอ4) และเอาชนะได้ทั้ง 4 เกมหลังสุด ด้วยสกอร์รวมถึง 16-4

ทีมดังจากแถบลอนดอนเหนือ เอาชนะเกมปิดท้ายซีซั่น 7 จาก 8 เกมหลังสุด ขณะที่สามเกมหลังสุดในเกมปิดท้าย ระเบิดสกอร์ได้ถึง 23 ประตู ไล่ตั้งแต่ ชนะ 5-1 เหนือนิวคาสเซิล, 7-1 ต่อ ฮัลล์ ซิตี้ และ ซัดกันนัวกับเลสเตอร์ในชัยชนะ5-4

คริสเตียน เอริคเซ่น ทำสกอร์ใส่เอฟเวอร์ตันได้ทุกนัดในการเจอกันสามเกมหลังสุด

ส่วนเอฟเวอร์ตันเล่นเกมสุดท้ายของฤดูกาลสองปีหลังสุดแพ้ต่อทีมจากลอนดอนทั้งสิ้น ทั้งอาร์เซน่อลและเวสต์แฮม