ผี – หงส์ คิดการณ์ใหญ่ ปรับโครงสร้างพรีเมียร์ ลดเหลือ 18 ทีม ยกเลิกลีกคัพ

สำหรับรายละเอียดข้อเสนอแนะการเปลี่ยนแปลง เช่นการลดจำนวนทีมจาก 20 เหลือ 18 ทีมนั้น ฤดูกาลแรกจะมีทีมตกชั้น 4 ทีม และทีมขึ้นชั้นจากลีกแชมเปี้ยนชิพ 2 ทีม หลังจากนั้นการหาทีมขึ้นชั้น-ตกชั้น เมื่อจบฤดูกาล 2 ทีมอันดับล่างสุดของตารางจะตกชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมแชมป์และรองแชมป์ลีกแชมเปี้ยนชิพขึ้นชั้นอัตโนมัติ แต่ทีมอันดับ 16 ของพรีเมียร์ลีก จะได้ไปเตะเพลย์ออฟเพื่อลุ้นพื้นที่ในลีกสูงสุดฤดูกาลถัดไปกับทีมอันดับ 3-5 ของลีกแชมเปี้ยนชิพ

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม สื่อต่างประเทศรายงานว่า สโมสรลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สองทีมยักษ์ใหญ่ของเกาะอังกฤษ ผนึกกำลังกับลีกฟุตบอลอังกฤษ (อีเอฟแอล) เพื่อผลักดันให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างและรูปแบบการแข่งขันพรีเมียร์ลีก โดยลดจำนวนทีมจาก 20 ทีม เหลือ 18 ทีม รวมทั้งยกเลิกการแข่งขันฟุตบอลลีกคัพ และคอมมิวนิตี้ชิลด์

“เดลี่ เทเลกราฟ” ลงลึกในรายละเอียดว่า ข้อเสนอแนะเรื่องการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มจากเจ้าของสโมสรชาวอเมริกันของทั้ง 2 ทีม ได้แก่ กลุ่มเฟนเวย์ สปอร์ตส์ กรุ๊ป ของหงส์แดง และครอบครัวเกลเซอร์ของปีศาจแดง หารือกันเรื่องนี้เพื่อจัดทำเอกสารการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง แม้ทั้ง 2 ทีมจะยังไม่ยืนยันเรื่องดังกล่าว แต่ริค แพร์รี่ ประธานอีเอฟแอลออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า องค์กรให้การสนับสนุนแนวคิดนี้

สื่อระบุว่า เหตุผลที่อีเอฟแอลสนับสนุนแนวคิดนี้ เนื่องจากแผนโครงสร้างใหม่ จะนำรายได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของพรีเมียร์ลีก ไปเป็นเงินอุดหนุนสโมสรของลีกรอง เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำและช่องว่างเรื่องรายได้ระหว่างทีมในพรีเมียร์กับลีกรองของอังกฤษ นอกจากนี้ ยังมีแผนตั้งงบประมาณ 250 ล้านปอนด์ (10,250 ล้านบาท) เป็นทุนในการบรรเทาทุกข์จากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” และยังมีเงินให้เปล่าเป็น “ของขวัญ” สำหรับสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (เอฟเอ) อีก 100 ล้านปอนด์ (4,100 ล้านบาท) อีกด้วย

สำหรับรายละเอียดข้อเสนอแนะการเปลี่ยนแปลง เช่นการลดจำนวนทีมจาก 20 เหลือ 18 ทีมนั้น ฤดูกาลแรกจะมีทีมตกชั้น 4 ทีม และทีมขึ้นชั้นจากลีกแชมเปี้ยนชิพ 2 ทีม หลังจากนั้นการหาทีมขึ้นชั้น-ตกชั้น เมื่อจบฤดูกาล 2 ทีมอันดับล่างสุดของตารางจะตกชั้นอัตโนมัติ ส่วนทีมแชมป์และรองแชมป์ลีกแชมเปี้ยนชิพขึ้นชั้นอัตโนมัติ แต่ทีมอันดับ 16 ของพรีเมียร์ลีก จะได้ไปเตะเพลย์ออฟเพื่อลุ้นพื้นที่ในลีกสูงสุดฤดูกาลถัดไปกับทีมอันดับ 3-5 ของลีกแชมเปี้ยนชิพ

ในส่วนของการลงมติจะยกเลิกระบบ 1 ทีม 1 โหวตที่ใช้ในปัจจุบัน หันไปให้น้ำหนักทีมในกลุ่ม “บิ๊ก 6” ได้แก่ ลิเวอร์พูล แมนฯยู แมนฯซิตี้ เชลซี อาร์เซน่อล และท็อตแนม ฮอตสเปอร์ บวกกับอีก 3 ทีมที่ได้เล่นให้พรีเมียร์ลีกยาวนานอย่างเอฟเวอร์ตัน เวสต์แฮม และเซาธ์แฮมป์ตัน โดยเวลามีข้อเสนอแนะให้เปลี่ยนแปลงอะไรในลีก ถ้าจาก 9 ทีมนี้ ลงมติสนับสนุนอย่างน้อย 6 ทีม จะถือว่าผ่านมติที่ประชุม สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที

ปรากฏว่าหลังข่าวดังกล่าวรายงานออกไป ทางพรีเมียร์ลีกรีบแถลงการณ์ต่อต้าน และแสดงความผิดหวัง โดยระบุว่าข้อเรียกร้องหลายข้อจะมีผลกระทบทางลบกับลีกและการแข่งขันฟุตบอลโดยรวม รู้สึกผิดหวังที่แพร์รี่ ประธานอีเอฟแอลสนับสนุนเรื่องนี้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนหลักการลงมติที่ควรให้ความเคารพในสิทธิและเสียงของทุกสโมสร

ขณะที่สำนักข่าว “รอยเตอร์ส” วิเคราะห์ว่า บางสโมสรในพรีเมียร์ลีกน่าจะไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยกเลิกสิทธิ 1 ทีม 1 โหวตที่ใช้มาตั้งแต่ก่อตั้งลีกในปี 1992 ขณะที่สำนักข่าว “บีบีซี” ตั้งข้อสังเกตว่า มีการพิจารณาสิทธิพิเศษเรื่องการลงมติของ 9 ทีมที่เล่นในพรีเมียร์ลีกมายาวนาน แต่กลับมองข้ามแอสตัน วิลล่า และนิวคาสเซิล ทั้งที่ว่ากันตามจริงแล้ว 2 ทีมนี้ได้เล่นในพรีเมียร์ลีกมากฤดูกาลกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียอีก

ทั้งนี้ แผนการปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวจะนำมาใช้ได้จริงต่อเมื่อได้รับเสียงสนับสุนจากสโมสรพรีเมียร์ลีก 14 จาก 20 เสียงก่อน

ผลการจับสลาก UCL รอบแบ่งกลุ่ม 2020/21 แมนยูฯเจอของแข็ง ลิเวอร์พูลไม่ง่าย

ผลการจับสลากศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มฤดูกาล 2020/2021 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ไม่หนักมาก ส่วน “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจอแข็งโป๊ก

ผลการจับสลากศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มฤดูกาล 2020/2021 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ไม่หนักมาก ส่วน “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจอแข็งโป๊ก

กลุ่มเอ

บาเยิร์น มิวนิก

แอตเลติโก มาดริด

เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก

โลโคโมทีฟ มอสโก

กลุ่มอี

เซบีญา

เชลซี

กราสโนดาร์

แรนส์

กลุ่มบี

เรอัล มาดริด

ชัคตาร์ โดเนตส์ค

อินเตอร์ มิลาน

โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค

กลุ่มเอฟ

เซนิตฯ

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ลาซิโอ

คลับ บรูซ

กลุ่มซี
เอฟซี ปอร์โต

แมนเชสเตอร์ซิตี้

โอลิมเปียกอส

โอลิมปิก มาร์กเซย

กลุ่มจี

ยูเวนตุส

บาร์เซโลนา

ดินาโม เคียฟ

เฟเรนซ์วารอส

กลุ่มดี

ลิเวอร์พูล

อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม

อตาลันตา

มิดทิลลันด์

กลุ่มเอช

ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แอร์เบ ไลป์ซิก

อิสตันบูล เบซัคเซเฮียร์

อัพเดตตลาดนักเตะ ลีกดังยุโรป ลิเวอร์พูลจ่อได้ซาร์ บาร์ซ่าสอยแข้งนอริช

11 นักเตะยอดเยี่ยม & โค้ชยอดเยี่ยม ไทยลีกนัดที่ 6 (ฤดูกาล 2020-21)

11 นักเตะยอดเยี่ยม & โค้ชยอดเยี่ยม ไทยลีกนัดที่ 6 (ฤดูกาล 2020-21) การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ลงสนามในนัดที่ 6 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยสัปดาห์นี้แข้ง บีจี ติดโผมาหลายราย หลังบุกเชือด การท่าเรือ ถึงถิ่น แพท สเตเดียม ส่วนนักเตะทีมอื่นจะมีคนไหนโชว์ฟอร์มเข้าตา จนติดโผทีมยอดเยี่ยมบ้างนั้น ไปเช็คกันได้เลย

การแข่งขันฟุตบอลไทยลีก ลงสนามในนัดที่ 6 ไปเรียบร้อยแล้ว โดยสัปดาห์นี้แข้ง บีจี ติดโผมาหลายราย หลังบุกเชือด การท่าเรือ ถึงถิ่น แพท สเตเดียม ส่วนนักเตะทีมอื่นจะมีคนไหนโชว์ฟอร์มเข้าตา จนติดโผทีมยอดเยี่ยมบ้างนั้น ไปเช็คกันได้เลย

ผู้รักษาประตู

ฉัตรชัย บุตรพรม  : บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

ในสัปดาห์นี้ยังคงมีผู้รักษาประตูที่โชว์ฟอร์มได้ดีอีกหลายราย แต่ในรายของ ฉัตรชัย นั้นต้องยอมรับว่าสามารถเซฟประตูยากๆ ได้หลายจังหวะเลยทีเดียว มีส่วนสำคัญช่วยให้บีจี เก็บชัยชนะได้ในเกมนี้ พร้อมทั้งเก็บคลีนชีตไปได้อีกด้วย

 

กองหลัง

ยู จุน ซู : พีที ประจวบ เอฟซี

มีส่วนสำคัญในแนวรับของ พีที ประจวบฯ ทำให้เกมบุกของ ชลบุรี เล่นได้ยากขึ้น รวมทั้งลูกกลางอากาศที่ยังช่วยสกัดไว้ได้หลายครั้ง มีบทบาทมากๆกับเกมรับ ช่วยให้ทีมไม่เสียประตู และช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะนัดแรกได้สำเร็จ

อิรฟาน ฟานดี้ : บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

เป็นอีกหนึ่งปราการหลังจอมแกร่งของ บีจี ปทุมฯ ถึงแม้จะอายุน้อยที่สุด ในบรรดาแนวรับของทีมในเกมนัดนี้ แต่ อิรฟาน ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลังช่วยทีมจัดการกับเกมบุกของท่าเรือได้อยู่หมัด ก่อนที่จะช่วยให้ทีมบุกไปเก็บชัยชนะถึงถิ่น แพท สเตเดียม ได้สำเร็จ

ทริสตอง โด : ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมตลอดทั้งเกม สำหรับ ทริสตอง โด คอยสร้างสรรค์โอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้หลายครั้ง ก่อนที่จะจัดไป 2 แอสซิสต์ให้กับ ณัฐวุฒิ และ อานนท์ ซัดคนละประตู ช่วยให้ทีมพลิกกลับมาชนะ สุพรรณบุรี เอฟซี ได้สำเร็จ

 

กองกลาง

มิสึรุ มารุโอกะ : บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

ถึงแม้จะได้มีโอกาสร่วมซ้อมกับทีมได้ไม่นาน แต่อดีตดาวเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ตลอดเวลาที่แข้งรายนี้อยู่ในสนาม มีส่วนสำคัญกับเกมรุก สร้างความอันตรายให้เจ้าถิ่น การท่าเรือ เอฟซี ได้หลายครั้ง ก่อนจะจัด 1 แอสซิสต์ ให้ เจนรบ ซัดประตูชัยให้กับทีมในเกมนี้

คัพฟ้า บุญมาตุ่น : สุโขทัย เอฟซี

ในยามที่ต่างชาติคนสำคัญอย่าง จอห์น บาจโจ้ ติดโทษแบน แต่โชคดีของ ค้างคาวไฟ ก็ยังมี คัพฟ้า ที่มีความมุ่งมั่นทุกครั้งที่ได้รับโอกาส พร้อมซัดประตูชัยในนัดนี้ ช่วยให้ สุโขทัย เอฟซี บุกไปเอาชนะ ตราด 1-0

โชติภัทร พุ่มแก้ว : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

โชว์ฟอร์มได้ดีเป็นนัดที่ 2 ติดต่อกันแล้ว สำหรับ โชติภัทร นอกจากคอยตัดเกมได้หลายครั้ง ในส่วนของเกมรุกก็สร้างจังหวะอันตรายได้หลายครั้งเช่นเดียวกัน ก่อนที่จะจัดการแอสซิสต์ให้กับ อัครวินทร์ สวัสดี ซัด 1 ประตูในเกมนี้

อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ : ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

หนึ่งในผู้เล่นที่อันตรายที่สุดในเกมที่ แบงค็อก เปิดบ้านเอาชนะ สุพรรณบุรี เอฟซี ไปได้ 2-1 คงต้องยกให้เป็น อานนท์ เพราะนอกจากทำประตูได้ในเกมนี้แล้ว ยังสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวรับของสุพรรณฯ ได้หลายครั้งด้วย

กองหน้า

 

บิลล์ โรซิม่า : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

ถึงแม้อายุจะปาไป 36 ปีแล้ว แต่ความอันตรายของแข้งรายนี้ เรียกว่าไม่ลดลงเลย การซัดแฮตทริกในเกมนัดนี้ก็คงจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว ทั้งไหวพริบความคล่องตัว บิลล์ ก็ทำได้ยอดเยี่ยมหมด

วิลเลียน โมต้า : พีที ประจวบ เอฟซี

คอยสร้างความอันตรายให้กับแนวรับของ ชลบุรี ได้หลายครั้ง นอกจากจะเป็นคนที่เรียกจุดโทษได้แล้ว ยังเป็นคนยิงจุดโทษให้กับทีมและเป็นประตูชัยในเกมนัดนี้ด้วย

เจนรบ สำเภาดี : บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้กับทัพเดอะแรบบิท เจนรบ ก็ไม่ทำให้แฟนบอลต้องผิดหวัง หลังจัดการซัด 1 ประตูช่วยทีม และเป็นประตูชัยในเกมนี้ ช่วยให้ บีจี ปทุมฯ บุกมาชนะ การท่าเรือ ได้สำเร็จ พร้อมทั้งเล่นร่วมกับเพื่อนในทีมได้อย่างลงตัว

 

หัวหน้าผู้ฝึกสอน

มาซามิ ทากิ : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

ถึงแม้ในช่วง 4 นัดแรก จะออกสตาร์ทได้ไม่ดีนัก แต่หลังจากกลับมาจากพักเบรกหนี โควิด-19 สิงห์ เชียงรายฯ ก็ทำได้ยอดเยี่ยม เก็บชัยชนะมาได้ต่อเนื่องทั้งสองนัด นอกจากนี้ ยังไม่เสียประตูทั้งสองนัดที่ผ่านมา ต้องชื่นชม มาซามิ ทากิ ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ลูกทีมกลับมาโชว์ฟอร์มได้ดีอีกครั้ง

11 นักเตะยอดเยี่ยม & โค้ชยอดเยี่ยม ไทยลีกนัดที่ 5 (ฤดูกาล 2020-21)

หลังพักเบรกหนีโควิด-19 ไปนานกว่า 6 เดือน ศึกไทยลีก กลับมาลงสนามกันต่อในนัดที่ 5 ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นักเตะคนไหนจะโชว์ฟอร์มเข้าตา จนติดโผทีมยอดเยี่ยมบ้างนั้น ไปเช็คกันได้เลย กับ 11 นักเตะ & โค้ช ยอดเยี่ยม ไทยลีกนัดที่ 5 (ฤดูกาล 2020-21)

หลังพักเบรกหนีโควิด-19 ไปนานกว่า 6 เดือน ศึกไทยลีก กลับมาลงสนามกันต่อในนัดที่ 5 ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ นักเตะคนไหนจะโชว์ฟอร์มเข้าตา จนติดโผทีมยอดเยี่ยมบ้างนั้น ไปเช็คกันได้เลย

11 นักเตะ & โค้ช ยอดเยี่ยม ไทยลีกนัดที่ 5 (ฤดูกาล 2020-21)

ผู้รักษาประตู

พีระพงษ์ เรือนนินทร์

พีระพงษ์ เรือนนินทร์  : สุโขทัย เอฟซี

ในสัปดาห์นี้มีผู้รักษาประตูที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมหลายราย แต่ที่ต้องยกให้มีส่วนสำคัญช่วยทีมคว้าชัยคงต้องเป็น พีระพงษ์ เรือนนินทร์ ที่ออกแรงเซฟช่วยทีมไว้ได้หลายครั้ง จนนำมาซึ่งชัยชนะเหนือกิเลนผยองครั้งแรก

 

กองหลัง

นุกูลกิจ ครุฑใหญ่

สุริยา สิงห์มุ้ย : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

มีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมคว้า 3 แต้มในนัดนี้ นอกจากเกมรุกที่คอยเติมและเปิดบอลให้เพื่อนลุ้นทำประตูได้หลายจังหวะแล้ว เกมรับก็เล่นงานแข้งประจวบได้ดีเช่นกัน

ควอน แด ฮี : โปลิศ เทโร เอฟซี

ถึงแม้จะเสียไป 1 ประตูในเกมนี้ แต่โดยภาพรวม ควอน แด ฮี กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยป้องกันในจังหวะอันตรายๆ ไว้ได้หลายครั้ง ก่อนที่ไฟสนามจะตัดจบไว้เพียงแค่นาทีที่ 88

นุกูลกิจ ครุฑใหญ่ : สุโขทัย เอฟซี

นุกูลกิจ เป็นแนวรับที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นมากๆในเกมที่ สุโขทัย เปิดรังรับ เมืองทอง หลังจากคอยตามประกบ แดร์เลย์ จนไม่สามารถทำผลงานได้เป็นชิ้นเป็นอัน ช่วยให้ทีมเก็บคลีนชีตไปได้ในนัดนี้

 

กองกลาง

ปาณเดชา เงินประเสริฐ

โชติภัทร พุ่มแก้ว : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

มีส่วนสำคัญช่วยให้ สิงห์ เชียงรายฯ ประเดิม 3 แต้มแรก ในแมตช์รีสตาร์ท หลังจากที่คอยป้องกันเกมรับ และยังสร้างความอันตรายในเกมรุก ก่อนซัดประตูช่วยทีมเก็บชัยได้สำเร็จ

ยูโตะ โอโนะ : สมุทปราการ ซิตี้

แข้งชาวญี่ปุ่นใช้โอกาสได้ไม่เปลือง หลังมีจังหวะเพียงน้อยนิด ก็ซัด 1 ประตูช่วยทีมและเป็นประตูชัยในเกมสุมทรปราการ เปิดรังรับ ระยอง โดยปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยมไปอย่างสวยงาม

ปาณเดชา เงินประเสริฐ : สุพรรณบุรี เอฟซี

เป็นนักเตะที่โดดเด่นมากที่สุดในเกมนี้เลยก็ว่าได้ เพราะนอกจากเกมรับที่คอยป้องกันได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ในส่วนของเกมรุกก็สร้างความอันตรายได้หลายจังหวะ ก่อนเบิกสกอร์แรกให้กับทีมในเกมนี้ด้วย

กษิดิ์เดช เวทยาวงศ์ : สุพรรณบุรี เอฟซี

แม้พักเบรกหนีโควิด-19 ไปนานหลายเดือน แต่แข้งรายนี้ก็ยังรักษาฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม โดย กษิดิ์เดช สร้างความอันตรายในเกมรุกได้หลายครั้ง ก่อนที่จะโยกหลอกแนวรับ โคราช ซัดเต็มข้อช่วยให้ทีมเอาชนะไปได้ 2-0 และเก็บคลีนชีตได้

พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล : สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

ยังคงสร้างความอันตรายในแดนกลาง มีบทบาททั้งในเกมรับและเกมรุก พยายามหาจังหวะสร้างสรรค์โอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม และจัดไปได้ 1 แอสซิสต์ ช่วยทีมประเดิมเก็บชัยหลังโควิด-19

 

กองหน้า

แฮร์ริสัน ไคออน

ฮิบสัน เมโล่ : สุโขทัย เอฟซี

คอยสร้างความอันตรายให้กับแนวรับของเมืองทองอยู่หลายจังหวะ มีบทบาทกับเกมตลอด 90 นาทีในสนาม ก่อนจะโซโล่เดี่ยวจากกลางสนามแหวกผู้เล่นเมืองทองมาซัดประตูชัยให้กับทีม

แฮร์ริสัน ไคออน : ชลบุรี เอฟซี

ถือเป็นผู้เล่นที่สร้างความอันตรายมากที่สุดในเกมรุกของ ชลบุรี ในเกมนี้ นอกจากจะเป็นคนที่มีส่วนกับ 3 ประตูที่เกิดขึ้นแล้ว ไคออน ยังจัดการซัดคนเดียวไปถึง 2 ประตู ช่วยให้ ชลบุรี เปิดรังเอาชนะ ตราด ไปได้ 3-2

 

หัวหน้าผู้ฝึกสอน

รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค

รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค : โปลิศ เทโร เอฟซี

สัปดาห์นี้มีกุนซือทำผลงานได้ดีหลายราย แต่ต้องขอยกตำแหน่งยอดเยี่ยมประจำสัปดาห์ให้กับ “โค้ชอ้น” รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค แม้ผู้เล่นในทีมจะดูเป็นรองกว่า การท่าเรือ เอฟซี อยู่หลายขุม แต่ก็สามารถรับมือได้อย่างยอดเยี่ยม

หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ !! เพราะเหตุใดแฟนผีแดงต้องรู้จัก “เจ้าชายซาอุฯ”

ข่าว-บอลสเต็ป-768x403.jpg

images-600x400.jpg

via หนึ่งคำถาม ล้านคำตอบ !! เพราะเหตุใดแฟนผีแดงต้องรู้จัก “เจ้าชายซาอุฯ”

บทสรุปไทยลีก 2019

 

รูดม่านปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับมหากาพย์การลุ้นแชมป์ลีกในปีนี้จนถึงสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี เนื่องจากสนามกีฬากลาง จ.สุพรรณบุรี นั้นแข่งจบไปก่อนแล้ว ทีมแชมป์ลีกปีนี้เป็นหน้าใหม่อย่าง สิงห์ เชียงรายฯ ที่ประกาศให้ทุกคนเห็นว่าแม้ทีมจะมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีหัวใจที่เป็นนักสู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง วันนี้ขอเสนอบทสรุปไทยลีก 1 ทั้งหมดที่เป็นที่จดจำของแฟนบอลมาให้อ่านกันครับ…

“กว่าง” แชมป์หน้าใหม่ในรอบ 10 ปี

เชียงราย แชมป์ไทยลีก 2019

หากเป็นการนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 มีแค่ 2 ทีมเท่านั้นที่สามารถยืดหยัดยืนระยะได้นานอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ผลัดสลับกันคว้าแชมป์ลีกไปครอง ทำให้ทีมอื่นๆ ที่เป็นทีมคู่แข่งได้แต่มองตาปริบๆ ไม่มีโอกาสได้สัมผัสแชมป์ลีกกันเลย โดยตลอด 10 ปีมานี้ บุรีรัมย์ฯ คว้าแชมป์ลีกไปแล้ว 6 สมัย ส่วน เมืองทอง ได้ไป 4 สมัย ก่อนที่ปีนี้จะเป็นปีที่เข้าสู่ยุคใหม่ คือมันมีเค้าเริ่มมาแล้วว่าปีนี้ บุรีรัมย์ฯ อย่างที่ทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขาไม่แข็งแกร่งเหมือนปีก่อนๆ สังเกตได้ง่ายๆ ถ้าปีไหนพวกเขาคว้าแชมป์ลีกมักจะได้ก่อนจบฤดูกาลแทบทุกครั้ง แต่สำหรับปีนี้ไม่ใช่เลย ทำให้ทีมคู่แข่งอย่าง สิงห์ เชียงรายฯ หรือ การท่าเรือ เอฟซี ที่เคยมีลุ้นอยู่ช่วงหนึ่งขึ้นมาท้าทายตำแหน่งบัลลังก์แชมป์ของ บุรีรัมย์ นั่นเอง แต่ท้ายที่สุดแล้วทีมที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้อย่าง สิงห์ เชียงรายฯ ก็ทำได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของสโมสร

การเปลี่ยนแปลงก่อนเริ่มแข่งของ “กว่าง”

ไอล์ตัน ซิลวา บอร์จีส เชียงราย

เชื่อว่ามีแฟนบอลจำนวนไม่น้อยที่จำเหตุการณ์นี้ได้คือหลังจากจบศึกออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 2019 ที่ สิงห์ เชียงรายฯ พ่ายต่อ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-3 เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา จากนั้นทัพ “กว่างโซ้ง” ก็ได้แยกทางกับ โชเซ่ อัลเวส บอร์จีส เฮดโค้ชชาวบราซิลที่คุมทีมได้เพียงแค่ช่วงปรีซีซั่น ก่อนเปิดฤดูกาลแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น ก่อนที่ทีมจะแต่งตั้ง ไอล์ตัน ซิลวา ผู้ช่วยของ บอร์จีส เข้ามาสานต่อการทำงานในฤดูกาล 2019 ซึ่งช่วงนั้นมีกระแสออกมาว่าทีมจะไปรอดหรือไม่ ตั้งโค้ชโนเนมไม่มีใครรู้จักขึ้นมาจะทำทีมไปได้สักแค่ไหน กระทั่งเมื่อเวลาผ่านมา ไอล์ตัน ได้พิสูจน์กึ๋นของตัวเองให้ทุกคนเห็นแล้วว่าเขาก็ทำได้เหมือนกัน แม้ช่วงแรกจะมีติดๆ ขัดๆ ไปบ้าง ตกรอบฟุตบอลถ้วยทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ภายในสัปดาห์เดียว แต่เป้าหมายสูงสุดของสโมสรยังคงเป็นแชมป์ไทยลีก ที่ยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน กระทั่งนัดสุดท้ายก็ยังไว้ลายบุกไปถล่ม สุพรรณบุรี 5-2 ก่อนที่ผลอีกคู่ระหว่าง เชียงใหม่ กับ บุรีรัมย์ จะเป็นใจด้วย

“เอกนิษฐ์” มาได้ถูกเวลา

เอกนิษฐ์ ปัญญา เชียงราย

การที่ทีมยังไม่เรียก เอกนิษฐ์ ปัญญา เข้ามาเล่นให้ทีมตั้งแต่ช่วงเลกแรก ของฤดูกาล 2019 นั่นเป็นเพราะช่วงนั้น “เจ้าบุ๊ค” ยังคงหาฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอและตำแหน่งตัวจริงในทีม เชียงราย ยังไม่ได้รวมถึงโอกาสที่จะลงเป็น 11 ตัวจริงก็น้อยเช่นเดียวกัน ทำให้เจ้าตัวต้องอยู่ช่วย เชียงใหม่ เอฟซี ต่อไป หลังจากฤดูกาล 2018 ก็มีส่วนช่วยทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดของไทยได้เป็นครั้งแรก โดยผลงานเลกแรก เจ้าตัวก็ช่วยยิงประตูให้ทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” ได้อยู่เรื่อยๆ แม้ทีมจะอยู่ท้ายตารางแต่ผลงานส่วนตัวถือว่าสอบผ่าน ก่อนที่เลกสองจะได้รับโอกาสจากทีมต้นสังกัดที่แท้จริงอย่าง เชียงราย เจ้าตัวเริ่มสร้างชื่อจากการโซโล่เดี่ยวหลุดไปยิงประตูใส่ บุรีรัมย์ ในเกมลีกที่เปิดรังชนะ 4-0 ก่อนจะไปต่อยอดติด ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในยุคของ อากิระ นิชิโนะ กระทั่งสามารถยิงประตูชัยให้ “ช้างศึก” ดับ ยูเออี 2-1 ในเกมคัดบอลโลก 2022 ได้อีกด้วย ก่อนที่เกมนัดสุดท้ายในลีกจะมายิง 1 จ่าย 1 และเรียก 1 จุดโทษได้อีก เรียกได้ว่านี่คืออีกหนึ่ง “เพชรเม็ดงามของเชียงราย” ที่ทีมจะต้องคอยประคบประหงมให้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

“กิเลนผยอง” กับปีที่ผกผัน

เมืองทอง 2019

เรามาพูดถึงทีมอื่นๆ กันบ้าง สำหรับผลงานในปีนี้ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อดีตทีมแชมป์ไทยลีก 4 สมัย อย่างที่ทุกๆ คนรู้ว่าพวกเขาช่วงต้นฤดูกาล 2019 เป็นช่วงเวลาที่แสนลำบากและตกต่ำสุดๆ จากผลงานที่ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ทีมตกไปอยู่ในโซนตกชั้นอยู่เป็นเดือนๆ จากการที่ทีมมีการเปลี่ยงแปลงเรื่องโค้ชทั้ง “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ที่คุมทีมได้แค่ 5 เกมแรกก็แยกทางกับทีมไป ก่อนที่ทีมจะเปลี่ยนโค้ชอีกครั้งเป็น ยุน จอง ฮวาน เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้ที่พกดีกรีแชมป์บอลถ้วยของญี่ปุ่นติดตัวมาด้วย ทว่าทีมก็ยังไม่สามารถหาจุดเปลี่ยนระบบการเล่นได้ ทำให้สโมสรต้องเร่งหาตัวโค้ชคนใหม่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทีมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่หวยจะไปตกที่ อเล็กซานเดร กาม่า เฮดโค้ชชาวบราซิลผู้ที่เคยพาทีมในไทยลีกคว้าแชมป์มาแล้วมากมาย เข้ามากอบกู้สถานการณ์ทีม และแล้วก็เป็นไปอย่างที่ทุกคนคิดคือทัพ กิเลนผยอง ดีขึ้นชนะต่อเนื่องหลายนัดทำอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่า กาม่า เข้ามาปลุกผีกิเลนผยอง กลับมาฮึดสู้ได้อีกครั้ง ก่อนจะจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 5 ของตาราง

“ปราสาทสายฟ้า” ปีหน้ากลับมาแน่

บุรีรัมย์ ไทยลีก 2019

ถึงแม้ในฤดูกาลนี้จะไม่มีถ้วยแชมป์ติดมือมาประดับตู้โชว์ที่สโมสร สำหรับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ปีนี้พวกเขาต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงมากมายในแง่ของ นักเตะที่เป็นเหมือนหัวใจของทีมอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต อีกหนึ่งดาวยิงระดับตำนานแถวหน้าของศึกไทยลีกที่ถูกปล่อยไปเล่นในลีกของมาเลเซีย ทำให้ทัพ ปราสาทสายฟ้า ต้องสร้างระบบทีมใหม่เมื่อไร้เงาของดาวยิงชาวบราซิลนั่นเอง รวมถึงการขาดไปของ จักรพันธ์ แก้วพรม อีกหนึ่งหัวใจในเกมแดนกลางก็มีส่วนไม่ใช่น้อยเพราะอาการบาดเจ็บที่คอยเล่นงานอยู่ตลอด อีกทั้งการกรำศึกหนักจากเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มีส่วนเช่นเดียวกัน หลังนักเตะตัวต่างชาติที่ทีมเสริมเข้ามาอย่าง เปโดร จูเนียร์ , โมดิโบ ไมก้า และ ฮาจิเมะ โฮโซไก ยังไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะรายหลังที่ทีมไม่ส่งชื่อลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม เนื่องจากเจ้าตัวยังไม่ฟิตสมบูรณ์ ทำให้โควต้านักเตะเอเชียตกไปอยู่กับ เลือง ซวน เชือง ดาวเตะชาวเวียดนามนั่นเอง ขณะที่ในเลกสองทีมก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้งเมื่อไปคว้า นาเซอร์ บาราซิต และ ราสมุส ยอนห์สัน เข้ามาแก้ไขเกมรุก แต่ก็ยังไม่สามารถผลิตสกอร์ได้อย่างที่ทีมต้องการและคาดหวังได้ ทำให้ปีนี้เราได้เห็นทีม 11 ตัวจริงที่มี สุภโชค สารชาติ , ศุภชัย ใจเด็ด , ศศลักษณ์ ไหประโคน และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ได้ลงเล่นอยู่บ่อยครั้ง แต่เชื่อว่าฤดูกาลหน้าหากทีมได้นักเตะตัวต่างชาติที่มีฝีเท้าใกล้เคียง ดิโอโก้ เข้ามา บวกกับบรรดานักเตะไทยที่กล่าวมาที่กำลังสุกงอมแล้ว เชื่อเถอะว่าฤดูกาล 2020 บุรีรัมย์ฯ ยังคงเป็นทีมที่ทึมอื่นๆ ยังต้องเกรงขามอยู่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน

“ขงเบ๊” มิสเตอร์หนีตกชั้น

ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก สุโขทัย

เมื่อช่วงต้นฤดูกาล 2019 “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก ยังคุมทีมลุ้นแชมป์อย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด อยู่เลย ทว่าเจ้าตัวได้คุมทีมไปแค่ 5 นัดเท่านั้นในลีกก่อนจะแยกทางกันหลังทำผลงานได้ไม่ดี จากนั้นผ่านไปไม่นานเจ้าตัวก็คัมแบ็คสู่การคุมทีมอีกครั้งด้วยการเข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของ สุโขทัย เอฟซี ต่อจาก ลูโบเมียร์ ริสตอฟสกี ที่ทำทีมอยู่ในโซนสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้น โดยสถิติของ “โค้ชเบ๊” ถือว่าน่าสนใจเป็นอย่างมากเมื่อเจ้าตัวเข้ามาคุมทีมที่กำลังหนีตกชั้น เริ่มจากปี 2015 คุม สระบุรี เอฟซี รอดตกชั้น , ปี 2016 คุม ซุปเปอร์ พาวเวอร์ฯ รอดตกชั้น , ปี 2017 คุม สุโขทัย เอฟซี รอดตกชั้น , ปี 2018 คุม สุพรรณบุรี เอฟซี รอดตกชั้น และล่าสุด ปี 2019 คุม สุโขทัย เอฟซี รอดตกชั้น เรียกได้ว่าเป็นมิสเตอร์ผู้พาทีมรอดตกชั้นตัวจริงเสียงจริง

“พยัคฆ์ล้านนา” ทีมตกชั้นที่น่าจดจำ

เชียงใหม่ เอฟซี 2019

วีรกรรมของทัพ “พยัคฆ์ล้านนา” เชียงใหม่ เอฟซี คงเป็นที่พูดถึงของแฟนบอลชาวไทยไปอีกนานเลยทีเดียวหลังพวกเขาสามารถหยุดยั้งทีมเต็งแชมป์อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้สำเร็จในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2019 ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเองนับหมื่นคนที่สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ทำให้อานิสงส์ตกไปเป็นของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ทีมบ้านพี่เมืองน้องกันที่ต้องการให้ บุรีรัมย์ สะดุดในเกมนัดสุดท้าย เพื่อที่จะปาดหน้าคว้าแชมป์ลีกไปครองนั่นเอง ถึงแม้ เชียงใหม่ จะตกชั้นไปแล้วก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้เล่นแบบทีมไม่มีอนาคต พวกเขาเล่นเหมือนทีมที่กำลังมีลุ้นแชมป์หรือหนีตกชั้นด้วยซ้ำไป มีเท่าไรใส่เต็มทุกจังหวะ ไม่สนว่าจะเจ็บหรือโดนใบแดงแต่อย่างใด แต่พวกเขาอยากเขียนประวัติศาสตร์ให้กับตัวเองในการเป็นที่จดจำของแฟนบอลว่าครั้งหนึ่งเคยมีส่วนร่วมในการหยุด บุรีรัมย์ พลาดแชมป์ไทยลีกมาแล้วนั่นเอง

เครดิตรูป : เพจบุรีรัมย์ , เชียงราย , เมืองทอง , สุโขทัย , เชียงใหม่

10 การเซ็นต์สัญญายอดแย่ของทีม หงส์แดง ลิเวอร์พูล ที่ต้องบอกเลยว่าเสียดายเงินที่จ่ายไปจริงๆ

หงส์แดง ลิเวอร์พูล เป็นทีมระดับโลกที่เต็มประด้วยประวัติศาสตร์ลูกหนังอย่างมากมายนั่นจึงทำให้สโมสรแห่งนี้สามารถดึงดูดให้นักฟุตบอลย้ายมาค้าแข้งกับพวกเขาได้ไม่ยากซึ่งก็มีทั้งนักเตะที่ฝีเท้าระดับโลกและนักเตะที่ฝีเท้าธรรมดาแวะเวียนกันมาค้าแข้งกับทีม หงส์แดง ไม่ขาดสาย แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะได้นักเตะดีๆมาร่วมทีมเสมอเพราะบางครั้งพวกเขาก็พลาดซื้อนักเตะที่เป็นการเว็นต์สัยญาที่ผิดพลาดอย่างแรงของพวกเขาด้วยเหมือนกัน

_______________________________________________________________________________________

10. Fernando Morientes

■ย้ายมาจากทีม : เรอัล มาดริด (6.3 ล้านปอนด์) / ปี 2005–2006

“เฟอร์นันโด มอริเอนเตส” อดีตหัวหอกผมสลวยสวยเก๋ชาว สเปน เขาย้ายจากทีม ราชันย์ชุดขาว เรอัล มาดริด มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2005 ด้วยค่าตัว 6.3 ล้านปอนด์

มอริเอนเตส โชว์ฟอร์มได้ดีพอสมควรสมัยที่อยู่กับ ราชันย์ชุดขาว ยิงประตูได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจดึงตัวเขามาร่วมทีมเพราะหวังว่า ฟอร์มการยิงประตูที่โดดเด่นของเขาไม่ว่าจะเป็นลูกโหม่งหรือการเข้าฮอสที่เป็นเครื่องหมายการค้าของเขานั้นจะช่วยผลิตสกอร์ให้ ลิเวอร์พูล ได้เป็นกอบเป็นกำเพื่อนำพาทีมกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้ง แถมแฟนบอลยังความหวังว่าเขาจะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งกอหน้าเบอร์ 9 แทนที่ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ ตำนานของทีม หงส์แดง ที่อำลาทีมไป แต่แล้วแฟนบอล หงส์แดง กลับต้องผิดหวังและเซ็งสุดๆเมื่อ มอริเอนเตส ลืมพกฟอร์มเก่งในการลั่นสกอร์เหมือนสมัยที่อยู่กับ เรอัล มาดริด มาด้วยทำให้เขายิงประตูในทุกรายการให้กับ หงส์แดง ได้เพียง 12 ประตูตลอดการค้าแข้งในถิ่น แอนฟิลด์ 2 ปี ก่อนที่จะถูกเลหลังขายทิ้งไปให้กับ บาเลนเซีย ด้วยราคาที่ขาดทุนอีกต่างหาก เรียกได้ว่าซื้อมาใช้ไม่คุ้มไม่พอยังขาดทุนจากการขายทิ้งออกไปจากทีม ไม่มีอะไรดีจริงๆสำหรับการดึงตัว มอริเอนเตส มาร่วมทีมของ หงส์แดง

 

_______________________________________________________________________________________

9. Robbie Keane

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Robbie Keane

■ย้ายมาจากทีม : ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส (19 ล้านปอนด์) / ปี 2008–2009

“ร็อบบี้ คีน” หัวหอกฝีเท้าดีชาว ไอร์แลนด์ เขาย้ายจากทีม ไก่เดือยทอง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2008 ด้วยค่าตัว 19 ล้านปอนด์

ร็อบบี้ คีน จัดว่าเป็นกองหน้าที่มีฝีเท้าระดับต้นๆของพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียวเพราะสมัยที่เขาอยู่กับทีม ไก่เดือยทอง เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงยิงประตูได้เป็นกอบเป็นชนิดที่ว่าถ้าได้ง้างเท้าเตรียมใส่สกอร์ได้เลย ทำให้ ลิเวอร์พูล จัดการคว้าตัวเขามาร่วมทีมเพื่อหวังให้เขาจับคู่กับ เฟอร์นันโด ตอเรส ช่วยกันถล่มประตูให้กับทีม หงส์แดง แต่ความจริงช่างเจ็บปวดยิ่งหนักสำหนับแฟนบอล หงส์แดง เพราะ ร็อบบี้ คีน ไม่เคยเล่นได้เฉียดใกล้กับฟอร์มอันร้อนแรงสมัยที่อยู่กับ สเปอร์ส เลยแม้แต่นัดเดียว แถมยังเล่นไม่เขาขากับ ตอเรส อีกต่างหาก ทำให้เขาได้ลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ไปทั้งหมด 28 นัด ยิงประตูได้เพียงน้อยนิดแค่ 7 ประตู ตลอดการค้าแข้งกับที หงส์แดง และเขาค้าแข้งอยู่กับ หงส์แดง เพียงแค่ฤดุกาลเดียวก็โดยถีบหัวส่งขายกลับไปให้ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ด้วยราคาที่ขาดทุนย่อยยับ ทั้งๆที่เพิ่งซื้อมาใช้งานได้ปีเดียวด้วยราคาสูงถึง 19 ล้านปอนด์ เป็นการเซ็นต์สัญญาที่แย่ของ หงส์แดง จริงๆ

 

_______________________________________________________________________________________

8. Bruno Cheyrou

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Bruno Cheyrou

■ย้ายมาจากทีม : ลีลล์ (5.53 ล้านปอนด์) / ปี 2002–2006

“บรูโน่ เชย์รู” อดีตมิดฟิลด์ฉายา นิวซีดาน ชาว ฝรั่งเศส เขาย้ายจากทีม ลีลล์ มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2002 ด้วยค่าตัว 5.53 ล้านปอนด์

เชย์รู ฉายแววว่าจะเป็นยอดมิดฟิลด์ออกมาสมัยอยู่กับ ลีลล์ เขาเล่นได้โดดเด่นเป็นอย่างมากในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็น นิวซีดาน ลิเวอร์พูล จึงไม่รอช้าจัดการคว้าตัวเขามาร่วมทีมเพื่อหวังว่าจะให้มาคอยบัญชาเกมให้ หงส์แดง และเพียงเกมแรกที่เขาลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล ในนัดอุ่นเครื่องพบกับ เรอัล มาดริด เขาก็ทำผลงานได้เป็นอย่างดีจนแฟนบอลต่างก็พากันคิดไปว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกเหมือนกับ ซีดาน รุ่นพี่ของเขาในทีมชาติได้แน่ๆ แต่ดูเหมือนว่าฟอร์มอันโดดเด่นของเขาในเกมพบกัน เรอัล มาดริด นั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้นเพราะหลังจากนั้นเขาก็เหมือนกับเป็นคนละคนไปเลยโชว์ฟอร์มได้ไม่เอาไหน จนตกเป็นตัวสำรองและไม่ค่อยได้ลงสนาม โดยตลอดเวลาที่เขาค้าแข้งกับทีม หงส์แดง 2 ปี เขายิงประตูให้ทีมได้เพียง 5 ประตูเท่านั้น ก่อนที่จะถูกส่งตัวให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งาน กลายเป็นว่าฉายา นิวซีดาน ที่เขาเคยได้รับการยกย่องนั้น เขาเป็นได้แค่ของปลอมทำเหมือนเท่านั้น

 

_______________________________________________________________________________________

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Andriy Voronin

■ย้ายมาจากทีม : ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (ฟรี) / ปี 2007–2010

“อังเดร โวโรนิน” อดีตหัวหอกไอ้หนุ่มผมยาวชาว ยูเครน เขาย้ายจากทีม ห้างขายยา ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2007 แบบไร้ค่าตัว

โวโรนิน จัดว่าเป็นกองหน้าที่เทคนิคดีคนหนึ่งเลยทีเดียว แม้ว่าเขาจะไม่ใช่กองหน้าประเภทที่ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำ แต่สถิติการยิงประตูของเขากับ เลเวอร์คูเซ่น ก็ไม่ได้ขี้เหล่อะไรเลย ทำให้เมื่อเขาหมดสัญญากับห้างขายยา ลิเวอร์พูล จึงจัดการคว้าตัวเขามาร่วมทีมเพื่อเสริมแนวรุกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งการที่เขาเป็นถึงกองหน้าตัวจริงของทีมชาติ ยูเครน ก็น่าจะการันตีถึงคุณภาพฝีเท้าของเขาได้เป็นอย่างดี แต่อนิจจา โวโรนิน ประสบความล้มเหลวอย่างจังในการมาค้าแข้งกับ ลิเวอร์พูล เพราะเขาไม่สามารถปรับตัวในการเล่นพรีเมียร์ลีกได้ แถมยังมีสถิติการยิงประตูให้กับทีม หงส์แดง แบบน่ารักน่าชังมากๆด้วยจำนวน 6 จากการลงสนาม 38 นัดในระกว่าง 3 ปีที่อยู่กับทีม

แถมยังถูกส่งไปให้ทีมอื่นยืมตัวไปใช้งานในปี 2008 อีกด้วย และถึงแม้ว่า ลิเวอร์พูล จะไม่เสียเงินซื้อตัวเขาซักบาท

แต่ค่าเหนื่อยที่จ่ายให้กับเขาตลอด 3 ปีที่เขาอยู่กับทีม หงส์แดง ต้องบอกเลยว่าไม่คุ้มค่ากับค่าเหนื่อยที่เสียไปจริงๆ

 

_______________________________________________________________________________________

6. Salif Diao

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Salif Diao

■ย้ายมาจากทีม : เซอด็อง (4.7 ล้านปอนด์) / ปี 2002–2005

“ซาลีฟ ดิเยา” อดีตมิดฟิลด์ตัวรับชาว เซเนกัล เขาย้ายจากทีม เซอด็อง มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2002 ด้วยค่าตัว 4.7 ล้านปอนด์

ดิเยา โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในศึกฟุตบอลโลก 2002 ซึ่ง เซเนกัล เพิ่งจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก ทำให้ ลิเวอร์พูล เกิดอาการปิ้งเข้าอย่างจัง ไม่เช็คฟอร์มการเล่นย้อนหลังของเขาซะก่อนจัดการดึงตัวเขามาร่วมทีมหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2002 หลังจากที่เขามาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลแรกเขาได้รับโอกาสลงสนามบ่อยมากๆ แต่เขาก็ไม่สามารถโชว์ฟอร์มการเล่นให้ดีได้เหมือนที่เคยทำในฟุตบอลโลก 2002 ออกมาได้เลย ทำให้ในช่วงปีหลังๆ เขาไม่ค่อยได้ลงสนามให้กับ หงส์แดง มากเท่าไหร่ จนถูกส่งให้ไปทีม เบอร์มิ่งแฮม ยืมตัวไปใช้งานในปี 2004 ช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง และยังถูกส่งไปให้ทีม พอร์ทสมัธ ยืมตัวไปใช้งานอีกในปี 2005 ก่อนที่ หงส์แดง จะเลหลังปล่อยเขาออกจากทีมไปอยู่กับ สโต๊ค ซิตี๊ ในปี 2006 นับได้ว่าเป็นการซื้อตัวที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งเพราะการที่ซื้อตัวนักเตะที่เล่นดีแค่ในช่วงทัวร์นาเม้นท์ระดับชาติซึ่งเป็นรายการระยะสั้นนั้นนับว่าเสี่ยงเป็นอย่างมาก

 

_______________________________________________________________________________________

5. El Hadji Diouf

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ El Hadji Diouf

■ย้ายมาจากทีม : ล็องส์ (10 ล้านปอนด์) / ปี 2002–2005

“เอล ฮัดจิ ดิยุฟ” อดีตหัวหอกแบดบอยชาว เซเนกัล เขาย้ายจากทีม ล็องส์ มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2002 ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์

ดิยุฟ เป็นนักเตะที่มีทักษาะดีคนหนึ่งเลยทีเดียว โดดเขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงในศึกฟุตบอลโลลก 2002 นักที่ เซเนกัล พลิกล้อค เอาชนะ ฝรั่งเศส ทำให้แมวมองจากทีมชั้นนำในตอนนั้นต่างก็จับตาดูฟอร์มเขาเพื่อหวังจะดึงตัวมาร่วมทีมหลังจบรายการฟุตบอลโลก 2002 แต่กลายเป็นทีม ลิเวอร์พูล ที่หน้ามืดกลัวทีมอื่นมาแย่งตัว ดิยุฟ จึงควักเงิน 10 ล้านปอนด์เพื่อดึงตัว ดิยุฟ มาร่วมทีม และเพียงแค่นัดแรกของเขากับทีม หงส์แดง เขาก็เปิดตัวได้อย่างสวยงาม ลั่นไปได้ถึง 2 ประตู แต่มันก้เหมือนการจุดพลุขึ้นฟ้ายังไงยังงั้นเพราะหลังจากนั้นฟอร์มของเขาก็ค่อยๆถอยหลังลงคลองเหมือนกลับพลุที่จุดขึ้นไปบนฟ้าแล้วค่อยๆดับลง และภาพที่แฟนบอลเห็นจนชินตาก็คือภาพที่ ดิยุฟ เอาแต่เลี้ยงบอลไม่ยอมส่ง เล่นบอลคนเดียว จน ลิเวอร์พูล หมดความอดทน ส่งเขาไปให้ โบลตัน ยืมตัวไปใช้งานในปี 2004 ก่อนที่จะถูกขายทิ้งออกจากทีมไปให้กับ โบลตัน อย่างถาวร ตลอดระยะเวลาที่เขาอยู่กับ ลิเวอร์พูล เขาทำผลงานได้ไม่คุ้มค่าเงิน 10 ล้านปอนด์ที่ ลิเวอร์พูล ลงทุนเป็นค่าตัวของเขาแม้แต่นิดเดียวเลยจริงๆ

 

_______________________________________________________________________________________

4. Alberto Aquilani

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Alberto Aquilani

■ย้ายมาจากทีม : โรม่า (17.1 ล้านปอนด์) / ปี 2009–2012

“อัลแบร์โต้ อาควีลานี่” มิดฟิลด์หน้าหยกชาว อิตาลี่ เขาย้ายจากทีม หมาป่ากรุงโรม โรม่า มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2009 ด้วยค่าตัว 17.1 ล้านปอนด์

อาควีลานี่ เป็นมิดฟิลด์ที่มีทักษะจัดว่าดีเลยทีเดียว ในสมัยที่เขาลงเล่นให้กับทีม โรม่า เขาโชว์ฟอร์มได้ดีมากๆ

เบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงในแดนกลางของทีมได้มาทั้งๆที่ในทีม โรม่า ตอนนั้นมีทั้ง ต๊อดติ และ เด รอสซี่ ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดกองกลางทั้งคู่ ทำให้ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจคว้าเขามาร่วมทีมเพราะเห็นว่าฟอร์มการเล่นของเขาน่าจะเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีมให้ดีขึ้นได้แน่นอน แต่ความเป็นจริงมันไม่เป็นแบบที่หวังไว้เลยซักนิดเมื่อ อาควีลานี่ ปรับตัวเขากับระบบของทีมไม่ได้เลย แม้จะถูกส่งลงสนามอยู่บ่อยๆเพื่อให้เรียกความมั่นใจในการเล่นกลับมาฟอร์มของเขาก็ยังแย่อยู่เช่นเดิมแถมยังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่บ่อยๆอีกต่างหาก ทำให้ในปี 2010 ลิวเอร์พูล ส่งเขาให้ ยูเวนตุส ยืมตัวไปใช้งาน ซึ่งเขาทำผลงานให้ทีม ยูเวนตุส ได้เป็นอย่างดีเหมือนสมัยที่อยู่กับ โรม่า และก็ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวต่อในปี 2011 กับทีม เอซี มิลาน ก่อนที่จะถูก ลิเวอร์พูล ขายทิ้งแบบขาดทุนให้กับทีม ฟิออเรนติน่า ไปในปี 2012 สรุปแล้วเขาได้ลงสนามเล่นให้กับ ลิเวอร์พูล เพียงแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้น แถมยังไม่ได้โชว์ฟอร์มให้สมกับค่าตัว 17.1 ล้านปอนด์ แม้แต่ซักนิด

 

_______________________________________________________________________________________

3. Christian Benteke

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Alberto Aquilani

■ย้ายมาจากทีม : แอสตัน วิลล่า (32.5 ล้านปอนด์) / ปี 2015-ปัจจุบัน

“คริสติย็อง เบนเตเก้” “คริสติย็อง เบนเตเก้” หัวหอกผิวสีชาว เบลเยี่ยม เขาย้ายจากทีม แอสตัน วิลล่า มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2015 ด้วยค่าตัว 32.5 ล้านปอนด์

เบนเตเก้ แจ้งเกิดในเวลทีพรีเมียร์ลีกกับทีม แอสตัน วิลล่า ซึ่งเขาโชว์ฟอร์มร้อนแรงยิงประตูให้กับ แอสตัน วิลล่าได้อย่างมากมาย แถมเป็นกองหน้าที่ครบเครื่องเลยทีเดียวเพราะทั้งยิงทั้งโหม่งพี่แกทำได้ดีทั้งหมด ทำให้ในปี 2015 ลิเวอร์พูล ยอมวอดวายเงินจำนวนมหาศาลถึง 32.5 ล้านปอนด์ เพื่อไปดึงตัวเขามาร่วมทีม ซึ่งในช่วงแรกๆที่เขามาอยู่กับทีม ลิเวอร์พูล เขาก็โชว์ฟอร์มได้ดีเลย แต่พอเข้าสู่ครึ่งฤดูกาลหลังเขากลับโชว์ฟอร์มไม่ออก เหมือนกลายเป็นคนละคนกับเมื่อตอนต้นฤดูกาล แถมยังพลาดโอกาสยิงประตูง่ายๆอย่างน่าเกลียดหลายๆครั้งด้วย ทำให้ช่วงหลังๆของฤดูกาล 2015 เขาตกเป็นตัวสำรองอันดับสุดท้ายในตำแหน่งกองหน้าของทีม หงส์แดง แถมยังมีข่าวว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของทีม หงส์แดง เตรียมขายเขาพ้นทีมเพราะมองว่าไม่อยู่ในแผนการทำทีมเพราะเล่นไม่เข้ากับระบบของทีม หงส์แดง ซึ่งถ้านับจากผลงานในสนามเทียบกับค่าตัวอันมหาศาลของเขาแล้วบอกได้เลยว่า เสียดายเงินค่าตัวของเขาจริงๆ เพราะพี่แกเพิ่งยิงให้ลิเวอร์พูลได้แค่ 10 ประตูรวมทุกรายการเท่านั้นเอง

 

_______________________________________________________________________________________

2. Mario Balotelli

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

■ย้ายมาจากทีม : เอซี มิลาน (16 ล้านปอนด์) / ปี 2014-ปัจจุบัน

“มาริโอ บาโลเตลี่” หัวหอกแบดบอยพรสวรรค์สูงชาว อิตาลี่ เขาย้ายจากทีม ปีศาจแดงดำ เอซี มิลาน มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2015 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์

บาโลเตลี่ ชื่อของเขานั้นการันตีความเกรียนมากกว่าฝีเท้าของเขาอย่างแน่นอนเพราะไม่ว่าเขาจะย้ายไปอยู่กับทีมไหน เขามักจะก่อเรื่องปวดหัวให้กับต้นสังกัดอยู่เสมอ และไม่รู้ว่า ลิเวอร์พูล เกิดอาการหน้ามืดหรือมีอะไรดลใจก็มิอาจทราบได้ ถึงได้ไปคว้าตัว บาโลเตลี่ มาร่วมทีมในปี 2014 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ แน่นอนว่าฝีเท้าของเขานั้นไม่ธรรมดาและชื่อเสียของเขานั้นก็ไม่ธรรมดาเช่นกันเพราะมักจะโดนวิจารณ์อยู่บ่อยๆว่าชอบเล่นฟุตบอลตามใจตัวเองมากกว่าทุ่มเทเพื่อทีมซึ่ง ลิเวอร์พูล ซาบซึ้งถึงทรวงเลยเมื่อ บาโลเตลี่ ไม่ได้ทำผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับทีม หงส์แดง ให้สมกับค่าตัว 16 ล้านปอนด์ที่ ลิเวอร์พูล จ่ายไปเลยแม้แต่น้อยจน ลิเวอร์พูล หมดความอดทนส่งเขากลับไปอยู่กับ เอซี มิลาน ทีมเก่าของเขาด้วยสัญญายืมตัว แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มกลับมาได้อยู่ดี และแม้ว่าตอนนี้เขาจะกลับมาอยู่กับ ลิเวอร์พูล แต่เขาก็ไม่รู้อนาคตของตัวเองเลยเพราะว่าเขาไม่อยู่ในแผนการทำทีม ลิเวอร์พูล อีกต่อไปแล้ว แถมยังไม่มีทีมไหนที่จะมาขอเซ้งเขาไปใช้งานต่อเพราะนิสัยที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพของเขานั่นเอง เรียกได้ว่า การคว้าตัว บาโลเตลี่ มาร่วมทีมของ ลิเวอร์พูล นั้นเป็นหายนะอย่างแท้จริง

 

_______________________________________________________________________________________

1. Andy Carroll

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

■ย้ายมาจากทีม : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (35 ล้านปอนด์) / ปี 2011–2013

“แอนดี้ แคร์โรล” หัวหอกร่างโย่งชาว อังกฤษ เขาย้ายจากทีม สาลิกาดง นิวคาสเซิ่ล มาอยู่กับ หงส์แดง ลิเวอร์พูล ในปี 2011 ด้วยค่าตัว 35 ล้านปอนด์

แคร์โรล โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงให้กับ นิวคาสเซิ่ล เขายิงประตูได้อย่างถล่มทลายทั้งๆยังเป็นดาวรุ่ง แถมยังเป็นกองหน้าที่ยิงคมและโหม่งดีมากๆ ทำให้ในปี 2011 ลิเวอร์พูล หอบเงิน 35 ล้านปอนด์ไปกระชากตัวเขามาร่วมทีม เพราะหวังจะให้เขาเข้ามาช่วยผลิตสกอร์ให้กับทีม หงส์แดง อย่างที่เขาเคยทำได้สมัยที่อยู่กับ นิวคาสเซิ่ล แต่เขากลับไม่เคยเล่นได้ใกล้เคียงกับฟอร์มเดิมที่เคยทำได้สมัยที่อยู่กับ นิวคาสเซิ่ล แม้แต่ซักนิดเดียว เขาอยู่กับ หงส์แดง 3 ฤดูกาล ยิงให้ทีมได้แค่ 11 ประตูเท่านั้น นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าตัวอันมหาศาลของเขา ถ้าหากเจาะลึกลงไปกว่านั้นเท่ากับว่า ลิเวอร์พูล จ้างเขามายิงประตูให้ทีม ตกลูกละประมาณ 3 ล้านปอนด์กว่าๆ แบบนี้ถ้าไม่ยกให้เป็นการเซ็นต์สัญญาที่แย่ที่สุดของพวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรแล้วล่ะครับ

มุสตาฟี่ บอก ไม่เริ่มสงครามกับ อาร์เซนอล แน่แม้พลาดโอกาสย้าย-ลงสนาม

ชโคดราน มุสตาฟี่ ปราการหลังจอมเหวอของ ‘ไอ้ปืนใหญ่’ อาร์เซนอล เปิดเผยผ่านสื่อ เขาจะไม่เปิดสงครามกับต้นสังกัดของตนแน่นอน แม้เจ้าตัวจะพลาดโอกาสย้ายออกไปเล่นกับสโมสรอื่นๆ ในช่วงตลาดซื้อขายหน้าร้อนที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ อูไน เอเมรี่ กุนซือหน้าโลกิ ของ ‘เดอะ กันเนอร์ส’ แจ้งทั้ง โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ และ ชโคดราน มุสตาฟี่ ให้ย้ายออกไปหาเวลาลงสนามกับสโมสรอื่นๆ ได้ ซึ่ง ‘บังโม’ ตัดสินใจหนีไปร่วมทีม เบซิคตัส ในลีกสูงสุดประเทศตุรกี ในขณะที่ ‘บังมุส’ ยังคงลงซ้อมกับ อาร์เซนอล ต่อไป

แต่หลังจากเกมบุกไปเสมอกับ วัตฟอร์ด 2-2 นายใหญ่ชาวสแปนิช ออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมว่า มุสตาฟี่ ยังคงมีอนาคตในกรุงลอนดอนเหนือ แถมเจ้าตัวยังเป็นคนตัดสินใจที่จะอยู่โยงกับสโมสรต่อไป ก่อนที่เจ้าตัวจะได้รับโอกาสลงสนาม 90 นาทีเต็มกับ แฟร้งค์เฟิร์ต ใน ยูโรป้าลีก เมื่อคืนที่ผ่านมา

gettyimages-1175782442-2048x2048.jpg

มุสตาฟี่ ให้สัมภาษณ์หลังเกมเอาชนะ 3-0 ดังกล่าวว่า “ผมไม่เคยเป็นคนประเภทที่จะ ‘เปิดศึก’ เวลาที่อะไรบางอย่างไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ – ผมพูดอยู่เสมอว่า ‘ถ้าเป็นไปได้ ผมพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า แต่ถ้าไม่ ผมก็จะขอเล่นฟุตบอลในแบบของผมต่อไป‘”

“พ่อของผม ซึ่งรับหน้าที่เป็นเอเย่นต์ด้วยนั้น มีโอกาสคุยกับสโมสรไปแล้ว ผมเป็นผู้เล่นของ อาร์เซนอล และยังเหลือสัญญากับทีมอีกตั้ง 2 ปี – ผู้จัดการทีมมองผมในแบบเดียวกับที่เขามองผู้เล่นคนอื่นๆ ในสโมสร นั่นคือเหตุผลที่ผมได้ลงสนามในวันนี้ มันก็แค่นั้นแหละ”

“เราค่อยมาดูกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต” มุสตาฟี่ ทิ้งท้าย